68.โจรเหิมฆ่าตำรวจกองปราบฯ

ตำนานมือปราบพระกาฬ  ชลอ เกิดเทศ  โดย…กิตติพงศ์ นโรปการณ์

                            
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ชลอจะพาลูกน้องตระเวนเที่ยวเก็บข้อมูลมือปืนรับจ้างตามบ่อนการพนันต่างๆทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด

เขายังมีภารกิจหนึ่งที่ปฏิบัติสม่ำเสมอ คือการคุมทีมฟุตบอลทีมชาติ ไปฝึกซ้อมที่สนามศุภชลาศัย ซึ่งอยู่ไม่ไกลกับกรมตำรวจ และกองปราบปราม สามยอด
                     
สนามกีฬาแห่งนี้สร้างในสมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม มีชื่อเดิมว่า สนามกรีฑาสถาน ต่อมากรมพลศึกษาเปลี่ยนมาใช้ชื่อศุุภชลาศัย เพื่อเป็นอนุสรณ์ถึง นาวาโทหลวงศุภชลาศัย (ร.น.) อธิบดีกรมพลศึกษาคนแรก
                           
นอกจากจะใช้แข่งขันฟุตบอล สนามแห่งนี้ยังใช้ในการแข่งขันกรีฑา เพราะมีลู่วิ่งสังเคราะห์รอบสนาม รวมไปทั้งการแข่งขันรักบี้ฟุตบอล ซึ่งชลอเคยลงแข่งขันอยู่หลายนัดสมัยยังหนุ่มๆติดรักบี้ทีมชาติ
                          
แต่เมื่อชีวิตมาถึงตรงนี้  ชลอมีตำแหน่งเป็นถึงอุปนายก สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย บางครั้งก็ต้องนำนักฟุตบอลทีมชาติมาซ้อม เตรียมความพร้อมเพื่อไปแข่งขันในทัวร์นาเมนต์ต่างๆทั้งใน และนอกประเทศ
                             
ทุกครั้งที่มาซ้อมฟุตบอลที่สนามแห่งนี้ จะมีนายตำรวจหนุ่มนักสืบอย่าง สารวัตรแป๊ะ-พันตำรวจตรีวิชัย วงศ์วิรุฬห์  ผู้จัดการทีมสโมสรตำรวจ ชุดคว้าแชมป์ถ้วย ข. ร่วมกับสโมสรการท่าเรือ เมื่อกลางปีที่ผ่านมา หมวดโก๊ะ-ร้อยตำรวจโทสมภพ พงษ์ฤกษ์ จากสืบสวนเหนือ “หมวดหนุ่ย-ร้อยตำรวจโทอภินันท์ เกตุษเฐียร” รองสารวัตรแผนก 2 กองกำกับการ 2 กองปราบปราม “หมวดป๊อก-ร้อยตำรวจโทโรจนะ สมุนไพร” รองสารวัตรตำรวจท่องเที่ยว กองกำกับการ 8 กองปราบปราม  โดยนายตำรวจ 2 หลัง เป็นนักฟุตบอลสโมสรตรา ชฎา-ราชประชา ตามติดมาด้วย
                            
บางครั้ง ห้องทำงานของชลอในหมวกอีกใบ ในฐานะอุปนายก ที่อยู่ในสนามกีฬาแห่งนี้ ก็กลายเป็นห้องวางแผนทำงานจับโจรด้วย                  
                           
สำหรับแชมป์แรกที่ชลอ มีส่วน่วมกับสมาคม นำทีมชาติไทยได้ถ้วยรางวัลใหญ่ครั้งแรกคือ การแข่งขันฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพครั้งที่  12 สร้างประวัติศาสตร์ให้วงการฟุตบอลไทย ด้วยการเข้าชิงชนะเลิศกับเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม พุทธศักราช 2522
                            
วันนั้นแฟนฟุตบอลชาวไทยพากันเฮกันลั่นสนาม เสียงโห่ร้องดังไปทั้งประเทศ เมื่อ ดาวยศ ดารา ตะบันลูกตุงก้นตาข่ายทีมชาติเกาหลีใต้ ให้ไทยเฉือนชนะหวุดหวิด 1 ประตูต่อ 0
                             
