Saturday, May 9, 2026
More
    Homeท่องปทุมวันเส้นทางสีกากี พล.ต.ต.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย จากนักสืบนครบาลสู่ผู้การทางหลวง

    เส้นทางสีกากี พล.ต.ต.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย จากนักสืบนครบาลสู่ผู้การทางหลวง

    เป็นลูกชายคนกลางจากพี่น้อง 5 คน (ชาย 4)ของครอบครัวค้าขายในอ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี  ย้ายเข้ากรุงเทพ มาเรียนโรงเรียนชายล้วน วัดนวลนรดิศ (รุ่น 99) ตามคำแนะนำของคุณลุงเพื่อสร้างอนาคต

    เห็นลูกพี่ลูกน้อง (พ.ต.อ.กิตติพงษ์ บุญรอด ผกก.สภ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี)ใส่เครื่องแบบนักเรียนนายร้อยตำรวจ (นรต. 45) แล้วเลื่อมใส

    ประกอบกับอยากเป็น “นักกฎหมาย” ประจำบ้านช่วยดูแลธุรกิจครอบครัว เพราะถ้ามีความรู้กฎหมาย การเจรจาพาทีจะดีกว่า” เลยมุมานะสอบติด เตรียมทหาร รุ่น 34 และจบ นรต. รุ่น 50 ทำตามความฝันได้สำเร็จ

    เส้นทางสายสีกากี จากรองสารวัตรถึงผู้การตำรวจทางหลวงของ“ผู้การพร-พล.ต.ต.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย”เด็กหนุ่มจากอู่ทอง สุพรรณบุรีในวันนั้น

    เริ่มจากปีพ.ศ.2540 พ้นรั้วสามพราน เป็นรอง สว.(สอบสวน) สภ.พนมทวน ภ.จว.กาญจนบุรี  ปี พ.ศ.2544 ผช.นว.(สบ1) ฝอ.ตร.และรอง สว.กก.สส. บก.น.1 ในปีเดียวกัน พ.ศ.2547 เป็น สว.สส.สน.สน.สุวินทวงศ์ บก.น.3  พ.ศ.2549 เป็นสว.สส.สน. สน.บางชื่อ บก.น.2 พ.ศ.2550 เป็น สว.สป. สน.ชนะสงคราม บก.น.1

    พ.ศ.2555 ขึ้น รอง ผกก.สส. บก.น.1 พ.ศ.2559 ติดยศพ.ต.อ. เป็น ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สส. พ.ศ.2562 เป็น ผกก.สส.2 บก.สส. บช.น. ปี พ.ศ.2563 เป็น รอง ผบก.ป. พ.ศ.2567 รอง ผบก.ป. รรท.ผบก.รน. พ.ศ.2568 รอง ผบก.ป.

    ดูเส้นทางรับราชการ บอกได้ว่า ผู้การพร- สะสมประสบการณ์ไต่เต้าจาก “นักสืบนครบาล”ก่อนขึ้นชั้นดูแลงานอาชญากรรมทั่วประเทศที่กองปราบฯ กระทั่งได้รับการโปรดเกล้าเป็น “แม่ทัพตำรวจทางหลวง” 

    อยู่พนมทวนพี่ๆให้มาทำงานในเมือง

    “เริ่มต้นงานสอบสวนที่ สภ.พนมทวน กาญจนบุรี แต่มาช่วยราชการที่ สภ.เมือง เพราะเมื่อก่อนพี่ๆ เขามองว่า ตำรวจ รอง สว.จบมาใหม่ๆ ไปอยู่โรงพักบ้านนอก ไกลๆ มันทำงานไม่เต็มที่

    ต้องมาเอาประสบการณ์เยอะๆ ในเมือง เพราะปริมาณคดีเยอะมาก แล้วนักเรียนนายร้อยจบมาใหม่ มีคุณภาพ อยากให้เข้ามาทำงานในเมือง เลยได้มาทำงาน อยู่ได้ปีสองปี ก็มีโอกาสได้เข้ามาทำงานใน ตร……” 

