5.บ้านหลังแรก

ตำนานมือปราบพระกาฬ ชลอ เกิดเทศ โดย กิตติพงศ์ นโรปการณ์
  
ข่าวพิชิตโค้งบางปิ้ง ที่ถูกขนานนามว่าเป็น “โค้งผีสิง”หรือ “โค้ง 100 ศพ” แท้ที่จริงเป็นฝีมือของมนุษย์ใจโฉด ถูกนำเสนอไปตามหนังสือพิมพ์หลายฉบับ
สาวใหญ่ที่รอดตายหวุดหวิด เป็นเจ้าของร้านอาหารชื่อดังในจังหวัดมหาสารคาม เข้าขั้นเศรษฐีนีคนหนึ่ง
เธอเล่าเหตุการณ์ว่า เดินทางมาจากจังหวัดมหาสารคาม ไปส่งลูกชายที่โรงเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา จังหวัดชลบุรี โดยให้ลูกน้องเป็นคนขับ
ขากลับ เธอซื้ออาหารทะเล พวกกุ้งแห้ง ปลาหมึก น้ำปลา สารพัดอาหารแห้งกลับไปขายที่ร้านอาหารในจังหวัดมหาสารคามด้วย
แต่กลับถูกเดนมนุษย์ใช้น้ำมันเครื่องราดพื้น
ถนน ทำให้รถเสียหลัก แหกโค้ง มารู้อีกทีลูกน้องที่เป็นคนขับรถคอหักตายคาที่
ส่วนเธอมารู้สึกตัวเมื่อถูกลากออกมาปลดทรัพย์สินบนถนน หากไม่มีตำรวจมาช่วย เธอเชื่อว่า คงจะต้องตาย เพราะกลุ่มโจรที่มาจากนรกฆ่าปิดปากเป็นแน่แท้…..
———————————————–
หลังพิชิตคดีนั้นไม่นาน หมวดชลอ ได้รับการเลื่อนยศเป็น ร้อยตำรวจเอก ตำแหน่ง รองผู้บังคับกองฝ่ายสืบสวนสอบสวน สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสมุทรปราการ หลังย้ายมาจากอำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย ได้เกือบ 3 ปี
ดีใจแบบที่เรียกว่า ยังไม่ทันหมดยิ้มสิ้นเสียงหัวเราะ
12มีนาคม 2512
ชลอ มีเรื่องให้ฉลองกันอีก เพราะเมียรัก นันทวัน ให้กำเนิดบุตรชายคนที่สอง
“ปู”หรือ “ชนม์ยืน เกิดเทศ” สมาชิกคนใหม่ของครอบครัว
นายตำรวจหนุ่มใช้เงินที่เก็บหอมรอมริบมาจากเงินรางวัลในการจับทองคำเถื่อน เมื่อครั้งรับราชการอยู่ที่อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย
ไปซื้อบ้านเดี่ยวชั้นเดียว เนื้อที่ 50 ตารางวา ในหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่งย่านสำโรงเหนือ ชื่อ “พรสว่างนิเวศน์”วางเงินดาวน์ไป 3 หมื่นบาท แถมผ่อนแค่เดือนละ 1 พันกว่าบาทเท่านั้น…
ชลอ สั่งทำประตูเหล็กหน้าบ้านหลังแรกในชีวิต ดัดเป็นรูปดาวเงิน สัญลักษณ์ตำรวจ
เหนือรูปดาวแปดแฉก เขียนชื่อเจ้าของบ้าน “ร.ต.อ.ชลอ เกิดเทศ”
สาเหตุที่ซื้อบ้านหลังนี้ ส่วนหนึ่งเพื่อความสะดวกสบายต่อการส่งลูกชายคนโต “กุ้ง”ชอบรบ เกิดเทศ ไปเรียนหนังสือ
โดยไม่ได้คิดไกลไปว่า ชีวิตราชการจะก้าวไกลและโลดโผนไปกว่านี้…..
————————————————-
“ธวัชชัย….พี่ได้ข่าว “ไอ้จเร”มันหนีไปอยู่กับเมียในไร่แถวเมืองชล…”
ร้อยตำรวจตรีธวัชชัย ภัยลี้ รองผู้บังคับกองสืบสวนสอบสวน สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสมุทรปราการ นักเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน รุ่น 20 ถึงกับหูผึ่ง ตาลุกโชนเป็นประกายเพราะข่าวนี้
ภายหลังร้อยตำรวจเอกชลอ นายตำรวจรุ่นพี่ เอ่ยปากให้ฟังขณะเข้าเวรพนักงานสอบสวนผลัดเดียวกัน
ไอ้จเร เป็นมือปืนตัวฉกาจที่ออกอาละวาดในเขตพื้นที่ปากน้ำ มีคดีติดตัวทั้งฆ่าคนตาย ดักปล้นเจ้าทรัพย์ และข่มขืนสาวโรงงาน ที่ 2 นายตำรวจทั้ง ชลอ และ ธวัชชัย ตามล่ามานาน
“แล้วพี่เอายังไง…”
