ผบช.ก.แถลงตำรวจกองปราบ เปิดปฏิบัติการ “Undersea Storm” ดับแก๊งมาเฟียอันดามัน “ลวง อุ้ม ปล้น”
วันที่23 เม.ย.69 ที่ บช.ก. พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป., พ.ต.อ.ปทักข์ ขวัญนา รอง ผบก.ป.,พ.ต.อ.ธนวัฒน์ หิ้นยกฮิ่น ผกก.5 บก.ป. พ.ต.อ.อนุสรณ์ ทองไสย รรท.ผกก.6 บก.ป. และ พ.ต.อ.ภัทรพล ปัทมวงศ์ ผกก.สนับสนุน บก.ป.
ร่วมกันแถลงข่าวดับแก๊งมาเฟียอันดามัน “ลวง อุ้ม ปล้น” จับกุม น.ส.พนิดา อายุ 55 ปี น.ส.พนิดา อายุ 55 ปี,น.ส.นาตยา อายุ 52 ปี นายปฐมพงษ์ อายุ 59 ปี นายเจษฎากร อายุ 58 ปี ,น.ส.อัจจิมา อายุ 33 ปี นายสุนทร อายุ 56 ปี,น.ส.ซาฮ่าร่า อายุ 27 ปี,นางรัชนี อายุ 46 ปี
ข้อหาร่วมกันปล้นทรัพย์, ร่วมกันชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กาย หรือจิตใจ, ร่วมกันพยายามหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น ยึดของกลางรถกระบะ 3 ค้น รถเก๋ง 1 คัน ตรวจค้นจับกุมได้ที่ จ.กระบี่ ตรัง นครศรีธรรมราช และกาญจนบุรี
พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ มี น.ส.ดาว ผู้เสียหาย แจ้งความ สภ.อ่าวลึก ภ.จว.กระบี่ ให้ดำเนินคดีกับ น.ส.นาตยา กับพวก ร่วมกันทำร้ายร่างกายและเอาทรัพย์สิน ของผู้เสียหายไปจากภายในปั๊มน้ำมัน ปตท.นาเหนือ อ.อ่าวลึก จ.กระบี่ เมื่อช่วงค่ำวันที่ 12 ม.ค. 2569
ต่อมาวันที่ 30 ม.ค.2569 ผู้เสียหาย เข้าร้องขอความช่วยเหลือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ป. เนื่องจากเกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม และหวาดกลัวว่าจะได้รับอันตรายจากกลุ่มผู้ก่อเหตุ แม้ในที่เกิดเหตุจะมีกล้องวงจรปิดบันทึกภาพไว้ได้อย่างชัดเจนก็ตาม แต่คดีกลับไม่คืบหน้า
หลังรับเรื่องชุดสืบสวน กก.5 บก.ป. ลงพื้นที่ตรวจสอบพบเป็นเรื่องจริง จากนั้นได้รวบรวมพยานหลักฐานจนพบว่ากลุ่มผู้ต้องหามีการวางแผนล่วงหน้า แบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน มีผู้ติดต่อหลอกลวง ผู้รับเงิน ผู้ควบคุมรถ และผู้ใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีการนัดหมายสถานที่ เวลา และเตรียมยานพาหนะไว้ล่วงหน้า
มูลเหตุคดีนี้เชื่อว่าเป็นผลมาจากความความขัดแย้งส่วนตัวระหว่าง น.ส.พนิดา กับนายวิเศษ สามีของผู้เสียหาย เนื่องจากเคยอยู่กินฉันสามีภรรยามาก่อน
ต่อมาปลายปี พ.ศ.2567 น.ส.พนิดา ถูกจำคุกคดียักยอกทรัพย์ ที่เรือนจำจังหวัดภูเก็ต หลังพ้นโทษได้พยายามเรียกร้องเงินจากสามีผู้เสียหาย 500,000 บาท เพื่อแลกกับการไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกัน แต่นายวิเศษ ไม่ยอม
เชื่อว่า น.ส.พนิดา เกิดความโกรธแค้น ก่อนร่วมกันวางแผนก่อเหตุ โดยใช้วิธี “เสนอขายรถยนต์เป็นข้ออ้าง” ล่อลวงให้นายวิเศษกับน.ส.ดาว สองสามีภรรยา เดินทางไปยังสถานที่นัดหมาย เพื่อกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งอันอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินของบุคคลดังกล่าว เมื่อถึงวันเกิดเหตุปรากฏว่ามีเพียง น.ส.ดาว ผู้เสียหาย ซึ่งมีอาชีพเสริมรับซื้อรถยนต์มือสอง ไปดูรถและทำการซื้อขายเพียงลำพัง
เมื่อผู้เสียหายมาถึงปั๊มน้ำมันที่เกิดเหตุ พบกลุ่มผู้ต้องหาร่วมกันแสดงบทบาทแตกต่างกัน
