ศาลพัทยาอนุมัติหมายจับ 5 แก๊งจีนโฉดบุกปล้นบ้านพักนักธุรกิจต่างชาติย่านหนองปรือ ชลบุรี กวาดทรัพย์สินทั้งเงินสด นาฬิกาหรู และเงินดิจิทัลพ้นเกลี้ยงกว่า 37 ล้านบาท เผยบินหนีออกนอกประเทศแล้ว เร่งประสานตำรวจสากลออกหมายแดง INTERPOL ล่าตัว
กรณีกลุ่มคนร้ายต่างชาติวางแผนบุกรุกเข้าไปภายในบ้านพักของชาวต่างชาติ ในพื้นที่ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ใช้อาวุธข่มขู่ ทำร้ายร่างกาย และบังคับเอาทรัพย์สินมูลค่ามหาศาลหลบหนีไป เหตุเกิดเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 69
ภายใต้นโยบายเร่งด่วนของ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และ พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รอง ผบ.ตร.สั่งการ พล.ต.ท.วสันต์ เตชะอัครเกษม ผบช.ภ.2 ควบคุมและกำกับดูแลคดีใกล้ชิด
สั่งการให้ชุดสืบสวนตำรวจภูธรภาค 2, ตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี และ สภ.หนองปรือ เร่งแกะรอยตรวจสอบกล้องวงจรปิดตามเส้นทางหลบหนี ยานพาหนะ ข้อมูลการเดินทางเข้า-ออกประเทศ และตรวจเก็บพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ในที่เกิดเหตุอย่างละเอียด
ต่อมาวันที่ 9 ตุลาคม 2569 เจ้าหน้าที่สามารถพิสูจน์ทราบอัตลักษณ์บุคคลของผู้ก่อเหตุได้ทั้งหมด 5 ราย และนำพยานหลักฐานยื่นต่อศาลจังหวัดพัทยา และอนุมัติออกหมายจับผู้ต้องหาชาวจีนทั้ง 5 ราย ตามหมายจับ ข้อหาหนักเกี่ยวกับการร่วมกันชิงทรัพย์และทำร้ายร่างกาย
จากการสืบสวนพฤติการณ์คดีพบว่า กลุ่มผู้ต้องหาชาวจีน วางแผนแบ่งหน้าที่กันทำ ก่อนบุกเข้าไปภายในบ้านพักของผู้เสียหาย จากนั้นใช้อาวุธทำร้ายร่างกายและข่มขู่บังคับให้ยินยอมส่งมอบทรัพย์สิน
โดยได้ทรัพย์สินไปหลายรายการ ประกอบด้วย เงินสดจำนวนมาก, นาฬิกาหรูเรือนแสน, โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน รวมถึงการบังคับให้โอน “เงินดิจิทัล” (Cryptocurrency) รวมมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้นกว่า 37 ล้านบาท ก่อนที่กลุ่มผู้ก่อเหตุจะฉวยโอกาสหลบหนีออกนอกราชอาณาจักรไทยไปก่อนที่ความจะแตก
ด้าน พล.ต.ท.วสันต์ เตชะอัครเกษม ผบช.ภ.2 เผยว่า แม้ผู้ต้องหาทั้ง 5 รายจะเดินทางออกนอกประเทศไทยไปแล้ว แต่กระบวนการทางกฎหมายและการติดตามตัวจะไม่มีวันสิ้นสุด ขณะนี้ได้ประสานงานไปยังกองการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเร่งออกประกาศตำรวจสากลหมายแดง (INTERPOL Red Notice) ในการประสานความร่วมมือกับตำรวจต่างประเทศเพื่อจับกุมตัวกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย
พร้อมกันนี้ ยังได้สั่งการให้ชุดสืบสวนเร่งแกะรอยเส้นทางการเงินและการเดินทางของทรัพย์สิน โดยเฉพาะ เงินดิจิทัล และทรัพย์สินมีค่าที่ถูกปล้นไป เพื่อทำการอายัดและติดตามนำกลับมาคืนแก่ผู้เสียหายให้ได้มากที่สุด
“คดีนี้ถือเป็นคดีอุกอาจที่กระทบต่อภาพลักษณ์ความปลอดภัยและการท่องเที่ยว ตำรวจภูธรภาค 2 จะต้องทำคดีนี้ให้เป็นคดีตัวอย่าง จะไม่มีการปล่อยให้กลุ่มอาชญากรข้ามชาติเข้ามาใช้พื้นที่ภาค 2 ก่อเหตุสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวอย่างเด็ดขาด” ผบช.ภ.2 กล่าวเน้นย้ำ

























