91.เกลือกับน้ำแข็ง

 

 ตำนานมือปราบพระกาฬ ชลอ เกิดเทศ  โดยกิตติพงศ์ นโรปการณ์

แรกๆ ไอ้เล่ผู้ต้องหาตามหมายจับชิงทรัพย์ธนาคารยังงงๆ จับต้นชนปลายไม่ถูกว่าตำรวจนอกเครื่องแบบกลุ่มนี้จะเอายังไง ถึงจับมันมาแช่อยู่ในโอ่งน้ำ ซ้ำยังเอาน้ำแข็งกับเกลือมาใส่เป็นระยะ

แต่เมื่อเวลาผ่านไปไม่กี่อึดใจ มันเริ่มรู้สึกถึงความเย็นที่แผ่ซ่านรุกเข้าไปทุกอณูขุมขน และดูเหมือนจะเริ่มแทรกตัวเข้าไปเกาะกินจนถึงกระดูก
                    

 ถึงตรงนี้มันพยายามจะลุกพรวดขึ้นออกมาจากโอ่งน้ำแข็ง แต่ถูกลูกน้องชลอช่วยกันกดตัวลงไปตามเดิม

ขณะเดียวกัน เปี๊ยกหนวด พ่อบ้านเซฟเฮ้าส์ก็เติมน้ำแข็งพร้อมโรยเกลือถุงตามคำสั่งชลอที่นั่งไขว่ห้างยิ้มดูอากัปกิริยาผู้ต้องหาตามหมายจับของเขาอย่างมีนัยยะ พร้อมๆกับกระดกเฮนเนสซี่ไปอย่างเย็นใจ
                      

ร่างไอ้เล่ที่อยู่ในโอ่งน้ำแข็งหนาวสั่นขึ้นเรื่อยๆ ฟันกรามบดกระทบเสียงดังออกมาให้ทุกคนที่อยู่ในห้องได้ยิน และความเย็นจนมันสุดทนต้องเอ่ยปากร้องขอ
                       

“นาย ช่วยเอาผมออกมาเถอะ ผมไม่รู้เรื่องอะไรจริงๆ เย็นจนไม่ไหวแล้วครับ…..”
                         

“ไอ้เปี๊ยกมึงเอาน้ำแข็ง เอาเกลือเทลงไปอีก….”
               

 ชลอไม่สนใจคำร้องขออันน่าเวทนา เขาสั่งอดีตแก๊งลักทรัพย์รับของโจรเมืองกรุงเก่าให้เติมเกลือลงไปอีก ขณะที่เปี๊ยกหนวดขยับตัวตามคำส่ัง เทเกลือแกงลงไปอีกหลายถุง
                          

ยิ่งเทใส่ลงโอ่งน้ำแข็งเท่าไหร่ ความเย็นก็เริ่มเย็นจัดขึ้นไปอีกเท่านั้น
                      

ลูกน้องหลายคนเริ่มเข้าใจแล้วว่า ชลอกำลังทำไอติมยักษ์ รูปแบบเดียวกับที่พ่อค้าไอติมหลอดที่เอาเกลือใส่ก้นถังทำปฏิกริยาให้น้ำแข็งเย็นขึ้น
                       

 ชลอ เอาหลักการนี้มาจากพวกพ่อค้าขายไอติมหลอดเหมือนกัน เพราะการใส่เกลือลงไปในน้ำแข็ง มันเป็นการสร้างความเย็นให้เพิ่มขึ้น ไม่เช่นนั้นไอติมจะละลาย

อีกทั้งตามหลักวิทยาศาสตร์ที่ชลอเรียนมาสมัยเป็นเด็กๆ เกลือจะทำหน้าที่ไปดึงความร้อนจากน้ำแข็งเพื่อละลายตัวมันเอง และนั่นคือสาเหตุที่ทำให้น้ำแข็งมีอุณหภูมิลดต่ำลง
                      

 เช่นเดียวกัน เมื่อนำมาประยุกต์ เปลี่ยนภาชนะที่ใส่น้ำแข็งจากถังไอติมมาเป็นโอ่ง มันจึงกลายเป็นไอติมโอ่งยักษ์ และด้วยความเย็นของน้ำแข็งท่ีลดลงตามปริมาณของเกลือที่ใส่ไปเรื่อยๆ ร่างกายไอ้เล่เริ่มทนไม่ได้
                           

นั่นคือสิ่งที่ชลอต้องการ เพราะรู้ขีดจำกัดมนุษย์ในเรื่องของการอดทนสู้กับความเย็น โดยคนปกติจะสามารถอยู่ในน้ำทะเลที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า4 องศาเซลเซียส ได้ไม่เกิน 30 นาที มากสุดให้ 1 ชั่วโมง ก่อนจะแข็งตาย มันก็เหมือนเหตุการณ์เรือไททานิกชนน้ำแข็ง ที่คนบนเรือประสบชะตากรรมตายเพราะความเย็นจัดของน้ำทะเลยังไงยังงั้น
                        

 “ มึงจะบอกได้หรือยังว่ามึงไปทำอะไรมา….”

