“เราไม่ใช่เพื่อนกัน”
เป็นหนึ่งในประโยคสำคัญที่ปรากฏอยู่ในภาพยนตร์เรื่อง Dead to Rights หรือ “บันทึก หนานจิง” กำกับโดย เสิ่น อ่าว กลายเป็นประโยคที่โด่งดังในสื่อโซเชียลของจีน
บางคนบอกว่าประโยคนี้สะท้อนถึงความรู้สึกของคนจีนนับล้านคนที่มีต่อญี่ปุ่น
จากเหตุการณ์ที่กองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นบุกยึดเมืองหนานจิง และสังหารทั้งทหารและพลเมืองทั่วไปในปี ค.ศ.1937
เรียกว่าเป็นเหตุการณ์สังหารหมู่ที่โหดเหี้ยมมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ และความเจ็บปวดเหล่านั้นได้ถ่ายทอดในหมู่พลเมืองจีนจากรุ่นสู่รุ่น
โศกนาฏกรรมที่หนานจิง เคยถูกถ่ายทอดออกมาเป็นภาพยนตร์หลายเรื่อง
อาทิ Don’t Cry, Nanking (1995), Nanking City of Life and Death (2009), The Flowers of War (2011) รวมถึงภาพยนตร์สารคดีเรื่อง Nanking (2007)
Dead to Rights เป็นอีกเรื่องที่สร้างจากเหตุการณ์จริงที่ได้รับการบันทึกไว้เกี่ยวกับการสังหารหมู่หนานจิงปี 1937
นำเรื่องราวจากชีวิตจริงของ หลัว จิ้น เด็กฝึกงานวัยรุ่นที่ร้านถ่ายรูปหัวตง ตั้งอยู่ในเมืองหนานจิง
เด็กหนุ่มแอบล้างรูปและซ่อนภาพถ่ายความโหดร้ายที่กองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นก่อขึ้น ซึ่งภาพถ่ายสำคัญเหล่านี้ถูกค้นพบในภายหลังและใช้เป็นหลักฐานสำคัญในการพิจารณาคดีอาชญากรรมสงครามหนานจิงในปี ค.ศ.1946
https://www.youtube.com/watch?v=ZqfdFZiil8Q
ฉากส่วนหนังส่วนใหญ่ได้จำลองภาพในอดีตที่ผู้คนต่างดิ้นรนหนีตายจ้าละหวั่น หนีไม่ได้ก็ต้องยอมจำนนต่อการกดขี่ข่มเหงนานา
สิ่งที่เกิดขึ้นทุกวี่วันก็คือชาวจีนถูกทหารญี่ปุ่นคร่าชีวิตเหมือนผักปลา ทั้งผู้ชาย สตรี เด็ก คนชรา หรือแม้แต่เด็กเล็กก็ไม่เว้น ผู้หญิงสาวก็ถูกนำไปเป็นเครื่องบำบัดความใคร่ ถูกข่มขืนกระทำชำเราไม่เหลือชิ้นดี
ฝ่ายทหารญี่ปุ่นก็ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความเมตตาปรานีต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน แม้ร่างของผู้วายชนม์ก็ยังถูกย่ำยีอย่างไร้เกียรติ
เรียกว่าเป็นหนังเกี่ยวกับสงครามจีน-ญี่ปุ่น ที่ให้ภาพของทหารญี่ปุ่นเลวร้ายแบบดำสนิท
Dead to Rights เดินเรื่องผ่านตัวละครกลุ่มหนึ่ง หลัก ๆ ก็คือบุรุษไปรษณีย์หนุ่มชาวจีน ที่พยายามเอาชีวิตรอดโดยปลอมตัวเป็นช่างล้างรูปภาพ และจับพลัดจับผลู กลายมาเป็นคนล้างรูปให้กับนายทหารช่างภาพของกองทัพญี่ปุ่น