นายตำรวจรุ่นน้องถาม
“เดี๋ยวออกเวร เปลี่ยนเครื่องแบบเสร็จเรียบร้อย ไปรอพี่หลังโรงพัก เดี๋ยวพี่ไปเอารถมารับ แล้วเราไปดูกัน….”
นายตำรวจรุ่นพี่ตอบกลับ
เวลาออกทำงานนอกเครื่องแบบ ร้อยตำรวจเอกชลอ มักใช้วิธีเอารถแท็กซี่รับส่งผู้โดยสาร ที่ถูกตรวจยึดในคดีจราจร ไปใช้ในการพรางตัวสืบสวนหาข่าวได้อย่างแนบเนียน
เที่ยงวันนั้นเอง รถแท็กซี่ยี่ห้อดัทสัน สีเขียว ค่อยค่อยเคลื่อนตัวออกจากโรงพักปากน้ำ มุ่งหน้าไปจังหวัดชลบุรี
ไม่ถึง 1 ชั่วโมง ทั้งคู่เดินทางมาถึงตัวเมืองชล
ร้อยตำรวจเอกชลอ ขับรถไปจอดหาน้ำอัดลมดื่มแก้กระหายในร้านค้าภายในปั๊มน้ำมันสามทหาร หลังขับรถฝ่าระอุไอแดดมาตามถนนสุขุมวิทสายเก่า
ไล่เลี่ยกัน มีชายหนุ่มตัวดำร่างผอมเกร็ง แต่ดูแข็งแรง อายุอานามไม่เกิน 25 ปี ปุเลงปุเลงรถจักรยานยนต์รุ่นพระเจ้าเหา พ่นควันโขมงออกมาจากท่อระบายเสีย ขี่มาจอดข้างๆ รถแท็กซี่ของ 2 นายตำรวจ
ชายหนุ่มตัวดำ หมุนกุญแจดับสวิทซ์เครื่องยนต์บุโรทั่ง เอาขาตั้งรถจักรยานยนต์ลงจอด ก่อนหันซ้ายหันขวา พอเห็นใครที่ไม่รู้จัก จึงเดินตรงปรี่เข้าไปในร้านค้าที่ 2 นายตำรวจนั่งอยู่
“มาแล้ว ไอ้ดำ สายพี่…”
ร้อยตำรวจเอกชลอ เอ่ยปากกับนายตำรวจรุ่นน้องเบาๆ
“นาย….มันอยู่กับเมีย 2 คน ในกระต๊อบบ้านซากแง้ว เมื่อวานเมียมันฝากญาติผมออกมาซื้อปลาทูไปฝาก…”
ไอ้ดำรีบรายงานภายหลังมานั่งที่โต๊ะ
“ให้มันชัวร์เถอะ….กูจับได้แล้วจะให้รางวัล”
ร้อยตำรวจเอกชลอบอกไอ้ดำด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆแต่แฝงไปด้วยความมุ่งมั่นในการจับตัว ไอ้จเร เสือร้ายเมืองปากน้ำ
หลังนายตำรวจทั้งคู่ ซักไซ้รายละเอียด รวมทั้งภูมิประเทศของบ้านซากแง้ว แหล่งกบดานของ ไอ้จเร เป็นที่เรียบร้อย
รถแท็กซี่ดัทสันสีเขียวคันเดิม ค่อย ๆเคลื่อนตัวออกจากปั๊มน้ำมันสามทหาร มี “ไอ้ดำ”ขี่รถเครื่องนำหน้า ห่างกันราว 100 เมตร ก่อนจะออกจากตัวเมือง ผ่านไร่มันสำปะหลัง และไร่อ้อย เข้าไปในเขตพื้นที่ตำบลห้วยใหญ่ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี
จุดหมายคือ “บ้านซากแง้ว” ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปกลางไร่อ้อย ไร่มันสำปะหลังกว่า 10 กิโลเมตร
พระอาทิตย์คล้อยต่ำลงทุกทีๆ
ลัดเลาะไปตามเส้นทางตามที่ “ไอ้ดำ”นำทาง จนกระทั่งถึงสามแยกทางลูกรัง จุดที่ไอ้ดำจอดรถเครื่องยืนรอ
ร้อยตำรวจเอกชลอ จอดรถเปิดประตูลงไปพร้อมกับร้อยตำรวจตรีธวัชชัย เดินเข้าไปคุยกับไอ้ดำ
“นาย…จอดรถไว้นี่แหละ แล้วเดินไปทางนี้ ไม่ไกลจะเจอกระต๊อบที่มันอยู่”
ไอ้ดำชี้ไปตามทางเล็ก ๆด้านซ้ายมือ ที่เป็นเส้นทางเดินของชาวไร่แถบนั้นให้นายตำรวจหนุ่มทั้งคู่ดู ก่อนแยกตัวไปทางแยกด้านขวาด้วยท่าทีเร่งรีบกลัวคนจะเห็น
นายตำรวจหนุ่มจากรั้วสามพรานทั้ง 2คน ออกเดินไปตามเส้นทางชาวไร่
ช่วงเวลาแค่เม็ดเหงื่อชื้นหลัง ชลอ กำปืนรีวอลเวอร์ สมิทแอนด์เวสสัน ขนาด .357 ให้กระชับมือ เมื่อเห็นกระต๊อบหลังหนึ่งอยู่ในสายตา
เช่นเดียวกับหมวดธวัชชัยที่ถือปืนคู่ใจขนาดเดียวกัน ค่อย ๆก้มตัวให้ต่ำไม่ให้ตกเป็นเป้าสายตาของใครก็ตามที่อยู่ในกระต๊อบหลังนั้น

