หากจะเอ่ยถึงตัวละครแอนิเมชันที่ผู้คนทั่วโลกจดจำได้มากที่สุด
ชื่อของ มินเนี่ยน (Minions) เจ้าตัวเหลืองสุดกวนย่อมติดอยู่ในอันดับต้น ๆ อย่างแน่นอน
นับตั้งแต่พวกมันปรากฏตัวครั้งแรกในฐานะลูกสมุนของ กรู(Gru) มหาวายร้ายขาเรียวยาว ในแฟรนไชส์แอนิเมชันระดับบล็อกบัสเตอร์อย่าง Despicable Me (2010), Despicable Me 2 (2013), Despicable Me 3(2017) และ Despicable Me 4 (2024)
ด้วยคาแร็กเตอร์สุดป่วนชวนเอ็นดู ส่งให้กองทัพตัวเหลืองในกางเกงเอี๊ยมยีนส์สีน้ำเงินนี้กลายเป็นที่รักของผู้ชมทั่วโลก จนสามารถแยกออกมามีภาพยนตร์เดี่ยวของตัวเองอย่าง Minions (2015) และ Minions: The Rise of Gru (2022) ซึ่งเป็นการขยายเรื่องราวไปสู่ จักรวาล Despicable Me อย่างเต็มตัว
นอกจากความซุกซนแล้ว เสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ที่สร้างเสียงหัวเราะได้เสมอคือ “ภาษามินเนี่ยน” ที่ฟังดูคล้ายเสียงอ้อแอ้ของเด็กทารก ผสมผสานกับภาษาแถบยุโรปหลากสำเนียง แม้จะฟังไม่รู้เรื่อง แต่ผู้ชมกลับเข้าใจเจตนาของพวกมันได้อย่างน่าประหลาด
ความสำเร็จนี้สะท้อนให้เห็นผ่านเม็ดเงินมหาศาล โดยภาพยนตร์ทั้ง 6 เรื่องในจักรวาลนี้กวาดรายได้รวมกันไปเกือบ 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
จึงไม่แปลกใจเลยที่ภาคใหม่อย่าง Minions & Monsters (2026) จะถูกสร้างขึ้น ภายใต้ฝีมือการกำกับและร่วมเขียนบทของ ปิแอร์ คอฟฟินในภาคนี้จะพากองทัพตัวเหลืองย้อนเวลากลับไปแต่งแต้มความวุ่นวายในฮอลลีวูดยุคทศวรรษ 1920

เพียงแค่สิ้นสุดไตเติลเปิดเรื่องพร้อมโลโก้ย้อนยุคของ Universal Studios ในทศวรรษ 1920 ผู้ชมก็สัมผัสได้ทันทีว่า Minions & Monsters คือ“จดหมายรักถึงฮอลลีวูด” ที่พาย้อนกลับไปสู่อรุณรุ่งของวงการภาพยนตร์อเมริกัน
https://www.youtube.com/watch?v=G1LYqbjQIUo
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อมัคคุเทศก์ของ Universal (พากย์เสียงโดย แอลลิสัน แจนนีย์) กำลังพาเด็ก ๆ และผู้ปกครองเดินชมสิ่งจำลองและของที่ระลึกในสตูดิโอ ก่อนจะมาหยุดอยู่ตรงหน้าเรื่องราวของ “เจมส์” และ “เฮนรี่” สองมินเนี่ยนที่ถูกจารึกไว้ในฐานะ “ผู้บุกเบิกการสร้างภาพยนตร์ฮอลลีวูด”
หนังพาเราไปดูเบื้องหลังก่อนที่พวกมันจะขึ้นฝั่งแคลิฟอร์เนียและกลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลแห่งยุค
มินเนี่ยนใช้เวลาอยู่นานกับการตามหา “นายวายร้าย” และพยายามยัดเยียดตัวเองเข้าเป็นสมุนอย่างไม่ลืมหูลืมตา
ทว่าเจ้านายแต่ละคนกลับต้องพบกับความสะบักสะบอมจากความจงรักภักดีที่ “เกินเบอร์” ของพวกมัน จนต้องยอมแพ้และไล่ให้พวกมันเดินทางไปหาเจ้านายใหม่แทน
หนึ่งในอดีตเจ้านายของมินเนี่ยนคือ พ่อมดผู้ครอบครองคัมภีร์เวทมนตร์โบราณ ซึ่งรวบรวมทั้งรายชื่อสัตว์ประหลาด คาถาปลุกชีพ และคาถาปราบเอาไว้ครบครัน

