ลองนึกถึงสิ่งที่มนุษย์ทำได้ยาก แต่มีเครื่องไม้เครื่องมือมาช่วยหรือทำแทนได้
อย่าง กล้องวงจรปิดที่ทำให้เห็นภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ในหลายสถานที่ มีซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่วิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาลได้อย่างแม่นยำ
มี “ปัญญาประดิษฐ์” หรือ “เอไอ” (Artificial intelligence – AI) ที่เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ซึ่งทำงานได้เหมือนมนุษย์ เป็นใครก็ต้องคิดว่าดีไม่น้อย
ต้องบอกว่าเรื่อง เอไอ กำลังเป็นประเด็นร้อนของโลกอยู่ในตอนนี้เพราะการมาของเทคโนโลยีนี้กระทบต่อการงาน เศรษฐกิจ, ความจริง, อำนาจ รวมไปถึงเสรีภาพของมนุษย์
นำมาซึ่งคำถามที่ยากจะหาคำตอบว่า เอไอฉลาดเกินกว่าที่จะควบคุม หรือแท้จริงแล้วมนุษย์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เหล่านี้อย่างไม่รับผิดชอบ
ที่น่าสนใจและถูกถกเถียงอย่างกว้างขวางก็คือ การนำเอไอมาใช้ในกระบวนการยุติธรรม
ว่ากันตามตรงก็มีประโยชน์ไม่น้อย เช่น ช่วยคัดกรองเบาะแสให้ตำรวจได้รวดเร็วขึ้น ในการปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์, การฟอกเงิน, การค้ามนุษย์ เป็นต้น
แต่ด้านที่เป็นข้อกังวลก็มี ก็จะไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของคุณค่า ความยุติธรรม มนุษยธรรม
หลายเสียงบอกว่าสิ่งที่ยังไม่สมควรให้เอไอทำก็คือ การชี้ชะตาว่าใคร ถูก-ผิด โดยไม่มีมนุษย์กำกับดูแล
เอไอไม่ควรเป็นผู้ตัดสิน แต่ควรเป็นเครื่องมือสนับสนุนการตัดสินของมนุษย์มากกว่า
ทว่าสิ่งที่มนุษย์เราคิดว่ายังไม่สมควรเหล่านี้ กลับได้ปรากฏในภาพยนตร์หลายเรื่อง
แถมบางอย่างก็ไปไกลกว่าจินตนาการ เช่น การคาดการณ์ว่าใครอาจก่ออาชญากรรม
ภาพยนตร์ที่มีเรื่องราวเกี่ยวข้องกับตำรวจหรือหน่วยงานใช้เทคโนโลยีล้ำยุคเพื่อจัดการอาชญากรรม ก็มีอยู่หลายเรื่อง เช่น
Minority Report (2002) ตำรวจใช้เทคโนโลยี pre-crime เพื่อทำนายล่วงหน้าเพื่อจับผู้ร้าย,
Chappie (2015) ตำรวจก็ใช้หุ่นยนต์เอไอปราบปรามอาชญากรรม หรือ The Artifice Girl (2022) เป็นเรื่องการสร้างเอไอมาจับผู้ร้ายทางออนไลน์
ล่าสุด “MERCY – 90 นาทีสั่งตาย” งานกำกับของ ทิมอร์ เบคมัมเบทอฟ ผู้กำกับชาวรัสเซีย-คาซัคสถาน ก็อยู่ในเส้นทางเดียวกันกับบรรดาหนังที่กล่าวถึงข้างต้น
เรื่องนี้เป็นงานกำกับล่าสุดของเขาในรอบ 10 ปี หลังจาก Ben-Hur ที่ออกฉายในปี 2006
MERCY บอกเล่าชะตากรรมสุดระทึกของ คริส เรเว่น รับบทโดย คริส แพรตต์