ในแมทช์ประวัติศาสตร์ครั้งนั้น เสือเตี้ย-นิวัฒน์ ศรีสวัสดิ์ กัปตันทีมชาติจากสโมสรการท่าเรือ  ฉายา “สิงห์สนามศุภ”  ได้ร่ำไห้ประกาศอำลาทีมชาติกลางสนามศุภชลาศัย หลังประสบความสำเร็จชนะเลิศ พาทีมชาติไทยคว้าถ้วยพระราชทานที่ยิ่งใหญ่ในเอเชียมาครองได้เป็นครั้งแรก
                            
กรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี เพราะเมื่อต้นปีนี้เอง ทีมชาติไทยมี ไอ้ตุ๊ก-ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน ศูนย์หน้าหนุ่มจากสโมสรฟุตบอลทหารอากาศ เข้ามารับใช้ชาติ กลายเป็นฮีโร่ลูกหนังคนใหม่แทนสิงห์สนามศุภ
                           
ไอ้ตุ๊ก ทำประตูนัดแรกที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ในศึกฟุตบอลเพรสซิเดนท์คัพ เมื่อเดือนมิถุนายน พุทธศักราช 2524
                            
เด็กหนุ่มรูปหล่อจากประจวบคีรีขันธ์คนนี้ ทำให้คนไทยทั้งชาติได้เฮอีกครั้ง เมื่อเขาซัลโวประตูชัย ในช่วงต่อเวลา นัดชิงชนะเลิศศึกถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ ครั้งที่ 14 กับทีมชาติเกาหลีเหนือ ที่สนามกีฬาแห่งนี้ โดยชนะไปอย่างสุดมัน  2-1 เมื่อวันที่ 24พฤศจิกายน พุทธศักราช 2524
                            
ล่าสุดเพิ่งไปคว้าแชมป์ฟุตบอลซีเกมส์ครั้งที่ 11 ที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ โดยชิงชนะเลิศกับทีมชาติมาเลเซียเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พุทธศักราช 2524 โดยศูนย์หน้ารูปหล่อขวัญใจคนไทยคนใหม่  ฉายา “เพชฌฆาตหน้าหยก” กดไป 2 ลูกให้ทีมชาติไทยชนะไป 2-1
                            
ทัวร์นาเมนต์ล่าสุดที่กรุงมะนิลา ไอ้ตุ๊ก-ปิยะพงษ์ ยิงรวมไปทั้งสิ้น 6 ประตู
           
————————————————————————————————————-
                           
เย็นวันหนึ่งในปลายเดือนธันวาคม
                           
ก่อนที่จะเข้าเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่  เฉลิมฉลองครบรอบ 200 ปี กรุงเทพมหานคร หลังจากทีมชาติไทยคว้าแชมป์ฟุตบอลซีเกมส์เดินทางกลับมา  
                            
ชลอเรียกนักฟุตบอลทีมชาติมาเรียกเหงื่อซ้อมฟุตบอลเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนปล่อยตัวกลับไปเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความรื่นเริงกับครอบครัวของแต่ละคน  
                            
ด้วยสายตานักสืบ ถึงแม้จะเล่นฟุตบอลเคาะบอลกับลูกน้องตำรวจใกล้ชิดที่ติดตามมาอยู่ แต่ชลอ ยังสังเกตเห็น เสธ.อนุ -พันเอกอนุ รมยานนท์ นายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยสมัยที่ 2 พร้อมผู้ติดตาม 2-3 คน  เดินทะลุทางเดินข้างอัฒจรรย์ ตรงมาที่สนามบริเวณที่เขากำลังซ้อมฟุตบอลอยู่กับลูกน้อง                   
                            
1 ในนั้น มีวรวีร์ มะกูดี อดีตนักฟุตบอลสโมสรธนาคารกรุงเทพ นักเรียนรุ่นน้องโรงเรียนอำนวยศิลป์ อายุอ่อนกว่าชลอ 10 กว่าปี ที่เพิ่งเข้ามาทำงานในสมาคมฟุตบอลแห่งนี้เดินตามเข้ามาด้วย
                            