    ผู้การพรเล่าย้อนหลังชีวิตรับราชการ

    ก้าวเแรกงานสืบสวนที่บก.น.1            

    ติดยศ ร.ต.ท.ได้มาเป็นผู้ช่วยนายเวร พล.ต.ท.ดำริห์ บุญกระพือ หัวหน้าฝ่ายอำนวยการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีโอกาสจากพนักงานสอบสวนมาเป็นงานตามนาย เป็นงานอำนวยการได้ดูภาพรวมตร.หลายๆอย่าง ในเรื่องงานหนังสือ การประสานงาน อยู่ปีหนึ่ง จากนั้นได้มีประสบการณ์มาทำงานสืบสวนที่สืบสวนนครบาล 1

    ได้ก้าวเข้าสู่โลกของงานสืบสวนภายใต้การเคี่ยวกรำของอาจารย์นักสืบอย่าง บิ๊กโก้-พล.ต.ท.สฤษดิ์ชัย อเนกเวียง  เขาใช้ชีวิตกินนอนอยู่ที่กองสืบ บก.น.1 ยาวนานกว่า 15 ปี ผ่านคดีสำคัญระดับประเทศมามากมาย

    บิ๊กโก้ อ.นักสืบคนแรก

    พี่โก้เป็นอาจารย์นักสืบคนแรกของผม ตอนนั้นแกเป็นผู้กำกับสืบ บก.น.1 ผมมาเป็นรอง สว. กินนอนอยู่นั่นมา ตั้งแต่ปี 2542  โตมาจากที่นั่น อยู่กับพี่โก้  สมัยก่อนตำรวจเราไม่ใช่แบบนี้ เวลาทำงาน คืองานนอกเครื่องแบบ  การแต่งตัวในเครื่องแบบแทบไม่เห็น เพราะเป็นงานที่เราจะต้องกลมกลืนกับประชาชน

    พอเข้ามาอยู่กองสืบ ไม่เคยรู้เลย ใครตำแหน่งอะไรบ้างนอกเครื่องแบบหมด ไม่รู้เลยใครเป็นใครมั่ง เดินไปมา จนขึ้นมาใส่ชุดคอแบะมารายงานตัว เราเป็นคนแปลกไปเลย กลายเป็นคนที่คนอื่นมองเรา อารมณ์คือเป็นอย่างนั้นจริงๆ 

    แต่เราก็มาเรียนรู้ พี่โก้สอนวิชาหลายๆเรื่อง ก็อยู่กับพี่ๆหลายๆท่าน ที่อยู่ด้วยกัน ทำงานกันมา ทั้งท่าน ผกก.คณิศร์ชัย มหินทรเทพ พี่ธัมรงค์ วงศ์แป้น

    ได้ทำงานตรงนั้นมา รู้สึกว่างานสืบสวนเป็นงานที่มีเสน่ห์… 


    ผู้การพรย้อนสมัยเป็นนักสืบกระเตาะนครบาล

    อยู่ที่เดียว15ปีถึงรองผกก.

    ผมจะเป็นลูกชุดป๋าเกิ้ล-ฐากูล ฤทธิ์มนตรี แกจะเป็น สารวัตรที่ทำงานสืบ พวกนี้ไม่พูดเยอะ ถ้าอยากทำงานตามมา ถ้าไม่พร้อมไม่ต้องมา แล้วก็ได้เรียนรู้ไปสัมผัสงานกับพี่ๆเขามีอะไรหลายๆ อย่าง

    ตั้งแต่ ร.ต.ท.มา ต้องบอกว่า  ผมเป็น รอง สว.โตขึ้นมาเป็น สว.สืบ  แล้วก็รอง ผกก.คืออยู่ที่นั่นมากว่า 15 ปี อยู่ที่เดียวเลย สืบนครบาล 1 คดีก็เยอะเลย เราก็สัมผัสมาตั้งแต่ยุคแรกๆ 