2 นายตำรวจหนุ่ม สังเกตการณ์อยู่ชั่วครู่ เห็นชายวัยรุ่น อายุไม่น่าเกิน 25 ปี เดินออกมาด้านหลังกระต๊อบ จุดขี้ไต้ในเตา ตั้งกระทะเตรียมทำกับข้าว
มีหญิงสาว อายุรุ่นราวคราวเดียวกับชายหนุ่มคนดังกล่าวนั่งเล่นอยู่ที่แคร่หน้าบ้าน และไม่มีใครมากไปกว่า 2 คนนี้

“จริงอย่างไอ้ดำมันว่า ใช่มันล่ะ….เดี๋ยวธวัชชัยไปทางด้านซ้ายเข้าไปเคลียร์ภายในบ้าน เดี๋ยวพี่จัดการไอ้จเรเอง ระวังตัวด้วยนะน้อง….”
นายตำรวจคนที่เป็นรุ่นพี่ กระซิบบอก
จากนั้นทั้งคู่ค่อย ๆพาร่างกายขยับเข้าไปใกล้กระต๊อบทีละนิด ทีละนิด

———————————————–

น้ำมันในกระทะเริ่มเดือด เพราะแรงฟืนไฟในเตา จเร ขุนโจรวัยหนุ่ม หนีการตามล่าของตำรวจปากน้ำมาหลบอยู่ในกระต๊อบเล็ก ๆในไร่อ้อย ไร่มันสำปะหลัง ของจังหวัดเล็ก ๆชายทะเล
หยิบปลาทูออกจากห่อใบตอง 2 ตัว ที่ให้ชบา เมียคนที่มันไว้ใจที่สุด ฝากชาวบ้านไปซื้อมาจากตลาดในตำบล ค่อย ๆหย่อนลงในกระทะ
เสียงดังซู่ สะเก็ดน้ำมันร้อน ๆกระเด็นมาถูกแขน แต่ไม่ได้สร้างความปวดแสบปวดร้อนอะไรนัก เพราะกลิ่นหอมของปลาทูทอด และความหิวมันกลบเกลื่อนความระคายเคืองจนหมดสิ้น

จเร ใช้ตะหลิวพลิกปลาทูทอดกลับไปกลับมาจนหนังเหลืองดูกรอบน่ากิน ขณะที่ปากมันตะโกนบอกเมียสาวที่นั่งอยู่หน้ากระต๊อบ

“อีชบา….มึงไปหาเก็บยอดกระถินข้างบ้านมาหน่อย เดี๋ยวกูจะตำน้ำพริกให้กินเย็นนี้….”

