Monday, September 28, 2026
More
    Homeข่าวเด่นรอบวันACSC เตือนภัยสายช็อป! หลอกซื้อขายสินค้าพุ่ง พร้อมเดินหน้ากวาดล้างสแกมเมอร์ข้ามแดน

    ACSC เตือนภัยสายช็อป! หลอกซื้อขายสินค้าพุ่ง พร้อมเดินหน้ากวาดล้างสแกมเมอร์ข้ามแดน

    ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์​ (ACSC) เตือนภัยสายช็อป! เช็กให้ชัวร์ก่อนโอนเงิน หลังพบมิจฉาชีพหลอกขายสินค้าพุ่งเกิน 70% พร้อมเดินหน้าลุยกวาดล้างสกัดเครือข่ายลักลอบข้ามแดนตัดช่องทางสแกมเมอร์

    ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดสถิติคดีในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังมีการดำเนินการสืบสวนจับกุมพร้อมช่วยเหลือเหยื่อจากการถูกหลอกลวง

    ตั้งแต่วันที่ 20-26 ก.ย.69 มีคดีที่รับแจ้งเข้ามาผ่านทาง Thaipoliceonline จำนวน 5,374 คดี มูลค่าความเสียหาย 253 ล้านบาท  เมื่อเทียบกับช่วงวันที่ 13-19 ก.ย.69 คดีที่รับแจ้งความมีจำนวนลดลง 140 คดี แต่กลับกันกับมูลค่าความเสียหายที่เพิ่มขึ้นกว่า 17 ล้านบาท

    ข้อมูลจากทีมวิเคราะห์พบว่า “การหลอกลวงด้านสินค้าและบริการ” ยังคงเป็นคดีที่มีปริมาณสูงที่สุดอยู่ที่ 3,975 คดี คิดเป็น 74.0% ของคดีทั้งหมด แต่ประเภทคดีที่สร้างมูลค่าความเสียหายสูงที่สุด กลับเป็นการหลอกลวงโดยการแอบอ้างบุคคลอื่น ที่มีความเสียหายกว่า 68 ล้านบาท คิดเป็น 26.9% ของคดีทั้งหมด

    ขณะที่จังหวัดที่ได้รับแจ้งความมากที่สุด ในสัปดาห์นี้พบว่า
    1.กรุงเทพมหานคร มีการแจ้งความไว้ 89 คดี มูลค่าความเสียหาย 17 ล้านบาท
    2.เชียงใหม่ มีการแจ้งความไว้ 32 คดี มูลค่าความเสียหาย 7.5 แสนบาท
    3.สมุทรปราการ มีการแจ้งความไว้ 21 คดี มูลค่าความเสียหาย 7.7 ล้านบาท

    แต่หากวิเคราะห์ตามเพศและอายุของผู้เสียหายที่มักจะถูกหลอกในรอบสัปดาห์นี้ ก็ยังคงพบว่าผู้หญิงตกเป็นเหยื่อมากกว่าผู้ชาย และยังคงเป็นกลุ่มอายุ 21-30 ปี ที่ยังคงเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดที่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพอย่างต่อเนื่องมาหลายเดือนติดต่อกัน

    เมื่อจำแนกตามประเภทคดียังพบอีกว่า กลุ่มอายุ 21-30 ปี ยังครองสถิติจำนวนผู้เสียหายสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่

    อันดับ 1 คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ โดยเฉพาะ

    อันดับ 2 คดีหลอกลวงโดยการแอบอ้างบุคคลอื่น

    และอันดับที่ 3 คดีหลอกลวงด้านการจ้างงาน ที่มีจำนวนทิ้งห่างจากช่วงอายุอื่นๆอย่างเห็นได้ชัด

    ทั้งนี้ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) จึงขอเตือนภัยประชาชน ให้ระมัดระวังมิจฉาชีพในรูปแบบการหลอกลวงด้านการซื้อขายสินค้าและบริการต่างๆ ซึ่งมิจฉาชีพมักใช้ 3 กลโกง หลักๆ ดังนี้

    1. โอนเงินแล้วบล็อก: มิจฉาชีพจะสร้างเพจปลอมโพสต์ขายสินค้าทั่วไปหรือที่พักในราคาที่ถูกกว่าปกติ เพื่อดึงดูดความสนใจ แต่เมื่อผู้ซื้อหลงเชื่อโอนเงินชำระค่าสินค้าหรือค่ามัดจำเสร็จสิ้น มิจฉาชีพจะบล็อกช่องทางการติดต่อทันที