    นักสืบต้องทำงานเป็นทีม

    พี่โก้ หรือว่าพี่ๆ นักสืบทั้งหลายจะสอนน้องๆนักสืบ การทำงานจะต้องไปเป็นทีม การเข้าจับ เข้าทำงาน ต้องเป็นทีม ไป 5 กลับ 5 ไป 10 กลับ 10 ความพร้อมต้องมี การดูแลน้องๆต้องได้ ฉะนั้นการจับตัว หรือการควบคุมตัว หรือการเข้าตรวจค้น หรือเข้าปะทะ ทุกคนก็จะต้องพร้อมตลอด มีอาวุธประจำตัว มีทักษะและร่างกายที่พร้อมในการใช้งาน

    วิเดือด 3ศพแก๊งยา-จับตำรวจยิงนอ.ทหาร

    ชีวิตงานกองสืบ บก.น.1 เริ่มจากคดียาเสพติด พวกลักลอบขนยาเสพติดจำนวนมากเข้ามาในกรุงเทพ เคสนั้นวิสามัญผู้ค้าไป 3 ศพ ที่มักกะสัน เข้าไปล่อซื้อหลังวัดอุทัยฯ

    จากนั้นได้ร่วมสางคดียิง นาวาเอก ย่านรัชดาไล่กล้องวงจรปิดยุคแรกๆ วิเคราะห์ “วิถีกระสุน” และ “ความสูงรถ” จนแยกแยะระหว่างรถ Jazz กับ Alphard ได้แม่นยำ  นำไปสู่การจับกุมผู้ก่อเหตุเป็นตำรวจในพื้นที่ เหตุมาจากแค่เรื่องขับรถตัดหน้า

    ร่วมทีมปิดคดีบึมรพ.พระมงกุฎ

    จากนั้นย้ายมาสู่ บก.สืบสวน บช.น. ในตำแหน่ง ผกก.วิเคราะห์ข่าวฯ  สร้างมาตรฐานใหมใช้เทคโนโลยีและ “Big Data” มาทำคดี  ร่วมทีมคลี่คดีระเบิด รพ.พระมงกุฎฯ: นำทีมบัดดี้ดูหน้าจอคอมพิวเตอร์กว่า 20 เครื่อง สังเกต “น้ำหนักของถุง” ที่คนร้ายถือ จนล็อกตัวอดีตวิศวกรไฟฟ้าผู้ก่อเหตุได้

    ตอนนั้นพี่แป๊ะ เป็น ผบ. ทีมพวกผมไปหาข้อมูลไล่กล้องกันอยู่เป็นเดือน กว่าจะเจอคนต้องสงสัย   

    นิดเดียวเอง จุดมองกันทั้งวันทั้งคืน มองกันเยอะมาก นักสืบมองกันเต็มเลย ทุกคนไม่หลับไม่นอน คอมพิวเตอร์ มากกว่า 10-20 เครื่อง วางกันเต็มทุกวัน จัดเวรกันมาดูคนละ 2 ชั่วโมง 

    แล้วไม่ใช่ดูคนเดียว จับคู่บัดดี้กันดู  เพราะคนจะได้สังเกตได้ ไม่ซ้อน คือทำงานแข่งกับเวลา ทุกนาที เพราะฉะนั้นจะไม่มีคำว่า มาทำซ้ำ ทุกครั้งที่เดินหน้าไปแล้วต้องไปด้วยความมั่นใจ คือต้องไม่พลาด

    เราก็เอาคนมาซ้อนตลอดดูข้อมูลกัน จนไปจับความผิดปกติของคนได้ คนที่ถือถุงนั่นเอง 


    แค่เราดูแล้ว มันเป็นถุงที่มีน้ำหนัก มันเดินออกมาแล้วเบาเป็นความผิดปกติของคนๆนี้เป็นที่มาของการไล่กล้องว่าคนๆนี้ เป็นเป้าหมายที่เราสงสัย ตรวจสอบมาจนยืนยันเห็นตำหนิ รูปพรรณ แล้วเข้าไป คล้ายจะมีน้ำหนัก แล้วหลังจากเดินมาก็เป็นสิ่งที่ของหายไป