หนุ่มใหญ่ผู้เป็นหัวหน้าชายกลุ่มนั้นซักเสียงเข้ม
                         

“ครับๆนายผมรับแล้ว เอาผมออกมาเถอะ…..”
                        

ผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีชิงทรัพย์ธนาคารเมื่อหลายปีทีแล้วเริ่มคายข้อมูล เพราะพิษความเย็น
                         

 “เอา เรื่องจริง ถ้าไม่ใช่  กูเอาให้ไอ้เข้แดกเลย  กระดูกก็ไม่เหลือให้เห็น”

ชลอพูดเสียงเข้ม  แต่ลูกน้องเขาทั้งห้องรู้ ชลอไม่ได้ขู่เล่น  และไอ้เล่เริ่มรู้สึกถึงพลังอำนาจที่ว่า
                     

   “ครับนาย ผมเข้าไปชิงเงินในธนาคารครั้งนั้นจริงๆ แต่หลังจากนั้นผมก็ไม่ได้ทำอีก โอ้ยนายเอาผมออกมาเถอะเย็นจนทนไม่ไหวแล้ว……”
                        

 แต่ชลอยังไม่พอใจ ยังซักไอ้เล่ที่ปากคอสั่นหน้าตาเริ่มไร้สีเลือดซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด 
                       

“แล้วพวกมึงที่ร่วมกันปล้นวันนั้นไปไหนหมด…..”
                      

“เพิ่งเจอกันเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว มันนัดผมไปปล้นอีกครั้งครับ แต่ผมว่าจะไม่เอาด้วย เพราะลูกผมเพิ่งคลอดได้ไม่กี่เดือน อีกอย่างกลัวพลาดและถูกตำรวจยิงตายด้วย เอาผมออกเหอะ เย็นไปถึงกระดูกแล้วครับนาย…..”
                            

ชลอขยับเก้าอี้เข้าไปใกล้ไอติมโอ่ง ถามด้วยเสียงเข้มและแฝงไปด้วยความเหี้ยมเกรียมอีกครั้ง
                      

“มันจะปล้นท่ีไหน เมื่อไหร่…..”
                       

“ธนาคารกรุงเทพ ริมถนนลาดพร้าวครับ…….”

ไอ้เล่ตอบเพราะทนความเย็นไม่ไหว 
                       

“เมื่อไหร่…….”

รองผู้การผู้มากบารมีถามเสียงดังจนเหมือนตะคอก
                         

 “พรุ่งนี้ครับ……”

ไอ้เล่พยายามข่มความเย็นกัดฟันตอบ
                           

“กี่คน มีใครบ้าง มันจะลงมือกันตอนกี่โมง….”

ชลอย้ำคำถามไม่หยุด  
                           

“แค่ 2 คนครับ ไอ้ช้อย กับไอ้เชียน เพื่อนที่ร่วมปล้นธนาคารครั้งก่อน มันชวนผม และบอกว่าจะลงมือปล้นช่วงธนาคารกำลังปิด…..”
                         

  “เออ…ก็แค่นี้ ต้องให้ออกแรง เอ้า พวกมึงช่วยกันเอาตัวออกมา เดี๋ยวได้แข็งเป็นไอติมตายห่าก่อน ขี้เกียจเอาไปให้ไอ้เข้แดก….”

นายตำรวจหนุ่มหัวหน้าชุดสั่งการด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดีขึ้นกว่าเมื่อสักครู่ 
                           

หลังคำบัญชา บรรดาลูกน้องชลอ ช่วยกันเอาร่างเกือบเปลือยของไอ้เล่ โจรชิงทรัพย์ธนาคารที่มีหมายจับคาไว้ออกมาจากโอ่งน้ำแข็ง ถึงตัวมันจะเป็นอิสระภาพหลุดออกมาแล้ว แต่มันก็ไปไหนไม่รอด ร่างผอมเกร็งทรุดฮวบลงกับพื้น เหตุเพราะต้องนั่งขดอยู่ในโอ่งน้ำแข็งเป็นเวลานาน
                           

“ไอ้เปี๊ยก มึงมาเอาเหล้าให้มันกินแก้หนาวก่อน…..”
                            