เงียบ….ไม่มีเสียงตอบกลับ สัญชาตญาณเสือร้ายเริ่มระแวง จเร วางตะหลิวลงในกระทะ แล้วใช้มือข้างเดียวกันมาจับที่ด้ามปืนโคลท์ออโตเมติก 11 มม. สีดำมะเมื่อมที่ซุกอยู่ในเอว
แต่ยังไม่ทันได้ชักออกมา ก็มีแท่งโลหะกลม ๆกระแทกที่ศีรษะด้านหลัง จนหัวแทบคะมำ พร้อมเสียงขึ้นนกดังกริ๊ก….

“มึงขืนขยับ เป็นหัวระเบิดแน่ ไอ้จเร….”เสียงนายร้อยตำรวจเอก ชลอ พูดเบา ๆ พร้อมกระตุกด้ามปืนโคลท์ของไอ้เสือหนุ่ม ออกจากเอว

แต่ในโสตประสาทของ จเร เสียงที่ว่านั้น ช่างดุดันเหี้ยมเกรียมเสียนี่กระไร
มันรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว ขนแขนลุกชันอย่างไม่ทราบสาเหตุ  มือทั้ง 2 ข้างของมันถูกรวบมาด้านหลัง ก่อนถูกพันธนาการด้วยกุญแจมือเหล็ก

มันรู้ทันทีอิสรภาพหมดแล้ว


เมื่อเหลือบมองเข้าไปในกระต๊อบก็เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งยืนถือปืนอยู่ข้างอีชบา เมียรัก ที่ท่าทีตื่นตระหนก

“ธวัชชัย…บอกเมียมัน เราไม่ได้เอาผัวมันไปฆ่าไปแกงที่ไหน ถ้าไม่คิดต่อสู้  ”


เสียงร้อยตำรวจเอกชลอ สั่งการนายตำรวจรุ่นน้อง

ท่ามกลางกลิ่นเหม็นไหม้ของปลาทู2 ตัวในกระทะ
———————————————-
หลังนำ ไอ้จเร เข้าห้องขังโรงพักปากน้ำเสร็จเรียบร้อย
นายตำรวจหนุ่มเดินกลับเข้าห้องทำงาน โยนเสื้อแจ็กเกตพาดกับเก้าอี้ หยิบปืน.357 คู่ใจ ออกจากเอววางบนโต๊ะ หย่อนตัวลงนั่งเอนหลังกับเบาะเก้าอี้ แล้วยกขาทั้ง 2 ข้างวางพาดกับเก้าอี้อีกตัว เป่าลมหายใจออกจากปากเฮือกใหญ่
ตั้งใจกะจะหลับซักงีบ เพราะเหน็ดเหนื่อยมาจากการเดินทาง รวมไปถึงความเครียดจากสถานการณ์ความเป็นความตายที่เพิ่งผ่านมาสด ๆร้อน ๆ
ถ้าเขาช้าไปอีกนิด หรือถ้าไอ้จเร มันหยิบปืนออกมาได้ก่อนที่จะประชิดถึงตัว ยังไม่รู้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง
กำลังจะหลับตา ร้อยตำรวจเอก ชลอ เหลือบเห็นกระดาษตราครุฑวางอยู่บนโต๊ะ จึงปรับเปลี่ยนอริยาบถมาเป็นนั่งในท่าธรรมดาเอื้อมมือหยิบกระดาษแผ่นนั้นมาอ่าน
หัวใจของ ร้อยตำรวจเอกชลอ พองโตขึ้นมาทันที หายง่วงเป็นปลิดทิ้ง อ่านข้อความในกระดาษแผ่นนั้นอีกหลายรอบ ข้อความก็ยังเป็นเหมือนเดิม
เป็นคำส่ังจาก กรมตำรวจ ให้นายร้อยตำรวจเอกชลอ ไปดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าสถานี ยศ นายพันตำรวจตรี ที่ สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองอ่างทอง
ผลงานการจับกุม ไอ้เสือจเร จึงถือได้ว่าเป็น

คดีสุดท้ายในการเป็นรองผู้บังคับกอง สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสมุทรปราการ ไปโดยปริยาย