    เราไล่กล้องอยู่ประมาณสัปดาห์หนึ่ง ทางนครบาลตอนนั้นท่านแมน-อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์  ท่านก็เป็นผู้การสืบบช.น.  ผมเป็น ผกก.แล้วทั้งทีมสืบนครบาล ทำงานกันทั้งกอง เอานักสืบมาไล่กล้องวงจรปิดจนย้อนหลังมา

    ปรากฏว่าผู้ต้องหาที่ก่อเหตุ ปรับเปลี่ยนเดินทางมาจากรถเมล์ เป็นจักรยาน จากจักรยานเป็นรถยนต์ เปลี่ยนทุกสเต็ป เราไล่กล้องนานมาก จนระบุตัวตนได้ว่า ผู้ต้องหาคนนี้ เป็นวิศวกรไฟฟ้า มีเป้าหมายชัดเจนนำเรียนท่าน ผบ.แป๊ะ ขอเข้าไปค้นที่บ้าน ก็ไปเอาตัวมา

    นี่ก็เป็นเคสหนึ่งที่เราทำงานกัน กำลังจะบอกว่านักสืบจริงๆ ไม่ใช่เก่งคนเดียว เราไม่ใช่เป็นคนเก่ง แต่ที่เราทำงานกันเราทำเป็นทีม ไม่ทิ้งงาน เราตั้งใจทำกันแบบให้มันสุด

    ผู้การพรย้อนเบื้องหลังสางคดีวางระเบิดรพ.ใจกลางกรุงเมื่อพ.ค.60


    ไล่จับมือบึมหน้าตร.-7จุดทั่วกทม.

    นอกจากนี้ยังมีคดีระเบิดหน้า ตร. และ 7 จุดทั่วกรุงไล่กล้องย้อนกลับไปถึงหมอชิต ยืนยันเป้าหมายจนสามารถสกัดจับกุมเครือข่ายที่กำลังหนีลงใต้ได้ทันท่วงทีบนรถทัวร์

    “บิ๊กก้อง”ดึงมาเป็นรองผบก.ป. 

    กระทั่งปี 2563  ได้รับความไว้วางใจจาก “บิ๊กก้อง- พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช” สมัยเป็นผบก.ป. ให้มาเป็น รอง ผบก.ป. คุมงานสืบสวนและหน่วย “หนุมาน” ยกระดับการจับกุมแบบถอนรากถอนโคน 

    มากองปราบ ก็มีวัฒนธรรมการทำงานต่างกัน ความรู้สึกตอนแรกก็มีความกังวลใจ แต่มันก็คืองานตำรวจ ต้องยอมรับว่าที่กองปราบเกินกว่าครึ่งก็คือนักสืบ  ส่วนเราก็ผ่านงานสืบนครบาลมา

    วันที่เราเข้ามาในกองปราบ ก็มีความมั่นใจและอุ่นใจ กลายเป็นพี่ๆ น้องๆ ที่ทำงานที่กองปราบ เป็นพี่ๆ น้องๆ ที่ผ่านงานสืบกันมาทั้งนั้น  การทำงานร่วมกัน ไม่มีรอยต่อ ได้ผ่านมือกันมาหมดเลย ภาษาเดียวกัน

    ผู้การพรเล่าต่อว่า

    ต้องบอกว่ากองปราบ ในยุคนั้น เป็นยุคที่นักสืบค่อนข้างมาก แล้วเราเองก็ผ่านงานสืบสวนมา เพราะฉะนั้นน้องๆ ที่มาเจอ ได้ทำงาน ก็ผ่านงานสืบกันมา การทำงานร่วมกันก็ไม่มีรอยต่อ ก็เป็นข้อดี ที่ได้มาทำงานที่กองปราบ 

    ยกระดับการทำงาน-ไม่ใช่จับแล้วจบ 

    จากนั้นเริ่มพัฒนางาน คุยกับน้องๆ เริ่มงานในมิติของสอบสวนกลาง ตามนโยบายผู้บังคับบัญชา เราต้องเป็นที่พึ่ง ต้องทำให้เกิดความกระจ่างทุกอย่าง แล้วจะไม่ทำแค่จับแล้วจบๆ เราต้องขยายผลให้เห็นถึงเครือข่าย สิ่งที่ต้องการคือรูปแบบการกระทำความผิด

