
ตำรวจท่องเที่ยวบูรณาการ CRAT–VR ฝึก “คิดให้เป็นก่อนวิกฤตมาถึง” เชื่อมประชาชน–ตำรวจ–ระบบช่วยเหลือ
ผนึกตำรวจนครบาล มหาวิทยาลัย งานวิจัย และภาคีเครือข่าย ตั้งแต่การป้องกัน การตัดสินใจภายใต้แรงกดดัน จนถึงการนำคนกลับสู่พื้นที่ปลอดภัย
“เราไม่ได้ฝึกให้ประชาชนกลัวเหตุร้าย แต่ฝึกให้เมื่อสิ่งไม่คาดคิดเกิดขึ้น คนยังมีสติ เห็นทางเลือก และรู้ว่าจะทำอย่างไรต่อ”
ตามนโยบาย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนและการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างเป็นระบบ โดยมี พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ร่วมขับเคลื่อนแนวนโยบายสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่ เพื่อให้การเตรียมพร้อมไม่หยุดอยู่เพียงแผนงาน แต่เกิดผลกับประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งสองตำแหน่งปรากฏในข้อมูลปัจจุบันของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวจึงนำแนวทางดังกล่าวมาต่อยอด โดยเชื่อม องค์ความรู้ภาคปฏิบัติ งานวิจัย เทคโนโลยี และหน่วยตอบสนองในพื้นที่ เข้าด้วยกัน เพื่อให้ประชาชนไม่ได้เพียง “รู้ว่าควรทำอะไร” แต่สามารถตั้งสติ ประเมินสถานการณ์ และตัดสินใจได้เมื่อเผชิญเหตุจริง
การดำเนินงานอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท. พร้อมด้วย พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง, พล.ต.ต.กฤษณ์ วาฤทธิ์ และ พล.ต.ต.ม.ล.สันธิกร วรวรรณ รอง ผบช.ทท. และ พล.ต.ต.ดนุ กล่ำสุ่ม ผบก.ทท.1 โดยข้อมูลกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวในปี 2569 ระบุรายชื่อผู้บังคับบัญชาดังกล่าวในการปฏิบัติราชการของหน่วย
เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 เวลา 09.00–16.30 น. คณะวิทยากรจากกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว นำโดย พ.ต.อ.ปิยรัช สุภารัตน์ รอง ผบก.ทท.1 และ พ.ต.ท.กฤตพร แสงสุระ สว.กก.สืบสวน บช.ทท. พร้อมทีมวิทยากร จัดการอบรม ณ อาคารพร้อมมงคล คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ให้แก่เจ้าหน้าที่และนักศึกษา จำนวน 35 คน
ทำไมคนอยู่ในเหตุการณ์เดียวกัน จึงตัดสินใจไม่เหมือนกัน?
บางคนเห็นทางออกทันที
บางคนหยุดนิ่ง
บางคนตัดสินใจตามคนอื่น
นี่คือหนึ่งในคำถามสำคัญของการอบรม
CRAT จึงไม่ได้เริ่มจากการบอกว่า “เกิดเหตุแล้วต้องทำอะไร” แต่เริ่มจากการเข้าใจว่า มนุษย์รับรู้และตัดสินใจอย่างไรเมื่ออยู่ภายใต้แรงกดดัน
ก่อนนำไปสู่กระบวนการ
รู้ตัว – หายใจ – ตัดสินใจ – ลงมือ
และหลัก CRAT : หลีก – ปิด – ป้องกัน (Avoid – Deny – Defend)
ย้ำว่า ADD ไม่ใช่สูตรตายตัว เพราะแต่ละคนอาจอยู่คนละตำแหน่ง ได้รับข้อมูลไม่เท่ากัน และมีทางเลือกไม่เหมือนกัน
คำถามจึงไม่ใช่เพียง
“ต้องหลีก ปิด หรือป้องกัน?”
แต่คือ
“จากข้อมูลที่มีตอนนี้ อะไรคือทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด และถ้าข้อมูลเปลี่ยน เราพร้อมประเมินและปรับการตัดสินใจหรือไม่?”
พ.ต.อ.ปิยรัช สุภารัตน์ กล่าวว่า
“เราไม่ได้ต้องการให้ทุกคนตัดสินใจเหมือนกัน แต่ต้องการให้คนมีสติ อ่านสถานการณ์เป็น และปรับการตัดสินใจได้เมื่อข้อมูลเปลี่ยน เพราะในเหตุจริงไม่มีครูยืนอยู่ข้าง ๆ เพื่อบอกคำตอบ”
แล้วก่อนเกิดเหตุ เราเห็นอะไรได้บ้าง?