ตำรวจลอสแอนเจลิส ที่ตกเป็นจำเลยในคดีฆาตกรรม นิโคล รับบทโดย แอนนาเบลล์ วอลลิส ภรรยาของตนเอง
https://www.youtube.com/watch?v=26Uy_5IcG-k&t=2s
ในฉากต้นเรื่องผู้ชมได้รับรู้ว่าโปลิศหนุ่มตื่นขึ้นมาอย่างงงงวยในห้องว่างเปล่า ร่างกายถูกล็อกตรึงบนเก้าอี้
เบื้องหน้ามีจอขนาดใหญ่ปรากฏใบหน้าของผู้พิพากษา แมดด็อกซ์รับบทโดย รีเบคกา เฟอร์กูสัน ซึ่งเป็นเอไอ ที่ร่ายยาวถึงความผิดของชายหนุ่ม พร้อมแจ้งว่ามีโอกาส 97.5 เปอร์เซ็นต์ที่เขาจะเป็นฆาตกร

แต่ช้าก่อน…ความยุติธรรมยังมีให้
คริส ต้องหาข้อมูลมาหักล้างข้อกล่าวหา พร้อมกันนั้นท่านเปาสาวยังบอกเงื่อนไขว่า เขาต้องลดเปอร์เซ็นต์ความผิดให้ต่ำกว่า 92 มิฉะนั้น ก็จะจบเห่ด้วยการถูกประหารชีวิตทันที
ตำรวจหนุ่มที่ถึงคราวซวย พยายามพิสูจน์ให้ได้ว่าตนเองเป็นผู้บริสุทธิ์ ต้องงัดเอาทักษะการสืบสวนสอบสวนออกมาใช้ภายใน 90 นาที
เมื่อเริ่มคลี่คลายคดีก็พบปริศนาหลายอย่างจากภาพในกล้องวงจรปิดหลายตัว
เขาโทร.ติดต่อทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ก่อนหน้าการเสียชีวิตของภรรยา, เรียบเรียงทุกอย่างเหมือนการต่อจิ๊กซอว์ ค่อย ๆ จำกัดวงของความเป็นได้ที่จะระบุตัวฆาตกรตัวจริง
ในช่วงของการไขคดีที่จำเลยถูกจองจำอยู่บนเก้าอี้ ไม่สามารถออกไปค้นหาเบาะแสข้างนอกได้ ก็ทำให้ลุ้นระทึกไม่ต่างจากการที่ตัวละครออกไปไล่ล่าหาความจริงในหนังเรื่องอื่น ๆ
ขณะเดียวกันหนังก็เย้ยหยันถึงความเชื่อมั่นของมนุษย์ที่มีต่อเอไอ
คริส เป็นคนหนึ่งที่สนับสนุนการใช้ระบบ MERCY อันเป็นกระบวนการนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษโดยขับเคลื่อนด้วยเอไอ ทำหน้าที่เป็นทั้งผู้พิพากษา คณะลูกขุน และมีอำนาจตัดสินประหารชีวิตนักโทษ
ระบบอัจฉริยะนี้จะลดทอนขั้นตอนหลายอย่างในกระบวนการทางกฎหมาย ไม่ต้องขอหมายจับ
แต่ให้ทั้งผู้พิพากษาที่เป็นเอไอและจำเลยเข้าถึงบันทึกทางโทรศัพท์ กล้องจราจร ฐานข้อมูลตำรวจ รวมถึงหลักฐานอื่น ๆ ในระบบคลาวด์ได้เหมือนปอกกล้วยเข้าปาก

ฝ่ายจำเลยสามารถร้องขอต่อผู้พิพากษาเอไอ เพื่อนำมาแก้ต่างโดยไม่ต้องมีทนายความช่วยเหลือ
แต่การพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองต้องทำให้เคลียร์ภายใน 90 นาที ถ้าเกินเส้นตายนี้ก็ม้วยมรณาไปได้เลย
เรียกว่า MERCY ปิดฉากแบบไม่ต้องมีอะไรค้างคาในเรื่องของการคลี่คลายคดีฆาตกรรม
แต่กลับเปิดปลายให้ตั้งคำถามเกี่ยวกับ “ความจริง” และ “ความยุติธรรม” ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์กำลังถูกนำมารับใช้มนุษย์ในแทบจะทุกด้าน ในโลกของความเป็นจริง!
Blue Bird 25/1/69


