    รูปแบบการทำงานของตำรวจสอบสวนกลางเอง กองปราบเอง ตอนนั้นเราจะยกระดับการทำงานจับกุม  จะไม่จับตามหมายจับธรรมดา แล้วมาแถลงข่าว หรือจับเคสนี้แล้วจบ

    หลังแถลงข่าว เราจะไม่ทำอย่างนั้น เราจะต้องจับทั้งเครือข่าย ขบวนการ ทำให้เห็นว่ามีรูปแบบอย่างไร ต้องทำให้เห็นว่า กลุ่มที่กระทำผิดมีเครือข่ายที่ไหนบ้าง ประชาชนเดือดร้อนขนาดไหน 


    แต่ละจุดในการทำงาน  มีหนุมานเป็นกองกำลัง เป็นหน่วยคล้ายๆกำลังคอมมานโด พร้อมจะเข้าปฏิบัติการ  เพราะฉะนั้นต้องทำให้เห็นว่าสามารถที่จะเข้าไปปฏิบัติการเต็มที่ได้ 

    ภูมิใจได้ร่วมลุยถอนรากถอนโคน

    เป็นนโยบายท่านก้องตอนนั้นเลย อยากให้ใช้งานตำรวจเราให้เต็มรูปแบบ กองปราบถูกยกระดับการทำงาน ทั้งรูปแบบเครือข่าย การเข้าจับกุม  ทำให้เห็นว่ากลุ่มนี้ทำผิดตอนไหน เครือข่ายเป็นยังไง 

    เราจะมีโอเปอเรชั่นเลยว่าจะเข้าตรวจค้นกี่จุดๆ ทำทีจะต้องทำให้ครบทั้งเครือข่าย นี่คือรูปแบบของกองปราบ ที่ถูกยกระดับขึ้นมา ผมก็ดีใจ ที่อย่างน้อยผมก็เป็นส่วนหนึ่งที่ได้ทำงานร่วมกับน้องๆ ตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมา

    มีโอเปอเรชั่นเยอะมาก ไอ้ฉุย เขาจันทร์   ก่อนมากองปราบฯก็ได้คดีร่วมกันคือ คดี ผอ.กอล์ฟ3 ศพลพบุรี แล้วก็เคสของพี่ี่บรรยิน ที่นครสวรรค์ 

    ตอนนั้นอยู่สืบ น. แต่ก็มีโอกาสได้ไปทำงานด้วย เพราะเป็นการระดมทีม จนตอนหลังก็ได้ไปทำร่วมกัน ไปกินนอนตรงนั้นกันหมด ตอนนั้นพี่แป๊ะ พี่ปั๊ด พี่ช้าง พี่ใหม่ ยกทีมกันไป  ก็จะอยู่ด้วยกัน อาจจะเพราะวาสนาของผมด้วย

    ผู้การพรเล่าถ่อมตัวก่อนว่าต่อ

    ช่วงปี67 ผู้บังคับบัญชาไว้ใจให้ไปรักษาการ ผบก. รน. (ตำรวจน้ำ) แก้ไขปัญหาเรือน้ำมันเถื่อนของกลางหาย และนำทัพลุยน้ำท่วมช่วยเหลือชาวบ้านที่แม่สายอย่างสุดตัว  

    ช่วง 2-3 เดือนแรก คือช่วงแห่งการเรียนรู้ เนื่องจากหน้างานตำรวจน้ำต่างจากตำรวจพื้นที่และกองปราบโดยสิ้นเชิง  เน้นไปที่การศึกษางานบริการและช่วยเหลือประชาชนชายฝั่ง การประสานงานไร้รอยต่อกับหน่วยงานหลักอย่าง ทัพเรือ, ศรชล. และกรมเจ้าท่า

    จนเกิดพายุเข้าแม่สายและเชียงราย ได้นำทีมตำรวจน้ำลงพื้นที่แบบจัดเต็ม (ยกพลจิตอาสา)