การอบรมไม่ได้มองเฉพาะวินาทีที่วิกฤตเกิดขึ้น แต่ให้ความสำคัญกับแนวคิด
Prevention Before Protection – ป้องกันก่อนต้องป้องกันตัว
ผู้เข้าร่วมเรียนรู้การสังเกตสิ่งที่ควรได้รับความสนใจ การแยกระหว่าง “สิ่งที่เห็นจริง” กับ “สิ่งที่เราแปลความ” การรับฟังโดยไม่รีบตัดสิน การสื่อสารเพื่อลดความตึงเครียด และการส่งต่อเข้าสู่ระบบช่วยเหลืออย่างเหมาะสม
เป้าหมายไม่ใช่การจับผิดหรือทำนายว่าใครจะก่อเหตุ แต่คือ
“เห็นเร็ว – เข้าใจเร็ว – ช่วยเร็ว – ส่งต่อเร็ว โดยไม่ตีตรา”
จากห้องเรียน สู่ VR และกลับมาทดลองการตัดสินใจ
อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญ คือการนำ Virtual Reality (VR) มาใช้ควบคู่กับการฝึกภาคสนาม โดยเป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยเรื่อง
“การพัฒนาความจริงเสมือนจำลองสถานการณ์เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์วิกฤต”
ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัย 5 สถาบัน โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ดลพร ศรีฟ้า เป็นหัวหน้าโครงการวิจัยโดยมี พ.ต.อ.ปิยรัช สุภารัตน์ รอง ผบก.ทท.1 ร่วมให้ข้อเสนอแนะด้านการเตรียมความพร้อมและการฝึกสถานการณ์วิกฤต
VR ไม่ได้ถูกนำมาใช้เพียงเพื่อสร้างความสมจริง แต่เป็น “พื้นที่ทดลองการตัดสินใจอย่างปลอดภัย”
คำถามไม่ใช่เพียงว่า
“ผู้เรียนจำสิ่งที่สอนได้หรือไม่?”
แต่คือ
“เมื่อไม่มีครูยืนบอกคำตอบอยู่ข้าง ๆ เขาจะเลือกอะไร และเมื่อข้อมูลเปลี่ยน เขาจะปรับการตัดสินใจอย่างไร?”
ระบบช่วยบันทึกข้อมูลการเลือกแนวทางตอบสนอง เส้นทาง เวลา และผลการตัดสินใจ เพื่อนำไปประกอบการศึกษา ประเมิน และพัฒนารูปแบบการฝึกในอนาคต
จากนั้นผู้เข้าร่วมจึงนำสิ่งที่เรียนรู้กลับมาทดลองใน สถานการณ์จำลองภาคสนาม โดยครูฝึกทำหน้าที่สังเกต ประเมิน และดูแลด้านความปลอดภัย โดยไม่ชี้นำคำตอบระหว่างช่วงการตัดสินใจ
จากห้องเรียน → สู่โลกเสมือน → และกลับมาทดลองการตัดสินใจในสถานการณ์จำลองภาคสนาม
เมื่อประชาชนทำส่วนของตัวเองแล้ว ใครจะเข้ารับช่วง?
การฝึกครั้งนี้ไม่ได้หยุดเพียงการเตรียมประชาชน แต่มีการบูรณาการร่วมกับ กองบัญชาการตำรวจนครบาล โดยกองบังคับการตำรวจนครบาล 1 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผบก.น.1
ในส่วนของ บก.น.1 ได้สนับสนุนกำลังเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ทั้ง เจ้าหน้าที่สายตรวจ ร้อยเวร และสารวัตรป้องกันปราบปราม เข้าร่วมซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ เพื่อให้การฝึกเชื่อมต่อจาก การตัดสินใจของประชาชน ไปสู่การรับช่วงของตำรวจในพื้นที่
การซักซ้อมจึงไม่ได้มองเฉพาะการเข้าระงับเหตุ แต่ให้ความสำคัญกับ ความพร้อมของเจ้าหน้าที่ การประสานงาน การจัดระบบพื้นที่ การเคลื่อนย้ายประชาชน และการส่งต่อไปยังระบบช่วยเหลือ เพื่อให้แต่ละฝ่ายรู้บทบาทของตนเองก่อนต้องเผชิญสถานการณ์จริง