ขณะที่อีกคนคือล่ามหนุ่มชาวจีน ที่ยอมก้มหัวรับใช้ทหารญี่ปุ่นอย่างอดทน เพื่อให้ครอบครัวและเมียน้อยได้ใบผ่านทางออกจากเมืองที่กำลังล่มสลายแห่งนี้
เรื่องราวขมวดตัวละคร บุรุษไปรษณีย์หนุ่มน้อย ล่ามหนุ่มใหญ่ ทหารช่างภาพญี่ปุ่น มาที่ร้านถ่ายรูปมุมถนนแห่งหนึ่ง ที่ทุกคนต่างคิดว่าเจ้าของร้านอพยพหนีไปหรือไม่ก็คงไม่รอดชีวิตในไฟสงคราม
ทว่าเรื่องกลับตาลปัตรเมื่อบุรุษไปรษณีย์หนุ่มดันเห็นเจ้าของร้านและครอบครัวของเขาคือภรรยา ลูกสาว ทารกชาย ซ่อนตัวอยู่ในห้องใต้ดินอย่างเงียบเชียบ ด้วยหวังว่าเมื่อสงครามจบลงก็จะได้ออกมาใช้ชีวิตปกติเหมือนที่ผ่านมา
และก็เป็นเรื่องที่ผู้ชมคนดูมักจะเคยคุ้นกับหนังแนวนี้ ว่าระหว่างที่เรื่องราวดำเนินไปพร้อมกับฉากการห้ำหั่นชีวิตผู้คนอย่างเหี้ยมโหด ก็จะพาให้จิตตก รู้สึกดำดิ่ง เกิดความหดหู่ไปกับชะตากรรมของตัวละคร ที่เปรียบเสมือนเป็นตัวแทนของเหยื่อสังหารในอดีต
ขณะเดียวกันนั้น ผู้ชมก็จะเผชิญกับความลุ้นระทึกว่าตัวละครที่หลงเหลือและพยายามอย่างยิ่งที่จะรักษาชีวิตตนเองและคนที่พวกเขารักอย่างสุดหัวใจ จะมีชะตากรรมเช่นไร?
อย่างไรก็ตาม ในบทสรุปท้ายเรื่องก็ช่วยปลดเปลื้องความรู้สึกหนักอึ้งและแค้นเคืองในความโชคร้ายที่ผู้บริสุทธิ์นับหมื่นนับแสนคนได้รับจากความโหดดิบเถื่อนผิดมนุษย์มนาของทหารญี่ปุ่นหน่วย 731
ความฉาวโฉ่นี้ถูกบันทึกภาพไว้มากมาย สาเหตุที่ทหารญี่ปุ่นต้องถ่ายภาพการทรมาน การฆาตกรรมสารพัดในหนานจิง ก็เพื่อจุดประสงค์ในการโฆษณาชวนเชื่อให้กับกองทัพ

ทว่าภาพเหล่านี้ดันกลายเป็นหลักฐานเกี่ยวกับอาชญากรรมสงครามของญี่ปุ่น ได้ถูกลักลอบออกมาเปิดโปงให้ชาวโลกได้เห็นความชั่วร้ายคนที่ทำผิดก็ได้ถูกตัดสินลงโทษอย่างสาแกใจ
ต้องบอกว่า Dead to Rights เป็นภาพยนตร์ที่มอบความใจร้ายด้วยฉากที่คาดไม่ถึง ทำสั่นสะเทือนใจและอารมณ์อย่างที่สุด โบยตีตัวละครรวมถึงคนดูจนรวดร้าว
แต่ความใจดีก็ยังพอมี แม้จะไม่เทียบเท่ากับฉากที่ทุกข์ระทมที่ประโคมใส่มาตลอดทั้งเรื่อง
โดยรวมแล้วนี่เป็นงานที่บอกเล่าเรื่องราวของการสังหารหมู่ที่หนานจิงได้อย่างทรงพลัง และฟื้นคืนความทรงจำถึงบรรดาวีรบุรุษผู้ไม่ปรากฏนามอีกนับไม่ถ้วน.
Blue Bird10/1/69


