ถึงแม้ไม่ทันกันในรั้วโรงเรียนชายล้วน ที่มีชื่อเสียงทางด้านกีฬาและวิชาการ ย่านถนนศรีอยุธยา 

แต่จริงๆแล้ว เขากับวรวีร์  ก็คุ้นหน้าคุ้นตากันอยู่ เพราะด้วยความที่ชลอเคยเป็นนักรักบี้ทีมชาติ ส่วนวรวีร์ เป็นนักเตะเยาวชนทีมชาติ ต้องมาผลัดกันใช้สนามศุภชลาศัยแห่งนี้เป็นที่ซ้อมประจำ ก็ทำให้มีความรู้สึกเป็นพี่เป็นน้องกันอยู่
                            
อย่างไรก็ตาม จากลักษณะท่าทางของเสธ.อนุ ที่เดินเข้ามา เขาคาดการณ์ว่า ประมุขลูกหนังเมืองไทย น่าจะมีธุระอะไรส่วนตัวกับเขา
                           
พันเอกอนุ เดินมาหยุดอยู่ริมลู่วิ่งสังเคราะห์ ยืนรอให้นักกีฬาที่วิ่งผ่านไปก่อนที่จะเดินลิ่วตรงมาหาชลอ ที่อยู่ในชุดเสื้อกีฬากางเกงฟุตบอลขาสั้น กำลังเตะฟุตบอลอยู่กับลูกน้องตำรวจ โดยมีนักฟุตบอลทีมชาติฝึกซ้อมกันอยู่อีกมุมหนึ่งของสนาม
                            
รองผู้การกองปราบปราม บอกให้ลูกน้องเล่นฟุตบอลกันไปเอง ก่อนเดินเข้ามายกมือไหว้อดีตนักเรียนเตรียมทหารบกรุ่นพี่ที่ส่งซิกให้ผู้ติดตามไม่ต้องเข้ามารับฟังการสนทนาครั้งนี้
                           
แหม…ฟิตจริงๆ ชลอ…”

เสธ.อนุกล่าวทักทาย
                            
“ครับพี่… เอาเหงื่อออกหน่อย เดี๋ยวร่างกายมันจะอืด…”

นายตำรวจหนุ่มตอบยิ้มๆ
                            
“ เออนี่….ชลอ ปีหน้านี้ คุณต้องรับภาระเป็นนายกสมาคมฟุตบอลแทนพี่นะ…..”
                           
พันเอกอนุ พูดเบาๆกับชลอ แม้เสียงไม่ดังนัก แต่ก็ได้ยินชัดจนนายตำรวจหนุ่มรุ่นน้อง ถึงกับจ้องใบหน้านายทหารรุ่นพี่ ชนิดมองเข้าไปให้ลึกถึงดวงตาว่ามีอะไรแอบแฝงอยู่
                           
“มันอย่างนี้ มันมีการเมืองเข้ามาเกี่ยว  เขาจะออกกฎใหม่บังคับใช้ ต่อไปนี้ทุกๆคนจะมีสิทธิ์เป็นนายกสมาคมกีฬาได้แห่งเดียวเท่านั้น พี่ก็เลยว่าจะไปดูแลเรื่องมวยแทน เพราะถนัดทางนี้มากว่า

พี่เห็นน้องชอบทางนี้ คุมคนได้ ลูกน้องเยอะ คอนเนคชั่นแยะ เหมาะสม ก็จะเสนอชื่อน้องเป็นนายกสมาคมแทนพี่ มีวิจิตร มาเป็นเลขาธิการสมาคม เดี๋ยวเอาไอ้วีร์ มาช่วยด้วย. ให้มันมาศึกษางาน เป็นรองเลขาฯไปก่อน………”
                           
นายกสมาคมฟุตบอลกล่าวถึงเหตุผลที่ชลอฟังก็รู้ว่ามีอะไรแฝง เพราะสมาคมมวยสากลที่ เสธ.อนุ จะไปเป็นนายกสมาคมนั้น มากมายด้วยผลประโยชน์