    2. หลอกขายตั๋วคอนเสิร์ต: มิจฉาชีพจะแฝงตัวเข้ามาในแพลตฟอร์มออนไลน์ (โดยเฉพาะแฮชแท็กซื้อขายในแอปพลิเคชัน X) จากนั้นจะนำภาพ E-Ticket ของจริงมาตัดต่อดัดแปลง เปลี่ยนชื่อผู้ซื้อและเลขที่นั่งเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และนำมามาโพสต์ส่งต่อ พร้อมใช้ข้ออ้างยอดฮิต เช่น “ติดธุระไปไม่ได้” หรือ “เพื่อนฝากขาย” เพื่อเร่งรัดให้เหยื่อรีบโอนเงิน

    3. หลอกซื้อของพ่วงทำภารกิจ: มิจฉาชีพจะโพสต์ขายสินค้าในราคาถูกเพื่อล่อลวงเหยื่อ แต่เมื่อเหยื่อสนใจติดต่อซื้อขาย มิจฉาชีพจะดึงเข้ากลุ่มไลน์ โดยอ้างเงื่อนไขว่า “ต้องทำกิจกรรม” หรือ “ทำภารกิจ” เพื่อรับสิทธิ์ จากนั้นจะหลอกให้เหยื่อโอนเงินสำรองล่วงหน้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยอ้างว่าจะได้เงินคืนพร้อมค่าคอมมิชชัน

    ดังนั้น ก่อนทำการโอนเงินทุกครั้ง ขอให้ตรวจสอบประวัติผู้ขายและรีวิวให้รอบคอบ หลีกเลี่ยงการซื้อสินค้าหรือบริการในราคาถูกผิดปกติ และควรเลือกซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์ม E-commerce ที่มีระบบกระเป๋าเงินกลางคุ้มครองผู้บริโภค แทนการทักแชตส่วนตัวเพื่อโอนเงินเข้าบัญชีบุคคลโดยตรง

    สำหรับการซื้อตั๋วคอนเสิร์ตหรือบัตรงานต่างๆ ควรซื้อจากผู้จัดงานโดยตรง หรือหากจำเป็นต้องซื้อต่อ ควรตรวจสอบเอกสารยืนยันตัวตนของผู้ขายและนัดรับสินค้าในที่ปลอดภัย

    นอกจากนี้พึงระลึกไว้เสมอว่า การซื้อของที่ต้องมีการดึงเข้ากลุ่มไลน์และให้โอนเงินล่วงหน้าเพื่อทำภารกิจ ล้วนเป็นกลโกงของมิจฉาชีพ และหากพบเบาะแสหรือได้รับความเสียหาย สามารถแจ้งความออนไลน์ได้ที่ www.thaipoliceonline.go.th หรือสายด่วน AOC 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

    ขณะเดียวกัน มีรายงานผลการเฝ้าระวังพื้นที่ชายแดนในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ดังนี้

    – จับกุมคนไทยลักลอบข้ามแดนไทย – กัมพูชา เป็นชาย 5 ราย และหญิง 4 ราย ในพื้นที่ จ.สระแก้ว รวมทั้งหมด 9 ราย หลังพบเดินทางไปทำเว็บพนันออนไลน์

    – ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.คลองน้ำใส จังหวัดสระแก้ว จับกุมชาวจีน 3 ราย บริเวณเขตแดนคลองน้ำใส

    ผู้ต้องหาชาวจีนให้การยอมรับว่า ถูกชักชวนจากเพื่อนชาวจีนชื่อ “จินจู” ผ่านแอปพลิเคชัน “เทเลแกรม” ให้มาทำงานที่กัมพูชา แต่ไม่ได้บอกว่าให้ทำงานอะไร เมื่อวันที่ 8 ก.ย.69 จึงเดินทางออกจากประเทศจีน มาถึงประเทศเวียดนามในวันที่ 9 ก.ย.69 และเดินทางต่อเข้าประเทศกัมพูชาในวันรุ่งขึ้น (10 ก.ย.) โดยพักอยู่ห้องเช่าตึกแถวสูง 3 ชั้นตั้งอยู่ที่สีหนุวิว 8 วัน แต่ยังไม่ได้ทำงาน

    จนกระทั่งวันที่ 18 ก.ย.69 เวลา 22.00 น. มีรถยนต์มารับจากที่พักไปส่งที่ชายแดนหมู่บ้านไซเอริท ต.โอจโรว อ.มาลัย จ.บันเตียเมียนเจย และเดินทางเข้ามาที่คลองกั้นเขตแดนคลองน้ำใส เพื่อรอผู้ต้องหาชาวไทยมารับ จะไปส่งที่กรุงเทพฯ เพื่อเดินทางผ่านไป สปป.ลาว

