ACSC-CIB เปิดปฏิบัติการ “Highway Scam Hunter EP.5” รวบแก๊ง “เมย์-ตั้ม-หยก” รวม 56 ราย ทีมจัดหาบัญชีม้านิติบุคคลขายคอลเซ็นเตอร์ ยอดเสียหาย 250 ล้าน
เมื่อวันที่ 5 พ.ย.69 ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศตออ.ตร.) นำโดย พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รอง ผบ.ตร. ในฐานะ ผูัอำนวยการศูนย์ฯ และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะรองผู้อำนวยการศูนย์ฯ ร่วมกับ พล.ต.ต.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ท. ทินกร รังมาตย์ ผบช.สอท., พล.ต.ต.บุญลือ ผดุงถิ่น ผบก.ทล.,
พ.ต.อ.ภคพล สุชล ผกก.2 บก.ทล. พ.ต.ท.กฤตย์ ธีรเวศย์สุวรรณ สวญ.ส.ทล.2 กก.2 บก.ทล.และ พ.ต.ต.ศุภณัฐ บัณฑิตไทย สว.ส.ทล.2 กก.2 บก.ทล. ร่วมกันแถลงผลปฏิบัติการ “Highway Scam Hunter EP.5” ขยายผลกวาดล้างเครือข่ายบัญชีม้านิติบุคคล
พ.ต.อ.ภคพล กล่าวว่า สืบเนื่องจากปฏิบัติการสืบสวนขยายผลออกหมายจับผู้ต้องหารวม 56 ราย ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น, ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ, ร่วมกันฟอกเงิน, สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน, อั้งยี่ และซ่องโจร” แบ่งเป็นกลุ่มบัญชีม้านิติบุคคล 53 ราย และผู้จัดหาและควบคุมบัญชีอีก 3 ราย
พ.ต.อ.ภคพล กล่าวต่อว่า ปฏิบัติการนี้เริ่มต้นจากคดีหลอกลงทุนที่มีผู้เสียหายเพียงรายเดียว พบเพจเฟซบุ๊กชักชวนลงทุนเทรดหุ้น ก่อนมีผู้ติดต่อผ่านแอปพลิเคชัน LINE อ้างเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน เสนอผลตอบแทนจนผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินเข้าบัญชีที่ได้รับแจ้ง
เมื่อขอถอนเงินกลับถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียม ค่าค้ำประกัน ค่าปิดบัญชีซื้อขาย และภาษี โดยอ้างว่าต้องชำระเพิ่มเติมจึงจะได้รับเงินคืน ทำให้ผู้เสียหายโอนเงินต่อเนื่องถึง 122 ครั้ง รวมเป็นเงินกว่า 111.69 ล้านบาท
พ.ต.อ.ภคพล กล่าวอีกว่า จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดตามเส้นทางการเงินจนพบเงินของผู้เสียหายไหลเข้าบัญชีบริษัทหลายแห่ง จึงสืบสวนขยายผลจากผู้ต้องหาที่จับกุมได้ก่อนหน้า ให้ข้อมูลสอดคล้องกันเกี่ยวกับผู้จัดหาและควบคุมบัญชี
เมื่อตรวจสอบรายการเดินบัญชี ข้อความสนทนา ภาพถ่าย และข้อมูลยืนยันตัวบุคคล จึงเชื่อมโยงถึงผู้รับมอบบัญชี ผู้สั่งถอนเงิน และผู้รับเงินสดอยู่เบื้องหลัง นำไปสู่การอนุมัติหมายจับและจับกุมตัวผู้ต้องหาหลัก 3 ราย ได้แก่ น.ส.เมย์, น.ส.ตั้ม และ น.ส.หยก
พ.ต.อ.ภคพล กล่าวด้วยว่า จากการสอบสวนพบพฤติการณ์เชื่อมโยงว่า น.ส.เมย์ ทำหน้าที่ชักชวนและจัดหาบุคคลมาเปิดบัญชี รับมอบสมุดบัญชีและโทรศัพท์ รวมถึงแจ้งยอดและสั่งถอนเงิน ด้าน น.ส.ตั้ม ร่วมพาไปเปิดบัญชีและถอนเงินสดรับเงินร่วมกับ น.ส.เมย์
ขณะที่ผู้ให้การรายหนึ่งระบุว่าเคยเปิดบัญชีให้แก่ น.ส.หยก และภายหลังบัญชีถูกระงับ ได้รับคำแนะนำให้ติดต่อ น.ส.หยก เพื่อขอความช่วยเหลือในการจัดเตรียมเอกสารและประสานขอปลดอายัดบัญชี โดย น.ส.หยก อ้างว่ามีพรรคพวกที่ช่วยประสานงานเรื่องดังกล่าวได้