อีกทั้งลึกๆ ชลอรู้อยู่ว่า เสธ.อนุ ไม่อยากให้นายทหารคนหนึ่งเข้ามาที่แสดงความจำนงจะเข้ามาในอาณาจักรสมาคมฟุตบอลแห่งนี้ อาณาจักรอีกแห่งหนึ่งในวงการกีฬาที่พันเอกอนุ วางคนกระจายอิทธิพลไว้ทั่ว
                            
แต่ด้วยความคิดปรู๊ดปร๊าดตามสไตล์ การรับตำแหน่งนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย เรื่องนี้เขาไม่มีอะไรเสีย มีแต่ได้ และถือว่าเป็นเกียรติประวัติตัวเองอีกด้วยซ้ำ

จากการที่เขานำทีมฟุตบอลไปแข่งขันมา 2-3 ทัวร์นาเมนต์ เขาพบว่าในต่างประเทศมีการให้เกียรตินายกสมาคมฟุตบอลมาก เดินทางไปไหนมาไหน จัดรถเก๋งคันใหญ่ ติดธงชาติหน้ารถ ให้เกียรติไม่แพ้ผู้นำประเทศ  เท่านี้ก็เป็นเหตุเป็นผลให้นายตำรวจหนุ่มกองปราบฯตอบกลับด้วยรอยยิ้มทันที
                                
“ได้ครับพี่ พี่เห็นว่าดี ผมก็โอเคและขอบคุณพี่มากครับ…..”
                                
ชลอพูดพร้อมๆกับมองผ่านไปทางด้านหลังนายกสมาคมฟุตบอล ที่กลุ่มผู้ติดตามกำลังยืนมองการซ้อมฟุตบอลของนักฟุตบอลทีมชาติ โดยเฉพาะปิยะพงษ์ ผิวอ่อน ศูนย์หน้าขวัญใจคนไทยคนใหม่ที่กำลังวาดลวดลายอยู่กับเพื่อนๆพี่ๆร่วมทีม
                                
แต่วรวีร์ เห็นชลอมองมา เลยยกมือไหว้รุ่นพี่โรงเรียน นายตำรวจมือปราบ และว่าที่นายกสมาคมลูกหนังคนใหม่ ขณะที่รุ่นพี่จากโรงเรียนชายล้วนรับไหว้ พร้อมส่งยิ้มกลับอย่างมีไมตรี
                       
————————————————————————————-
                                
ค่ำวันที่ 30 ธันวาคม พุทธศักราช 2524
                                
พันตำรวจโทเฉลิมชาติ สิตานนท์ รองผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอ่างทอง รับผิดชอบงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรม ที่กำลังนั่งทานข้าวเย็นอยู่กับลูกน้องตำรวจ 2-3 คน หน้าบ้านพักหลังกองกำกับการ ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ถึงกับต้องรวบช้อนส้อมอิ่มข้าวในทันที พร้อมกับหยิบวิทยุสื่อสารที่ตั้งอยู่ข้างตัวมาถือไว้ในมือ ตั้งใจฟังเหตุด่วนที่ศูนย์วิทยุแจ้งผู้บังคับบัญชาในจังหวัดอ่างทองตามลำดับชั้น
                               
ลมเย็นจากแม่น้ำผสมอากาศหนาวเย็นตามฤดูกาล  พัดเข้าปะทะร่างนายตำรวจหนุ่มผิวขาว หน้าตาอารมณ์ดี ที่ตอนนี้ไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรกับความหนาวเหน็บตามธรรมชาติ ไม่ใช่เป็นเพราะเสื้อแจ๊กเก็ตฟิลด์ที่เขาสวมใส่ แต่เป็นเพราะข้อความจากวิทยุสื่อสารต่างหากที่ทำให้เขาลืมความหนาวเย็น พร้อมทั้งความรู้สึกเริ่มอบอ้าวขึ้นมางั้นๆ
                                
“รายงานผู้บังคับบัญชา เกิดเหตุคนร้าย 3 คน ใช้อาวุธปืนก่อเหตุ 141 รถประจำทาง บริเวณพื้นที่ตำบลหัวตะพาน อำเภอวิเศษชัยชาญ

มีผู้เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บสาหัสอีก 1 ราย ทั้งคู่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราม เบื้องต้นยังไม่ทราบเส้นทางหลบหนี และยานพาหนะคนร้าย……”
                               
 “ชิบหายแล้ว….”
                                
