การปรากฏตัวของ “ไดโนเสาร์” บนจอภาพยนตร์อาจไม่ใช่เรื่องน่าตื่นตาตื่นใจอีกต่อไป นับตั้งแต่โลกได้รู้จักกับแฟรนไชส์ระดับตำนานอย่าง Jurassic Park หรือ King Kong
ทว่าเมื่อ The End of Oak Street งานกำกับของ เดวิด โรเบิร์ต มิตเชลล์ ที่รับหน้าที่เขียนบท และผู้อำนวยการสร้างได้เปิดเผยภาพบนโปสเตอร์ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้มี “ไดโนเสาร์”
มันจึงกลายเป็นความท้าทายชวนติดตามว่า สัตว์ยุคดึกดำบรรพ์เหล่านี้จะถูกถ่ายทอดออกมาในทิศทางใด และจะก้าวข้ามกรอบเดิม ๆ ที่เคยมีมาได้หรือไม่
เมื่อเห็นชื่อของ เจ.เจ. แอบรัมส์ นั่งแท่นเป็นหนึ่งในทีมผู้อำนวยการสร้าง ก็พอจะคาดเดาได้ว่า The End of Oak Street น่าจะได้กลิ่นอายและแรงบันดาลใจมาจากผลงานของ สตีเวน สปีลเบิร์ก พ่อมดแห่งฮอลลีวูด ผู้สร้างสรรค์ผลงานขึ้นหิ้งอย่าง Jaws (1975), Close Encounters of the Third Kind (1977), E.T. the Extra-Terrestrial (1982) รวมไปถึง Jurassic Park (1993) และ The Lost World : Jurassic Park (1997)
ด้วยความที่ แอบรัมส์ เป็นแฟนตัวยงของ สปีลเบิร์ก เห็นอย่างชัดเจนใน Super 8 (2011)งานกำกับของ แอบรัมส์ ที่โชว์ให้เห็นถึงการรับอิทธิพลจากผลงานยุคเก่าของ สปีลเบิร์ก มาแบบเต็มสูบ
เป็นไปตามคาด The End of Oak Street เปรียบเสมือนการหยิบเอาเรื่องของสัตว์โลกล้านปีใน Jurassic Park มาผสมผสานเข้ากับเรื่องสิ่งลึกลับจากต่างดาวสไตล์ Close Encounters of the Third Kind
https://youtu.be/0mVH6PMn2sw
ตัวหนังเต็มไปด้วยความอึกทึกครึกโครม ชวนสยดสยอง แต่ขณะเดียวกันก็ดำเนินเรื่องควบคู่ไปกับดราม่าครอบครัว “แพลตต์” ซึ่งเผชิญมรสุมในความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยา คือ เกร็ก แพลตต์ (ยวน แม็คเกรเกอร์) และ เดนิส แพลตต์ (แอนน์ แฮททาเวย์) ทั้งคู่มีลูกสาวและลูกชายวัยรุ่นคือ ออเดรย์ (เมซี่ สเตลลา) และ ไบรอัน (คริสเตียน คอนเวรี่)
หนังเปิดฉากด้วยบรรยากาศแสนอบอุ่นตามสไตล์อเมริกันชนปี 1982 ในงานปาร์ตี้บนถนนโอ๊ค ย่านชานเมืองอันเงียบสงบ บ้านเรือนเปิดโล่งไร้รั้วกั้น
แล้วหนังก็เผยอย่างรวดเร็วว่า ภายใต้รอยยิ้มและฉากหน้าอันแสนสุข ครอบครัวแพลตต์กำลังร้าวฉานอย่างหนัก ทั้ง เกร็ก และ เดนิส ต่างมีความลับต่อกัน การปะทะอารมณ์เกิดขึ้นบ่อยครั้งจนลูกๆ ปักใจเชื่อว่ารอยร้าวนี้คงจบลงที่การหย่าร้างในไม่ช้า

แต่แล้วจุดเปลี่ยนชีวิตของคนทั้งชุมชนก็มาถึง เมื่อปรากฏแสงสว่างวาบปริศนาขึ้นในยามค่ำคืน นำไปสู่เหตุการณ์ไม่ชอบมาพากลหลายอย่าง
จนกระทั่งทุกคนได้พบคำตอบอันน่าตกตะลึงว่า ไดโนเสาร์นานาชนิด ทั้งพวกกินเนื้อ กินพืช รวมถึงสัตว์เลื้อยคลานยุคโบราณทั้งที่มีปีกและไม่มีปีก ได้มาปรากฏตัวอยู่ในพื้นที่
ความโกลาหลขั้นสุดจึงบังเกิดขึ้นเมื่อเหล่าสัตว์ดุร้ายออกไล่ล่ามนุษย์และสัตว์เลี้ยงเพื่อเป็นอาหาร โดยไม่มีใครหาคำตอบได้ว่ามหันตภัยครั้งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
แน่นอนว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความตาย เกร็ก และ เดนิส ต่างทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องลูก ๆ และวิกฤตการณ์ครั้งนี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ทั้งคู่ได้หันกลับมาปรับความเข้าใจกัน
สถานการณ์อันเลวร้ายกลับช่วยเผยให้เห็นว่า รอยแตกร้าวไม่สามารถทำลายรากฐานความรักอันมั่นคงลงได้ สายสัมพันธ์ของครอบครัวหวนคืนกลับมาปรองดองอีกครั้งเมื่อมีภัยคุกคามจากภายนอก พร้อมกันนั้นพวกเขายังยื่นมือเข้าช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากคนอื่นอย่างกล้าหาญ

แม้จะมีไดโนเสาร์วิ่งวุ่นอยู่ทั้งเรื่อง แต่ The End of Oak Streetกลับไม่ได้ให้รสชาติเหมือน Jurassic Park เสียทีเดียว ฉากการเอาชีวิตรอดจากสัตว์ร้ายยังคงทำงานได้อย่างทรงพลัง สร้างความลุ้นระทึกและตื่นเต้นได้ดี ขณะที่ฉากฉีกเนื้อเกลื่อนกลาดก็โชว์ความดิบโหดในระดับที่หนักหน่วงยิ่งกว่า Jurassic Park
นอกจากนี้ หนังยังเจือด้วยความตลกขบขันในสถานการณ์ที่ดูไม่น่าเป็นไปได้ มีความไม่สมเหตุสมผลแทรกอยู่เป็นระยะ แต่กลับถูกชดเชยด้วยงานภาพรวมถึงการใช้เทคนิคการถ่ายทำที่แปลกตา และภาพก็ถูกรังสรรค์ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมทีเดียว
สรุปได้ว่า The End of Oak Street คือผลงานที่มีความแปลกประหลาดในตัวเอง ทว่าวัตถุดิบอันหลากหลายเหล่านั้นกลับถูกนำมารวมกันได้อย่างลงตัวและมอบความบันเทิงได้อย่างน่าอัศจรรย์
Blue Bird15/8/69


