ชลอสั่งพ่อบ้านเซฟเฮ้าส์  ที่รีบไปเอาเหล้าเทเพียวๆครึ่งแก้ว ยื่นส่งให้ไอ้เล่ที่รีบคว้ามากระดกพรวดทีเดียวหมด
                           

ขณะที่นายตำรวจหนุ่มมือปราบความคิดบรรเจิด เมื่อเห็นวิธีทำไอติมแช่แข็งครั้งแรกที่เขาใช้นั้นได้ผล เขาคิดไปว่า เดี๋ยวจะให้เสี่ยฮุก  นักธุรจกิจค้าไม้ ทำถังไม้โอ๊กเพื่อการทำไอติมเฉพาะกิจนี้ขึ้นมาโดยเฉพาะ

เหตุผลเพราะการสอบสวนด้วยวิธีนี้ ร่างกายผู้ต้องหา แทบไม่มีบาดแผลฟกช้ำ หากเกิดมีการร้องเรียนอะไรขึ้นมา                                  

หลังไอ้เล่ปรับอุณหภูมิร่างกายเข้าที่ ชลอเริ่มซักรายละเอียดตามที่มันสารภาพเมื่อสักครู่ โดยมีรองผู้กำกับการ 2 นายตำรวจหนุ่มรุ่นน้องดีดรี FBI  จดรายละเอียดข้อมูลส่วนตัวของไอ้ช้อย และไอ้เชียนจากคำบอกเล่าของไอ้เล่ โดยมีชลอเป็นคนซัก
                

เมื่อได้ข้อมูลทุกอย่างเรียบร้อย ผู้เป็นหัวหน้าในเซฟเฮ้าส์แห่งนี้ สั่งการลูกน้องทั้งหมด ให้ไปพบกันที่ห้องทำงานของเขาที่กองปราบปราม สามยอด ในเวลาเก้าโมงเช้า 
                

ชลอไม่ลืมตบบ่า และให้ทิปเงินสดในกระเป๋าเกือบ 5 พันบาท ให้ไอ้เหน่ สายโจรชั้นเยี่ยมของเขาเพื่อเป็นรางวัลและขอบใจไปในตัว
                    —————————————————————-
                           
รุ่งขึ้นวันที่ 28 สิงหาคม ที่บ้านปัฐวิกรณ์ หลังเสร็จจากไหว้พระขอพรเนื่องในวันคล้ายวันเกิดตัวเองในห้องพระเสร็จสิ้นเรียบร้อย ชลอเตรียมเดินทางออกจากบ้าน มุ่งหน้ากองปราบปราม สามยอด ตามที่นัดหมายกับทีมงาน

แต่ก่อนที่จะขึ้นรถเดินทาง เขาบอกกับคนรัก ใหญ่-สุรางค์ พลทรัพย์ ให้ช่วยรับแขก และคอยเป็นธุระคอยดูพวกลูกน้อง เพื่อนสนิท มิตรสหาย ที่จะมาในงานวันคล้ายวันเกิดของเขาในช่วงค่ำ


จริงๆแล้ว ชลอแทบจะไม่เตรียมการอะไรเลยเกี่ยวกับการจัดงานเลี้ยงวันเกิด เพราะบรรดาลูกน้องใกล้ชิดในวงการต่างๆ จะนำอาหารคาวหวานที่ขึ้นชื่อจากที่ต่างๆมาตั้งเป็นซุ้มอาหารให้แขกเหรื่อ ที่มาร่วมงาน

                        

อย่างไรก็ตาม เมื่อเดินทางไปถึงกองปราบปราม เขาพบว่า มีลูกน้องตำรวจบางส่วน มานั่งรอกันอยู่แล้ว แต่ละคนรีบเข้ามาอวยพรวันคล้ายวันเกิดให้กับเขาเรียงลำดับตามยศ
                       