นายตำรวจหนุ่มหลุดสบถคำหยาบ ทั้งๆที่เขาไม่ใช่คนประเภทนั้น ออกจะเป็นคนที่ดูน่ารักอารมณ์ดีมากกว่า
                                
“คุณแจ้งศูนย์วิทยุ บอกผมกำลังไปที่เกิดเหตุ แจ้งตำรวจท้องที่ใกล้เคียงตั้งด่านสกัดจับกุมคนร้าย พร้อมหาข่าวให้มากที่สุดด้วย….”
                                
พันตำรวจโทเฉลิมชาติ หันไปสั่งนายตำรวจคนสนิทที่นั่งอยู่ด้วย ก่อนลุกออกจากโต๊ะทานอาหารที่บางครั้งใช้เป็นที่ประชุมกับลูกน้องตำรวจ เดินเข้าไปในบ้านหยิบปืนรีวอลเวอร์ สมิทแอนด์เวสสัน ขนาด.357 โมเดล 66 ลำกล้อง 4 นิ้ว ที่อยู่ในซองปืน แล้วจ้ำเท้าออกไปขึ้นรถจี๊ปวิลลี่ ตราโล่ สีเลือดหมู ที่พลขับนำมาจอดรอหน้าบ้าน ภายในรถมีปืนยาวเอ็ม 16 พร้อมกระสุนเต็มพิกัด เป็นอาวุธหนัก หากเกิดเหตุที่ไม่คาดฝัน
                                
ไฟกลมคู่หน้ารถจี๊ป ส่องสว่างฝ่าความมืดไปตามเส้นถนน  สายตาของตำรวจในรถทุกคนมองดูรถราที่นานๆจะผ่านมาสักคันอย่างระแวดระวังว่าจะเป็นรถคนร้ายหรือไม่ โดยเขี้ยวเล็บคู่ใจของพันตำรวจโทเฉลิมชาติ และลูกน้องที่ตามมาอีก 2 คน ถูกเตรียมพร้อมไว้ข้างกาย
                        
อีกครึ่งชั่วโมงต่อมา รถจี๊ปของพันตำรวจโทเฉลิมชาติก็ไปถึง เพราะระยะทางจากกองกำกับตำรวจภูธรอ่างทอง ไปที่เกิดเหตุในอำเภอวิเศษชัยชาญ เส้นทางที่จะไปจังหวัดสุพรรณบุรี ตามเส้นทางหลวง 3195 นั้นไม่ไกลมากนัก แค่ประมาณ 20 กิโลเมตรเท่านั้น 
                    
ภาพที่ปรากฏต่อสายตารองผู้กำกับการหนุ่ม   เป็นภาพรถทัวร์กรุงเทพ-สุพรรณบุรี จอดชิดซ้ายอยู่ริมถนน สภาพที่เกิดเหตุไม่มีไฟส่องสว่าง  และเป็นพื้นที่ห่างไกลบ้านเรือนผู้คน แต่แสงไฟบนรถทัวร์ เห็นตำรวจ 2-3 คนถือไฟฉายส่องแสงไปมาอยู่
                    
ส่วนด้านล่าง จากไฟวับวาบของรถกระบะสายตรวจ สถานีตำรวจภูธรอำเภอวิเศษชัยชาญ 2-3 คัน ที่จอดอยู่ รวมทั้งรถพยาบาลจากโรงพยาบาลประจำอำเภออีก 2 คัน สลับกับไฟฉายของตำรวจสายตรวจที่กราดไปมา คอยอำนวยความสะดวกกับรถราที่ผ่านบริเวณที่เกิดเหตุ