    เบื้องต้น แจ้งข้อหาคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาตแก่ผู้ต้องหาชาวจีน ก่อนจะนำตัวทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สภ.คลองน้ำใส จ.สระแก้ว เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

    – ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย ส.ทล.2 กก.3 บก.ทล. จับกุมคนไทย 2 ราย และ ชาวจีน 2 ราย บริเวณสถานีบริการน้ำมัน ทล.3245 กม.63 หลังผู้ต้องหาชาวไทย รับว่าจ้างให้นำพาชาวจีนหลบหนีเข้าเมือง โดยแบ่งหน้าที่เป็น 2 คัน คันแรกเป็นรถนำทาง และคันที่สองเป็นรถขนชาวจีน

    ผู้ต้องหาขับรถขนชาวจีน ให้การว่า รับจ้างไปรับชาวจีนที่ ริม ทล.317 ต.มะขาม อ.มะขาม จ.จันทบุรี เพื่อไปส่งที่กรุงเทพฯ โดยได้รับค่าจ้างคนละ 2,000 บาท รวมเป็น 4,000 บาท ส่วนผู้ต้องหาที่นั่งมากับรถนำทาง ทำหน้าที่แจ้งจุดนัดหมายและประสานเส้นทาง ติดต่อทางแอปพลิเคชันไลน์ ตลอดทาง และจะได้รับค่าจ้าง 2,500 บาท แต่คนขับรถนำทางหลบหนีการจับกุมขณะแวะเข้าห้องน้ำที่ปั๊มน้ำมันที่ถูกจับกุม

    ด้านผู้ต้องหาชาวจีนให้การยอมรับว่า ลักลอบเข้าเมืองทางช่องทางธรรมชาติใกล้ด่านบ้านแหลม ต.เทพนิมิต อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี

    เบื้องต้น แจ้งข้อหาซ่อนเร้น และช่วยเหลือคนต่างด้าวให้พ้นการจับกุมแก่ผู้ต้องหาชาวไทย และแจ้งข้อหาคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาตแก่ผู้ต้องหาชาวจีน ก่อนจะนำตัวทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ่อทอง จ.ชลบุรี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป และขยายผลติดตามจับกุมผู้ต้องหาชาวไทยที่หลบหนีอีก 1 ราย

    – ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย ชป.3 กก.6 บก.ปคม. จับกุมคนไทย 1 ราย และ ชาวจีน 5 ราย บริเวณ ถนนบ้านนาเกตุ-บ้านคลองช้าง ม.7 ต.นาเกตุ อ.โคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี หลังผู้ต้องหาชาวไทย รับว่าจ้างให้นำพาชาวจีนหลบหนีเข้าเมือง ค่าจ้างคนละ 1,000 บาท รวมเป็น 5,000 บาท

    ผู้ต้องหาชาวไทยจะต้องขับรถพาชาวจีนจาก อ.นาหม่อม จ.สงขลา ไปส่งที่คิวรถตู้ยะลา-นราธิวาส อ.เมือง จ.ยะลา กระทั่งมาถูกสกัดจับไว้ได้

    ด้านผู้ต้องหาชาวจีนให้การยอมรับว่า เดินทางออกจากประเทศจีนไปยังประเทศกัมพูชาโดยนั่งรถยนต์ผ่านช่องทางธรรมชาติและพักคอยก่อนเดินทางต่อข้ามชายแดนเข้าไทย แล้วไปรวมตัวกันอยู่ที่กรุงเทพฯ 1 คืน จากนั้น โดยสารด้วยรถตู้สาธารณะเดินทางลงใต้ ซึ่งมีเป้าหมายจะเดินทางปำงานที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยมีญาติที่อยู่ในมาเลเซียเป็นผู้ดำเนการค่าใช้จ่าย

    เบื้องต้น แจ้งข้อหาซ่อนเร้น และช่วยเหลือคนต่างด้าวให้พ้นการจับกุมแก่ผู้ต้องหาชาวไทย และแจ้งข้อหาคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาตแก่ผู้ต้องหาชาวจีน ก่อนจะนำตัวทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สภ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

    ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC)
    ANTI CYBER SCAM CENTER
    ชั้น 7 อาคารศูนย์ฝึกอบรมตรวจคนเข้าเมือง
    สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถนนพระรามที่ 1 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330
    FB TK IG : ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์

    RELATED ARTICLES
    - Advertisment -

    Most Popular

    Recent Comments