ไม่เว้นแม้แต่ แอ๊ด-วิชเลิศ งามขำ และตุ้ย-ปริญญ์ คุณวัฒน์ 2 นักข่าวหัวเห็ดจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ หัวเขียว และค่ายสีบานเย็น เดลินิวส์ ที่ได้ยินข่าวนี้ เดินจากรังนกกระจอกใกล้ซอกบันไดชั้น 2 มาที่ห้องนายตำรวจคนดังเพื่อเข้ามาอวยพรวันเกิด
                         

 พลันที่เข้ามาถึงห้องทำงานรองผู้การมือปราบ จมูกมดคนหาข่าวอย่าง แอ๊ด-วิชเลิศ และตุ้ย-ปริญญ์ เริ่มได้กลิ่นความผิดปกติ เป็นสัญชาติญาณนักข่าว

เหตุเพราะนอกจากลูกน้องชลอที่รอคิวเตรียมอวยพรแล้ว ทั้งคู่ยังเห็นลูกน้องชลอบางคน ทำเรื่องเบิกปืนอูซี่ออกมาหลายกระบอก
                       

สำหรับปืนอูซี่ แอ๊ด-วิชเลิศ เคยอ่านหนังสือเจอ ปืนชนิดนี้ เป็นปืนประจำหน่วยคอมมานโด กองปราบปราม นอกเหนือจากปืนเอ็ม 16  

ปืนชนิดนี้ใช้กระสุน 9 มม.พาราเบลลัม ยิงได้ทั้งทีละนัด และเป็นชุด คิดค้นโดย พลตรีอูซี่ กัล แห่งกองทัพอิสราเอล ผลิตครั้งแรกเมื่อปีคริสต์ศักราช 1949  จัดว่าเป็นปืนกลขนาดเล็ก เหมาะกับการใช้งานในเขตเมือง ระยะหวังผลไม่เกิน50เมตร 
                            

เขาเคยเห็นลูกน้องชลอบางคนเวลาแต่งนอกเครื่องแบบ เอาปืนอูซี่สะพายข้าง แล้วใส่เสื้อคลุมทับ ก็ปกปิดได้มิดชิด
                            

2 นัก ข่าวหนุ่มเริ่มเลียบๆเคียงถามลูกน้องชลอ เบิกปืนไปทำอะไรกัน เพราะต่อมความสงสัยถูกกระตุ้น แต่ก็ไม่ได้ข้อมูลอะไร ลูกน้องชลอโบ้ยให้ทั้ง 2หนุ่มนักข่าว เข้าไปถามเจ้านายที่อยู่ในห้องเอาเอง
                           

สุดท้ายจังหวะเข้าข้าง เมื่อในห้องปลอดจากแขกที่เข้ามาอวยพร อยู่แต่พันตำรวจโทอัมรินทร์ เนียมสกุล รองผู้กำกับการ 2 เท่านั้น
                            

2 เหยี่ยวข่าวหัวเห็ดประจำกองปราบ รีบเปิดประตูเข้ามาอวยพรวันเกิดนายตำรวจหนุ่ม ซึ่งชลอ เอ่ยปากชักชวนให้ทั้งคู่พาเพื่อนๆนักข่าวกองปราบฯไปร่วมงานเลี้ยงวันเกิดเขาในเย็นวันนี้ที่บ้านปัฐวิกรณ์ โดยชลอไหว้วานให้ แอ๊ด-วิชเลิศ ช่วยถ่ายรูปในงานให้เขาด้วย
                         

 แอ๊ด-วิชเลิศตอบตกลงด้วยความยินดี ชีวิตนักข่าวหนุ่มอย่างเขา ถึงแม้จะมีลูกเมียแล้ว  แต่เรื่องการดูแลลูก ทั้งตูนและตั๊ก ลูกชายและลูกสาว แอ๊ด-วิชเลิศปล่อยให้เป็นหน้าที่ จุ่น-สุทธิณี เมียเขาที่พักอยู่ในบ้านย่านวัดดาวดึงส์ จึงเป็นการสะดวกที่นักข่าวหนุ่มอย่างเขาจะไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระ
                     

 แล้วยิ่งเป็นงานเลี้ยงวันเกิดนายตำรวจมือปราบชื่อดัง เขายิ่งไม่พลาด เพราะนอกจากจะได้พบบุคคลสำคัญในวงการต่างๆแล้ว ยังได้พบได้เห็นบรรดานักร้องนักแสดงชื่อดังคับฟ้าเมืองไทยมาร่วมงานด้วย พูดง่ายๆเหมือนมหรสพดีๆนั่นเอง
                          

 “พี่ลอ …แล้วนี่พี่จะไปจับโจรฉลองวันเกิดที่ไหนกันครับ เห็นเบิกปืนออกมาหลายกระบอก….”
                         

