สำหรับการชี้แจงจากคณะกรรมการหรือผู้เกี่ยวข้อง ที่ระบุว่าการบริหารกองทุนประกันสังคมสามารถทำกำไรได้ถึง 7–8 หมื่นล้านบาทนั้น
ส่วนตัวผมมองว่าเป็นคนละประเด็นกับคำถามหลักที่สังคมกำลังตั้งอยู่
การมีกำไรถือเป็นเรื่องที่ดี
แต่สิ่งสำคัญกว่าคือ ต้องพิจารณาเปรียบเทียบกับ “ต้นทุนที่ลงทุนไป” ว่าผลตอบแทนคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ และอัตราผลตอบแทนนั้นอยู่ในระดับที่เหมาะสมและน่าพอใจหรือไม่
ที่สำคัญ เงินที่นำไปลงทุนเป็นเงินของผู้ประกันตน ซึ่งก็คือประชาชนวัยทำงาน ที่มอบเงินออมในอนาคตของตนเองให้รัฐบริหาร เพื่อใช้หลังเกษียณอายุ
ดังนั้น เงินก้อนนี้จึงไม่ใช่เงินส่วนตัวของผู้บริหาร
การใช้เงินจึงต้องเป็นไปด้วยความรอบคอบ เหมาะสม และโปร่งใส แม้ภาพรวมจะมีกำไร แต่หากมีโครงการใดที่ขาดทุน ไม่เหมาะสม หรือมีข้อสงสัยด้านความโปร่งใส ก็สมควรได้รับการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา
การแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ ไม่ได้มีเจตนาโหนกระแสหรือโจมตีบุคคลใด แต่เป็นความเห็นที่มีมาโดยตลอดว่า ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้นำเงินของส่วนรวมไปบริหาร หากเกิดความเสียหาย ควรต้องอยู่ภายใต้กระบวนการตรวจสอบ
หากพบพฤติการณ์ที่ส่อไปในทางทุจริต ก็ควรต้องได้รับการดำเนินการตามกฎหมายอย่างเหมาะสม เพราะเงินที่ดูแลอยู่นั้นคือเงินของประชาชน
หลักการนี้ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงกองทุนประกันสังคมเท่านั้น แต่ควรครอบคลุมถึงกองทุนของรัฐทุกประเภท
การอ้างเพียงว่า “ดำเนินการถูกต้องตามระเบียบ” ไม่ควรเป็นข้ออ้างเพื่อปัดความรับผิดชอบอีกต่อไป
สิ่งที่ควรพิจารณาควบคู่กันคือเจตนา ความเหมาะสม และพื้นฐานทางธุรกิจของการลงทุน ไม่ใช่การนำเงินไปลงทุนในธุรกิจที่อยู่ในช่วงขาลงหรือมองไม่เห็นอนาคตอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการก็ควรได้รับการตรวจสอบในมาตรฐานเดียวกัน โดยเฉพาะข้าราชการ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีระเบียบวินัยสูง และมักไม่มีพื้นที่ในการส่งเสียง
จึงอยากฝากประเด็นนี้ไว้ให้สังคมช่วยกันติดตามตรวจสอบด้วย