แต่แล้วรังของพ่อมดก็ต้องแตกสลายเมื่อมินเนี่ยนแอบปล่อยสัตว์ประหลาดออกมา แถมเจ้าตัวเหลืองยังแอบเรียนรู้วิธีใช้ตำราเวทย์เล่มนั้นแล้วเก็บติดตัวไว้ตลอดการเดินทาง
กระทั่งวันหนึ่ง ฝูงมินเนี่ยนได้พบกับกลุ่มโจรคาวบอยควบม้า พวกมันจึงออกติดตามอย่างไม่ลดละหวังจะฝากตัวเป็นลูกสมุน หารู้ไม่ว่าสิ่งที่เห็นนั้นคือ “กองถ่ายภาพยนตร์คาวบอยเงียบ” ที่กำกับโดย แม็กซ์ (พากย์เสียงโดย คริสตอฟ วอลซ์)
โชคชะตาผกผันทำให้มินเนี่ยนจับพลัดจับผลูได้กลายเป็นนักแสดงในหนังเงียบ และไม่ว่าหนังเรื่องไหนมีพวกมันปรากฏตัว ตั๋วก็ขายหมดเกลี้ยงจนไม่มีอะไรมาฉุดความปังได้
ทว่าจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ก็มาถึง เมื่อฮอลลีวูดก้าวเข้าสู่ยุค “หนังมีเสียง” ภาษาอ้อแอ้ของมินเนี่ยนที่เคยตลกขบขันกลับกลายเป็นอุปสรรคชิ้นโต การพูดภาษาอังกฤษไม่ชัดทำให้พวกมันเริ่มถูกทิ้งขว้างในที่สุด มินเนี่ยนส่วนใหญ่จึงถอดใจและแยกย้ายไปหาวายร้ายคนใหม่

จนได้พบกับ ดอร์ท (Dort) (พากย์เสียงโดย เจสซี ไอเซนเบิร์ก) หุ่นยนต์ต่างดาวสุดเพี้ยน ซึ่งคอหนังแนวไซไฟน่าจะคุ้นเคยดีเพราะดัดแปลงมาจากตัวละคร กอร์ท (Gort) จากภาพยนตร์คลาสสิกเรื่อง The Day the Earth Stood Still (1951)
อย่างไรก็ตาม ยังมีมินเนี่ยนสามเกลออย่าง เจมส์, เฮนรี่ และ เอ็ด ที่ไม่ยอมแพ้ โดยเฉพาะเจมส์ที่หลงรักการทำหนังมากกว่าการเป็นสมุนวายร้าย และเชื่อว่าตัวเองเกิดมาเพื่อสิ่งนี้
เขาจึงตัดสินใจสร้างภาพยนตร์ของตัวเองขึ้นมา โดยวางพล็อตเรื่องให้มีสัตว์ประหลาดยักษ์เข้ามาทำลายเมือง
ทว่าในยุคที่ยังไม่มีเทคโนโลยี CGI หรือคอมพิวเตอร์กราฟิก สามเกลอจึงแก้ปัญหาด้วยการนำคัมภีร์เวทมนตร์ที่แอบเก็บไว้มาใช้ปลุกชีพสัตว์ประหลาดและปีศาจร้ายขึ้นมาจริง ๆ จนนำมาซึ่งหายนะครั้งใหญ่ที่ทำเอาวุ่นวายกันไปทั้งเมือง
จากความตั้งใจแรกที่อยากเป็นเพียงลูกสมุนของวายร้าย มินเนี่ยนกลับต้องพลิกบทบาทมาเป็น “ผู้พิทักษ์โลก” เข้าต่อสู้กับเหล่าอสูรกายที่พวกมันปลุกขึ้นมาอย่างไม่ย่อท้อ
Minions & Monsters จึงเป็นภาพยนตร์ที่ผสมผสานความดรามา แอ็กชัน ผจญภัย และแฟนตาซีเข้าไว้ด้วยกันอย่างสนุกสนานและสร้างสรรค์ ตัวหนังเต็มไปด้วยการคารวะและโชว์แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์คลาสสิกที่อยู่ในใจของคนทั่วโลก
พร้อมทั้งเป็นการประกาศอย่างเต็มภาคภูมิว่า… “มินเนี่ยน” คือส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์และศิลปะแห่งโลกภาพยนตร์อย่างแท้จริง

5/7/69 Blue Bird


























