ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ผนึกกำลังตำรวจญี่ปุ่น รวบยากูซ่า บอสใหญ่แก๊งคอลเซ็นเตอร์คาสุวรรณภูมิ พบหลอกเหยื่อ 40 คดี กวาดเงินไปกว่า 200 ล้านบาท
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร.
มอบหมายให้ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ท. ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม., พล.ต.ต.ธีรชาติ ธีรชาติธำรง ผบก.ปพ., พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล ผบก.สส.สตม., ว่าที่ พ.ต.อ.นพรัตน์ จงเชิดตระกูล ผกก.4 บก.สส.สตม., พ.ต.อ.นพรัตน์ คำมาก ผกก.สายตรวจ บก.ปพ.
สั่งการให้ ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ (บก.ปพ.) ร่วมกับ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย กองกำกับการสืบสวนสอบสวน (บก.สส.) และตำรวจศูนย์ ACSC
ร่วมกันควบคุมตัวนายทาคาฟุมิ (MR.TAKAFUMI) อายุ 31 ปี สัญชาติญี่ปุ่น เนื่องจากเป็นบุคคลต้องห้ามตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 12(7) คือ “มีพฤติการณ์เป็นที่น่าเชื่อถือว่าเป็นบุคคลที่เป็นภัยต่อสังคมหรือจะก่อเหตุร้ายให้เกิดอันตรายต่อความสงบสุข หรือความปลอดภัยของประชาชน หรือความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หรือบุคคลซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐบาลต่างประเทศออกหมายจับ” (กรณีถูกเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร)จับกุมได้ภายในสนามบินสุวรรรภูมิ ต.หนองปรือ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ
พฤติการณ์ กล่าวคือ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ได้ดำเนินการตามนโยบายสำคัญทางรัฐบาลในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมฉ้อโกงออนไลน์คนร้ายข้ามชาติ
ในระหว่างวันที่ 26-28 พ.ค.69 ศูนย์ ACSC ได้ร่วมกับกระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกา และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจาก 11 ประเทศ จัดปฏิบัติการ 3rd Joint Surge Week สกัดกั้นเครือข่ายมิจฉาชีพออนไลน์ที่ดำเนินการอยู่ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ปฏิบัติการดังกล่าว ทาง ศูนย์ ACSC ได้รับการประสานจากสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ในการติดตามขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติที่สร้างความเสียหายให้ประเทศญี่ปุ่นมหาศาล
จากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจญี่ปุ่นทราบว่า องค์กรยากูซ่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่มีฐานปฏิบัติการในกัมพูชา ภายใต้การสั่งการของ นายทาคาฟุมิฯ
โดยแก๊งนี้ ใช้วิธีหลอกลวงผ่านทางโทรศัพท์ ถึง 3 ชั้น เริ่มจากการใช้เสียงอัตโนมัติโทรศัพท์ทางไกล แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่จากบริษัทโทรคมนาคม NTT แจ้งเตือนว่าสายโทรศัพท์ของเหยื่อกำลังจะถูกตัดสัญญาณ และให้กดหมายเลข 1 หากต้องการติดต่อเจ้าหน้าที่
เมื่อเหยื่อหลงเชื่อกดหมายเลขดังกล่าว ระบบจะโอนสายให้ทีมแนวหน้าหลอกถามข้อมูลส่วนตัวของเหยื่อ จากนั้นจะส่งต่อให้ทีมที่สองและสาม สวมรอยเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและสำนักงานอัยการเขต ข่มขู่ว่าเหยื่อพัวพันกับยากูซ่าและบังคับให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบความบริสุทธิ์
จากการสืบสวนขบวนการดังกล่าวยังมีพฤติการณ์ล่อลวงคนจากญี่ปุ่นด้วยโปรไฟล์รับสมัครงานปลอม ก่อนบังคับจับขึ้นเครื่องบินไปลงที่พนมเปญ เพื่อกักขังและบังคับให้เป็นพนักงานคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเครือข่ายนี้ก่อเหตุมาแล้วไม่ต่ำกว่า 40 คดีในปี 2024 กวาดเงินไปกว่า 1,000 ล้านเยน หรือกว่า 200 ล้านบาทไทย
กระทั่งเย็นวันที่ 7 มิ.ย.69 เจ้าหน้าที่ตำรวจ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ร่วมกับ ศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ได้รับประสานข้อมูล ว่านายทาคาฟุมิฯ ได้ใช้ประเทศไทยเป็นสถานที่ซ่อนตัวเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกดำเนินคดีของประเทศญี่ปุ่น
เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนทำงานแข่งกับเวลา สืบสวนแกะรอยพบว่า นายทาคาฟุมิฯ เตรียมใช้ไทยเป็นทางผ่านเพื่อหลบหนี โดยจองตั๋วสายการบินมุ่งหน้าสู่ไปยังประเทศที่สาม
ทันทีที่ทราบข้อมูลดังกล่าว ชุดจับกุม ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย กก.2 บก.สส.สตม. เข้าพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ วางกำลังแฝงตัวนักท่องเที่ยว กระทั่งพบ นายทาคาฟุมิฯ เข้ามาบริเวณเคาน์เตอร์เช็กอิน นาทีสุดท้ายก่อนเคาน์เตอร์เช็กอินปิด
เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงเข้าแสดงตัว พร้อมแจ้งเพิกถอนสิทธิการพำนักในราชอาณาจักรและเข้าควบคุมตัวนำส่งห้องกัก กก.3 บก.สส.สตม. เพื่อเตรียมผลักดันกลับไปรับโทษตามกฎหมายที่ประเทศญี่ปุ่นต่อไป
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ขอเตือนภัยไปยังพี่น้องประชาชนให้ระมัดระวังประกาศรับสมัครงานผ่านช่องทางออนไลน์ที่อ้างว่าไปทำงานในต่างประเทศ (โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้าน) โดยเสนอเงื่อนไข “รายได้สูง งานสบาย เดินทางฟรี” พฤติการณ์เหล่านี้คือจุดเริ่มต้นของกระบวนการค้ามนุษย์ข้ามชาติ
เมื่อท่านหลงเชื่อและเดินทางไปถึง จะถูกยึดหนังสือเดินทาง ถูกกักขัง ทำร้ายร่างกายและบังคับขู่เข็ญให้ทำงานเป็นพนักงานโทรศัพท์หลอกลวง หากพบโฆษณาชวนเชื่อลักษณะนี้ ขอให้ตรวจสอบกับกรมการจัดหางานกระทรวงแรงงาน ก่อนตัดสินใจทุกครั้ง
หากท่านได้รับสายโทรศัพท์ที่เป็นระบบเสียงอัตโนมัติ หรือบุคคลที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ อัยการ หรือพนักงานบริษัทโทรคมนาคม โดยมีพฤติการณ์ข่มขู่ว่าบัญชีของท่านพัวพันกับอาชญากรรม ยาเสพติด หรือกลุ่มอิทธิพลมืด และบังคับให้ “โอนเงินเพื่อตรวจสอบความบริสุทธิ์” ขอให้ท่านตั้งสติและ “ตัดสายทิ้งทันที” เพราะหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายไทยไม่มีนโยบายโทรศัพท์ไปข่มขู่ หรือให้ประชาชนโอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวเพื่อตรวจสอบในทุกกรณี


