    ช่วยชาวบ้านใน 2 ระยะ คือช่วงวิกฤต เข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ทันที และหลังน้ำลดจัดกำลังเฝ้าระวังความปลอดภัยและป้องกันเหตุลักทรัพย์ เพื่อไม่ให้ชาวบ้านโดนซ้ำเติม 

    ไม้เว้นภารกิจปราบ “ปลาหมอคางดำ” ใช้กำลังตำรวจน้ำในทุกพื้นที่เข้ากำจัดปลาหมอคางดำตามแม่น้ำลำคลอง พร้อมสนับสนุนนโยบายนำมาประกอบอาหาร  จากประสบการณ์ตรง ผู้การพรบอกว่าเนื้อดีคล้ายปลานิลเลย

    ช่วงรักษาการ เกือบ 1 ปี ถือเป็นการเปลี่ยนภาพจำของตำรวจน้ำให้มีความคล่องตัวและดุดันแบบกองปราบ  จนสร้างผลงานที่ผู้บังคับบัญชายอมรับ เป็นความภาคภูมิใจที่ได้พาน้องๆ ขับเคลื่อนหน่วยงานในบทบาทที่แตกต่างออกไป

    ผู้การพรเล่าด้วยน้ำเสียงบ่งบอกถึงความภาคภูมิใจ

    ถึงวันนี้เขาเปลี่ยนบทบาทจากนักสืบ มารับมอบหมายภารกิจสำคัญในฐานะ ผู้บังคับการตำรวจทางหลวง (ผบก.ทล.) เมื่อ1 ต.ค.2568 เขาเปลี่ยนโฉมตำรวจถนนหลวงให้เป็นมากกว่าแค่คนโบกรถ 

    ผู้การพร  ใช้กำลังพลกว่า 2,000 นาย และรถวิทยุสายตรวจเกือบร้อยคัน กระจายตัวอยู่ตามจุดเสี่ยงและจุดแยกทั่วประเทศตลอด 24 ชั่วโมง

    ” บริหารจัดการเส้นทางและดูแลประชาชนของตำรวจทางหลวงในช่วงเทศกาล”  

    ภาพรวมสถานการณ์ของเทศกาลสงกรานต์ 69 ท่ามกลางวิกฤตน้ำมัน พล.ต.ต.พรศักดิ์เล่าว่า 

    คนกลับบ้าน “ลดลงแต่ไม่ฮวบ” แม้จะมีปัจจัยเรื่องเศรษฐกิจและน้ำมันแพง แต่ประเพณีการกลับภูมิลำเนาของคนไทยยังคงเข้มข้น ปริมาณรถจึงลดลงเพียงบางส่วน ไม่ได้น้อยลงอย่างที่คาดการณ์ไว้ ทำให้การบริหารจัดการจราจรยังคงเป็นภารกิจสำคัญ

    เจ้าตัวเผยกลยุทธ์ “เตรียมพร้อมก่อนเกิดเหตุ” เน้นการทำงานเชิงรุก ไม่รอให้เกิดปัญหา แต่ใช้การสำรวจและประสานงานล่วงหน้า สำรวจจุดซ่อมสร้าง ตรวจสอบทั่วประเทศตั้งแต่อ่างทองถึงพิษณุโลก และเส้นทางหลักอื่น ๆ เพื่อประสานกรมทางหลวงให้คืนพื้นผิวจราจรให้ทันเทศกาล

    ผู้การพรเล่าแล้วบอกต่อ

    นอกจากนี้ยังนำปัญหาจากช่วงปีใหม่มาแก้ไข ถอดบทเรียน เช่น กรณีเส้นทาง M6 ที่คนแห่ไปใช้จนรถติดสะสม หรือการลักไก่ข้ามเกาะกลางไปในจุดที่ยังปิดอยู่ ทำจุดเตือนภัยและปิดจุดเสี่ยงให้แน่นหนาขึ้น รวมทั้งเปิดเลนพิเศษ ไว้ล่วงหน้ากว่า 40-50 เส้นทาง เพื่อระบายรถทันทีที่เกิดการติดขัด