 แอ็ด วิชเลิศ ตัดสินใจเอ่ยปากถามข้อสงสัยโดยมีตุ้ย นักข่าวรุ่นน้องหนวดงามเงี่ยหูฟัง
                    

พอดีมีแมลงวันบินมาบอกข่าวกูเมื่อกี้ จะมีโจรไปปล้นแบงก์ กูจะเลยออกไปดูซะหน่อย…”
                     

รองผู้การกองปราบฯอำ2นักข่าวหน้าตาเฉย ทำเอารองผู้กำกับแป๋ง-อัมรินทร์ อมยิ้ม ส่วนนักข่าวหนุ่มทั้งคู่หูผึ่ง บอกขอติดตามไปทำข่าวด้วย ซึ่งชลอก็ไม่ปฏิเสธ                  
       

“มึงไม่กลัวโดนยิงเหรอ….”  

ชลอถาม ขณะที่นักข่าวหนุ่มหัวเขียวหัวเราะแล้วตอบกลับทันควัน
                     

” ถ้ามันยิง ก็โดนพี่ลอก่อนล่ะครับ….”
           —————————————————————
                   ถนนลาดพร้าว หรือชื่อทางหลวงแผ่นดินหมายเลข336 ในอดีต อยู่ทางเหนือของกรุงเทพ ที่กำลังเจริญขึ้นเรื่อยๆ เพราะพื้นที่ตามเส้นทางความยาว11กิโลเมตร กลายเป็นแหล่งที่พักอาศัยของคนกรุง โครงการหมู่บ้านจัดสรรเริ่มโผล่ขึ้นเป็นดอกเห็ด โดยเฉพาะศูนย์การค้าเซนทรัลที่กำลังจะเปิดบริการในต้นปีหน้า
                 

 แต่ก็นับว่ายังเป็นเส้นทางทีเปลี่ยวอยู่พอสมควร ถ้าเทียบกับตัวเมืองชั้นในกรุงเทพ
                 

ชลอวางแผนกับลูกน้องไว้ก่อนออกเดินทางจากกองปราบ สั่งการให้แต่ละคนเข้าจุด ทั้งในและนอกธนาคาร รวมทั้งการตั้งรหัสวิทยุเป็นการเฉพาะกิจ
                 

แต่ละคนในทีมของชลอรับรู้ตำหนิรูปพรรณสัณฐานไอ้ช้อย ไอ้เชียน จากคำให้การของ ไอ้เล่ ที่ตอนนี้มันอยู่ในรถของผู้หมวดทองดำ ลาภิกานท์ รองสารวัตรคอมมานโดแผนก 5 กองกำกับการ 2 กองปราบปราม ที่ถูกพาขับวนรอบธนาคารกรุงเทพ ริมถนนลาดพร้าว ที่คาดว่าเป็นเป้าหมายของ 2โจรปล้นแบงก์
                 

 ยกเว้นสองนักข่าวหนุ่มจาก2ค่าย ที่ชลอให้ไปนั่งรถรองแป๋ง-อัมรินทร์อีกคัน ที่ไม่รู้ถึงประเด็นนี้
                 

 ขณะที่รถตู้ที่ชลอนั่ง กำลังจะวิ่งผ่านหน้าธนาคารกรุงเทพ ริมถนนลาดพร้าว ปากทางเข้าซอยโชคชัย4 เสียงหมวดทองดำดังออกมาทางวิทยุข่ายพิเศษที่ตั้งไว้
                   

 “ทุกจุดรับทราบ ไอ้เล่แจ้งเพิ่งเห็นเป้าหมาย 2คนกำลังเดินขึ้นไปบนธนาคาร ย้ำใช่มันแน่…..”
                     

ชลอมองไปที่ธนาคารกรุงเทพที่อยู่ห่างไปข้างหน้าไม่ถึง100เมตร เห็นชาย 2 คนลักษณะตรงตามที่ไอ้เล่ให้ปากคำว่าเป็นเพื่อน 2โจรคู่หู ที่เดินลงจากจักรยานยนต์ ที่จอดใกล้ๆธนาคาร ท่าทางมีพิรุธ
       

ชลอหยิบวิทยุมือถือกรอกเสียงลงเร็วจี๋
                 

“ทุกคนชาร์จเลย…..”