น.ส.นาตยา เป็นผู้เสนอขายรถกระบะ มีนายปรีชา รับการประสานมาจากนานสุนทร ให้ขับรถกระบะมาจอด แต่ยังไม่ยอมให้กุญแจรถให้ เมื่อน.ส.ดาว โอนเงินให้น.ส.นาตยา ไป 110,000 บาท และรับเงินสด 140,000 บาท มาจากผู้เสียหายแล้ว ทั้งคู่ได้รีบออกจากที่เกิดเหตุหลบหนีไป หลังจากนั้นน.ส.นาตยา แบ่งเงินให้ น.ส.พนิดา 69,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 41,000 บาท น.ส.นาตยา เก็บไว้ใช้จ่ายส่วนตัว
ส่วนนายเจษฎากร และนายปฐมพงษ์ มีหน้าที่ขับรถเก๋งมาจอดในจุดเกิดเหตุ รอเวลาจนจ่ายเงินกันเรียบร้อยแล้ว ทั้งคู่อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ร่วมกันใช้กำลังประทุษร้าย ฉุดกระชากผู้เสียหายให้ขึ้นรถ บอกว่าจะพาออกไปจากที่เกิดเหตุ แต่ผู้เสียหายดิ้นรนขัดขืน จนสามารถเอาตัวรอดออกมาได้ โดยนายปฐมพงษ์ และนายเจษฎากร ได้เอากระเป๋าสะพายของผู้เสียหายหลบหนีออกไปจากจุดเกิดเหตุภายในกระเป๋ามีเงินสด 120,000 บาท โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง
น.ส.พนิดา เดินเข้ามายังจุดเกิดเหตุเพื่อจะขับรถยนต์กระบะคันที่นำมาเสนอขายไป แต่ผู้เสียหายวิ่งไล่ติดตาม จนไม่สามารถขับรถออกไปได้ ต่อมาได้ส่งมอบกุญแจรถยนต์ให้ น.ส.อัจจิมา นำออกจากที่เกิดเหตุ และรับโอนเงิน 50,000 บาท ในลักษณะที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับเงินของผู้เสียหาย
ขณะที่ น.ส.อัจจิมา ที่อยู่ด้วยกันกับ น.ส.พนิดา มาตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ มีการประสานงานต่อเนื่องกับ นายสุนทร ส่งข้อมูลบัญชีธนาคารให้ น.ส.นาตยา เพื่อใช้ในรับโอนเงินของผู้เสียหาย คอยอยู่บริเวณที่เกิดเหตุตลอด เมื่อรับกุญแจรถจาก น.ส.พนิดา แล้วรีบขับรถกระบะคันที่เสนอขาย ออกไปจากที่เกิดเหตุทันที
อีกทั้งนายสุนทร ยังมีหน้าที่คอยเป็นผู้ควบคุมการแสดงบทบาทของแต่ละคน อยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุตลอดช่วงเวลาเกิดเหตุ และมีบทบาทผ่าน “การสื่อสารในช่วงวิกฤต” สื่อสารไปยังบุคคลอื่น
นอกจากนี้เมื่อตรวจสอบประวัติคดีพบว่านายปฐมพงษ์ เคยก่อคดีกรรโชกทรัพย์มาแล้ว 2 ครั้ง โดยเมื่อปี 2555 ก่อเหตุกรรโชกทรัพย์ในพื้นที่ สภ.เขาพนม จว.กระบี่ คดีนี้ศาลพิพากษาวันที่ 15 ก.พ.2556 ลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน ต่อมาในปี 2560 ก่อเหตุในพื้นที่ สภ.ฉลอง จว. โดยมีพฤติกรรมแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนภาค 8 นอกเครื่องแบบ จับกุมวัยรุ่นลักลอบดื่มน้ำกระท่อม เรียกเงิน 25,000-30,000 บาทต่อราย เพื่อแลกกับการปล่อยตัวไม่ดำเนินคดี คดีนี้ศาลพิพากษา เมื่อวันที่ 22 พ.ย.2560 ลงโทษจำคุก 7 ปี 6 เดือน พ้นโทษออกมาเมื่อ 30 ส.ค.2564 (จำคุกจริง 3 ปี 9 เดือนเศษ) ตำรวจกองปราบจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานส่งมอบให้พนักงานสอบสวน จนนำไปสู่การออกหมายจับผู้ต้องหา 7 ราย
ต่อมาวันที่ 21 เม.ย.2569 ตำรวจในสังกัด บก.ป. วางแผนเข้าตรวจค้นเป้าหมายจำนวน 7 จุดตรวจค้น ในพื้นที่จังหวัดกระบี่ ตรัง นครศรีธรรมราช และกาญจนบุรี ผลการตรวจค้น จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา 6 ราย ตรวจยึดของกลางดังกล่าว นำส่งพนักงานสอบสวน กก.5 บก.ป. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย
ส่วนผู้ต้องหาที่ยังหลบหนีอีก 1 ราย อยู่ระหว่างสืบสวนติดตามจับกุมมาดำเนินคดี
ในชั้นจับกุมผู้ต้องหาบางรายให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าว บางรายให้การรับข้อเท็จจริงที่สอดคล้องกับพยานหลักฐานซึ่งเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี


