พ.ต.อ.ภคพล กล่าวต่อว่า จากการจับกุมกลุ่มผู้ต้องหา เจ้าหน้าที่ตรวจยึดสมุดบัญชีนิติบุคคลพร้อมโทรศัพท์มือถือที่ใช้ควบคู่กันได้อีกหลายชุด ซึ่งเป็นบัญชีที่เตรียมไว้ใช้กระทำความผิด เมื่อตรวจสอบข้อมูลพบว่าเชื่อมโยงกับคดีหลอกลวงออนไลน์อีกไม่น้อยกว่า 130 คดี ความเสียหายรวมกว่า 250 ล้านบาท
กลุ่มผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมมีภูมิลำเนาอยู่ใน 15 จังหวัดทั่วประเทศ เช่น กรุงเทพมหานคร (13 ราย), ปทุมธานี (4 ราย), สมุทรปราการ และราชบุรี (จังหวัดละ 2 ราย) รวมถึง กาญจนบุรี, เชียงใหม่, เพชรบุรี, สระบุรี, ศรีสะเกษ, สมุทรสาคร, ชลบุรี, ฉะเชิงเทรา, พิษณุโลก, อุบลราชธานี และร้อยเอ็ด (จังหวัดละ 1 ราย)
พ.ต.ต.ศุภณัฐ กล่าวว่า จากการสืบสวนพบวิธีจัดหาบัญชีม้านิติบุคคล 3 รูปแบบ หลักๆ ได้แก่ 1.จัดหาบุคคลมาใช้ชื่อจดทะเบียนบริษัท หรือเปลี่ยนเป็นกรรมการแล้วเปิดบัญชีธนาคาร 2. การซื้อหรือรับช่วงบริษัท ที่มีปัญหาทางธุรกิจเพื่อรับเอกสารและใช้บัญชี 3. การเช่าบัญชีบริษัทที่มีอยู่แล้ว โดยเสนอผลตอบแทนหรือส่วนแบ่งจากยอดเงิน
ในบางกรณีมีการเสนอค่าตอบแทนถึง 30,000 บาท เพื่อให้ใช้ชื่อเป็นกรรมการ ทั้งที่บริษัทไม่ได้ประกอบกิจการจริง ก่อนให้ไปเปิดบัญชีและส่งมอบสมุดบัญชี โทรศัพท์ และช่องทางทำธุรกรรมออนไลน์แก่ผู้ควบคุม
จากนั้นบัญชีเหล่านี้จะถูกใช้รับเงินจากการหลอกลวง ก่อนโอนต่อหรือสั่งให้ผู้มีชื่อเป็นกรรมการไปถอนเงินสดตามสาขาธนาคารที่กำหนดเพื่อนำส่งเครือข่าย หากบัญชีถูกอายัด จะอ้างว่าช่วยแก้ปัญหาทางคดีและจัดเตรียมเอกสารยื่นปลดอายัด แต่หากเกิดเรื่อง จะลอยแพปล่อยให้ผู้เปิดบัญชีรับโทษเพียงลำพัง
พ.ต.ท.กฤตย์ กล่าวว่า นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังตรวจพบอีกคดีที่มีการนำเอกสารนิติบุคคลไปลงทะเบียนซิมโทรศัพท์ 40 หมายเลข โดยหนึ่งในนั้นถูกใช้โทรแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ HomePro หลอกผู้เสียหายโอนเงินหลักหมื่นบาท เจ้าหน้าที่จึงดำเนินการระงับการใช้งานซิมทั้ง 40 หมายเลขทันที เพื่อป้องกันความเสียหายเพิ่มเติม
สะท้อนให้เห็นว่า เอกสารนิติบุคคลถูกนำไปใช้ได้ทั้งเปิดบัญชีรับเงิน และจัดหาซิมสำหรับโทรหลอกเหยื่อ รวมถึงใช้กับอุปกรณ์ SIM Box เพื่อโทรหลอกลวงประชาชนในวงกว้าง
ด้าน พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รองผบ.ตร. กล่าวว่า ขอเตือนประชาชนและผู้ประกอบการ อย่ารับจ้างเป็นกรรมการบริษัทหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้ชื่อบริษัทเปิดบัญชีธนาคาร และลงทะเบียนซิมโทรศัพท์ รวมถึงอย่าลงทะเบียนซิมในชื่อตนแล้วมอบให้ผู้อื่นใช้ เพราะบัญชีและหมายเลขเหล่านี้อาจถูกนำไปใช้รับเงินหรือโทรหลอกลวงผู้เสียหาย หากถูกเรียกให้โอนค่าธรรมเนียมหรือภาษีเพิ่มเติมเพื่อถอนเงิน ให้หยุดโอนและรีบติดต่อธนาคารพร้อมแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที


