พอจะทำให้นายตำรวจหนุ่มจากรั้วสามพราน นักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 17 มองเห็นกลุ่มคนยืนจับกลุ่มกันอยู่ข้างถนน  ใกล้ๆกับรถทัวร์สายกรุงเทพ-สุพรรณบุรี ประมาณ40 คน  ส่วนใหญ่เป็นผู้โดยสารที่ยังไม่คลายความตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นสดๆร้อนๆ มีชาวบ้านในละแวกพื้นที่ใกล้เคียงที่รู้เหตุมามุงดูปะปนอยู่บ้างเล็กน้อย         
                    
จังหวะเดียวกัน มีตำรวจในเครื่องแบบ 2- 3คน เดินถือไฟฉายตรงเข้ามาหาพันตำรวจโทเฉลิมชาติ เขาจำได้ว่าเป็นสารวัตรใหญ่เจ้าของพื้นที่ พันตำรวจโทมนัส สังข์พนัส และร้อยตำรวจเอกฉัตรชัย โภคา สารวัตรป้องกันปราบปราม
                    
หลังจากทำความเคารพตามธรรมเนียมตำรวจ พันตำรวจโทมนัส ให้ร้อยตำรวจเอกฉัตรชัยรายงานเหตุเบื้องต้น
                    
“จากการสอบปากคำผู้โดยสาร มีคนร้าย 2 คนนั่งมากับรถทัวร์จะเข้ากรุงเทพ ในรถมีผู้โดยสารเกือบๆ30 คน  พอถึงจุดเกิดเหตุ  2 คนร้ายแสดงตัวใช้ปืนขู่บังคับเอาทรัพย์สินจากผู้โดยสารเรียงตัว แต่มีตำรวจกองปราบฯที่แต่งกายนอกเครื่องแบบ 2 คน ที่นั่งมาด้วย พยายามขัดขวาง เลยถูกคนร้ายยิงเสียชีวิต 1 ศพ ทราบชื่อ จ่าสิบตำรวจมนัส พึ่งดี ศพยังอยู่บนรถ ส่วนอีกคน บาดเจ็บสาหัส ถูกนำส่งโรงพยาบาลไปแล้ว ทราบแค่ชื่อ สิบตำรวจเอกขรรค์ชัย ครับ…”
                    
สารวัตรป้องกันปราบปรามสรุปสถานการณ์ ก่อนกล่าวต่อ
                   
 “จากนั้น คนร้ายได้บังคับให้คนขับรถทัวร์จอดรถ และขึ้นรถยนต์ไม่ทราบชนิด และหมายเลขทะเบียนที่มีคนร้ายอีก 1 คนขับตามมาหลบหนี นอกจากทรัพย์สินเงินสดและเครื่องประดับของผู้โดยสาร คนร้ายเอาปืนของตำรวจกองปราบฯไป 2 กระบอกด้วย ยังไม่ทราบว่าเป็นปืนอะไรครับ เพราะพยานในรถส่วนใหญ่ยังตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น…”
                    
พันตำรวจโทเฉลิมชาติฟังรายงานเหตุเบื้องต้นก่อนให้ 2 นายตำรวจพาขึ้นไปบนรถดูศพตำรวจกองปราบฯที่ทำหน้าที่พิทักษ์สันติราษฏร์จนตัวตาย
                    
จากแสงไฟบนรถ รองหัวหน้าตำรวจภูธรจังหวัดอ่างทอง เห็นร่างไร้วิญญาณของจ่าสิบตำรวจมนัส นอนหงายเสียชีวิตอยู่บริเวณพื้นทางเดินกลางตัวรถ เลือดไหลชุ่มเสื้อเชิ้ตแขนยาว ประมาณจากสายตา จ่าตำรวจคนตายถูกยิงเข้าที่หน้าอก 2 นัด
                    
นายตำรวจหนุ่มมองศพตำรวจกองปราบฯด้วยความสลดใจ ถึงไม่รู้จักกันส่วนตัว แต่ด้วยความเป็นเพื่อนร่วมอาชีพ เขาพูดได้ยินแต่พันตำรวจโทมนัส และร้อยตำรวจเอกฉัตรชัยว่า
                   
“มันต้องตายตกตามกัน….”