    รวมทั้งจัดการจุดพักรถและบริการประชาชน แก้ปัญหากองทัพรถ บริเวณจุดพักรถทับกวางที่มีปัญหาการจราจรสะสม  ขยายพื้นที่จอดรถ เพิ่มห้องน้ำ และจัดระบบการเข้า-ออกให้ชัดเจน (ชิดขวา/ยืดระยะ) เพื่อไม่ให้รถที่รอเข้าจุดพักไปขวางทางตรง

    ขาดไม่ได้คือใช้การสื่อสารยุคใหม่เน้นการเข้าถึงประชาชนผ่านช่องทางออนไลน์เพื่อความรวดเร็ว

    โดยเฉพาะ Facebook ตำรวจทางหลวง มีผู้ติดตามกว่า 6 แสนคน ใช้รายงานสภาพจราจร แนะนำเส้นทางเลี่ยง และแจ้งอุบัติเหตุแบบเรียลไทม์เพื่อให้ประชาชนวางแผนได้ทันที

    นอกจากนี้ยังมีสายด่วน 1193: จัดเจ้าหน้าที่แสตนด์บายตอบคำถามและประสานงานแก้ไขปัญหาในพื้นที่ตลอดเวลา

    ผู้การพรบอกต่อว่า

    ทุกอย่างทำภายใต้คอนเซ็ปต์ “ห่วงใยทุกชีวิต เป็นมิตรทุกเส้นทาง” ของตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) มุ่งเน้นไปที่

    1. ความปลอดภัย: ให้ประชาชนถึงที่หมายอย่างสวัสดิภาพ

    2. ความเป็นมืออาชีพ: สร้างความมั่นใจและเชื่อใจผ่านการทำงานที่เสียสละ

    3.การเคียงข้างประชาชน: พร้อมช่วยเหลือในทุกมิติของการเดินทาง

    สำหรับนโยบาย “ทางหลวงยุคใหม่” ตำรวจที่เป็นมากกว่าจราจร ในฐานะ ผบก.ทล. (ต.ค. 2568) ผู้การพรวางนโยบาย 3 ประสาน

    1.ถวายความปลอดภัยและอำนวยความสะดวก: ภารกิจหลักที่ต้องไร้ที่ติ 

    2.ปราบปรามอาชญากรรมบนท้องถนน เปลี่ยนทัศนคติลูกน้องให้มี “วิญญาณนักสืบ”

    3.เทคโนโลยีนำทาง ใช้ระบบกล้องและ Big Data สกัดจับยาเสพติด (ล่าสุดจับได้กว่า 8 ล้านเม็ด)

    ขยาย หลักสูตร “นักสืบทางหลวง” พัฒนาคนเพื่อประชาชน เตรียมเปิดโครงการอบรมหลักสูตรสืบสวนให้ตำรวจทางหลวงทั่วประเทศในวันที่ 20 พ.ค. นี้ เพื่อให้ตำรวจหน้าด่านมีความรู้ในการขยายผลคดี ไม่ใช่แค่จับแล้วจบ แต่ต้องถึงตัวบงการ

    “ผมไม่ใช่คนเก่ง แต่ผมทำงานเป็นทีม ถ้าไม่สุด…ผมจะไม่จบ ความเป็นนักสืบคือต้องตอบข้อสงสัยตัวเองให้เคลียร์ เพื่อให้ประชาชนอุ่นใจที่สุดเมื่อเห็นรถตำรวจทางหลวง…”

    ”ผู้การพร“ คือภาพสะท้อนของตำรวจที่เติบโตมาด้วย “ผลงาน” และ “ความตั้งใจ”

    ไม่ว่าจะอยู่ในมิติของนักสืบนอกเครื่องแบบหรือผู้บังคับบัญชาในชุดกากี เป้าหมายของเขายังคงเดิมคือเป็น “ปุ๋ย”และ “พลังงาน”ส่งต่อน้องๆและผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อสร้างความปลอดภัยให้ประชาชนทั่วประเทศ

    เฮียเก๋ 9/5/69

     

    RELATED ARTICLES
    - Advertisment -

    Most Popular

    Recent Comments