เมื่อสิ้นสุดช่วงสถานการณ์ตามแผนการฝึก เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ารับช่วง ก่อนเชื่อมผู้เข้าร่วมผ่าน Secure Corridor หรือเส้นทางเคลื่อนย้ายที่กำหนดและควบคุมไว้ ไปยัง Safe Area ภายนอกอาคาร พร้อมการตรวจนับบุคคลและการส่งต่อเข้าสู่ระบบช่วยเหลือ
นอกจากนี้ ยังมี มูลนิธิ เครือข่ายอาสาป้องกันภัย และภาคีที่เกี่ยวข้อง ร่วมสนับสนุนด้านการปฐมพยาบาล การช่วยเหลือทางการแพทย์ และการส่งต่อผู้บาดเจ็บ เพื่อให้การซักซ้อมครอบคลุมตั้งแต่การตัดสินใจของประชาชนไปจนถึงการดูแลหลังเหตุ
ภาพของการฝึกจึงเชื่อมตั้งแต่
ประชาชนตัดสินใจ → ตำรวจเข้ารับช่วง → Secure Corridor → Safe Area → ตรวจนับบุคคล → ช่วยเหลือทางการแพทย์ → ส่งต่อ
เพราะเป้าหมายไม่ใช่เพียงให้แต่ละหน่วยทำหน้าที่ของตนเองได้
แต่คือทำให้ ประชาชน ตำรวจ หน่วยช่วยเหลือ สถานศึกษา และภาคีเครือข่าย รู้บทบาทของตนเองและสามารถเชื่อมต่อกันได้
“วันเกิดเหตุจริง ไม่ควรเป็นวันแรกที่แต่ละหน่วยเพิ่งมารู้จักวิธีทำงานร่วมกัน”
Safety First — ความสมจริงต้องไม่มาก่อนความปลอดภัย
การฝึกดำเนินภายใต้ระบบควบคุมความปลอดภัย มีการกำหนดผู้รับผิดชอบพื้นที่ เส้นทางเคลื่อนย้าย จุดหยุดสถานการณ์ ระบบประสานงาน และพื้นที่ปลอดภัยอย่างชัดเจน
หลักสำคัญคือ
“การฝึกที่ดีไม่ใช่การทำให้คนกลัวที่สุด แต่คือการสร้างสถานการณ์ที่ทำให้คนได้คิด ตัดสินใจ และเรียนรู้ โดยยังอยู่ภายใต้ระบบความปลอดภัย”
หลังการฝึก ผู้เข้าร่วมได้ประเมินและถอดบทเรียนว่า
อะไรเกิดขึ้นจริง
อะไรช่วยให้ตัดสินใจได้
จุดไหนทำให้ติดขัด
และถ้าต้องเผชิญอีกครั้ง จะทำอะไรต่างออกไป
เพราะ CRAT ไม่ได้ต้องการทิ้ง “สูตรสำเร็จ” ไว้กับผู้เรียน
แต่ต้องการทิ้ง “วิธีคิด”
ตอนนี้เกิดอะไรขึ้น?
ฉันรู้อะไรจริง?
มีทางเลือกอะไรบ้าง?
อะไรคือทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดจากข้อมูลที่มี?
และถ้าข้อมูลเปลี่ยน…ฉันพร้อมปรับหรือยัง?
การฝึกครั้งนี้จึงเป็นการเชื่อมแนวทางด้านความปลอดภัยจากระดับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สู่การปฏิบัติร่วมกันระหว่าง ตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจนครบาล สถานศึกษา งานวิจัย ภาคีด้านการแพทย์ อาสาสมัคร และประชาชน
เพื่อให้ความรู้ไม่หยุดอยู่เพียงในห้องเรียน แต่กลายเป็น
“ความพร้อมของทั้งคนและระบบ”
กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวจะเดินหน้าพัฒนาองค์ความรู้ด้านการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์วิกฤต โดยเชื่อม ภาคปฏิบัติ งานวิจัย เทคโนโลยี VR และข้อมูลจากผู้เรียน เพื่อนำกลับมาประเมิน ปรับปรุง และพัฒนารูปแบบการฝึกอย่างต่อเนื่อง
“เราอาจควบคุมทุกสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้
แต่เราสามารถเตรียมคนให้มีสติ เห็นทางเลือก และตัดสินใจได้ดีขึ้นเมื่อวิกฤตมาถึง”
รู้ตัว – หายใจ – ตัดสินใจ – ลงมือ
หลีก – ปิด – ป้องกัน
เพราะบางคำตอบของ CRAT ไม่ได้เกิดจากการจำข้อความบนสไลด์
แต่เกิดขึ้นในวินาทีที่ข้อมูลไม่ครบ เวลามีน้อย และเราต้องเป็นคนตัดสินใจด้วยตัวเอง

























