ที่ผ่านมา เราจะเห็นว่ามีพนักงานสอบสวนจำนวนมากไขก๊อกลาออก หรือย้ายสายงานกันเป็นว่าเล่น บางส่วนก็อยู่ในภาวะหมดไฟ (Burnout Syndrome) หรือความเครียดสะสมจากการทำงานเรื้อรัง จนรู้สึกเหนื่อยล้าทางอารมณ์
เนื่องจากเป็นงานที่มีความกดดันสูงจากรอบด้านทั้งจากเนื้องาน เงื่อนไขเวลา ผู้บังคับบัญชา และประชาชน แต่จะมีสักกี่คนที่อยากก้าวเข้ามาสู่เส้นทางนี้ที่ “คนในอยากออก” จริงไหม ?
กุหลาบโล่เงินวันนี้จะพาไปรู้จักกับ ร.ต.ท.หญิง ฐิตพัฒน์ มัจฉพันธ์ รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองน่าน หรือ “หมวดนุ่น” พนักงานสอบสวนหญิงรุ่นใหม่ไฟแรงที่พร้อมทุ่มเทการใจให้กับงานที่เธอเลือกแล้ว
หมวดนุ่น เป็นสาวงามจากเมืองน่านโดยกำเนิด จบชั้นมัธยมศึกษาจากโรงเรียนสตรีศรีน่าน จากนั้นไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ด้านมนุษยศาสตร์ แต่ยังรู้สึกว่าไม่ใช่จึงยื่นคะแนนสอบใหม่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่ก็ยังไม่ตอบโจทย์เธออยู่ดี
ค้นหาตัวตน…จนเจอสิ่งที่ชอบ
หลังจากนั้นได้ลาออกมาทำงานฟรีแลนซ์ ด้าน MC พิธีกร ถือว่าบอร์นทูบี คือชอบงานแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก เพราะเป็นคนกล้าแสดงออกชอบพูดท่ามกลางสาธารณชน จึงได้สะสมชั่วโมงบินกับงานด้านนี้ ทั้งพิธีกร นักแสดงตัวประกอบ และนางแบบโฆษณาสินค้า
แต่ที่บ้านอยากให้รับราชการตำรวจจึงต้องมาสอบนายสิบสายอำนวยการเมื่อปี 2559 ( กอป.59 ) เรียกกันว่ารุ่นสองแสนเพราะมีคนสมัครเยอะถึงสองแสนกว่าคน ซึ่งเธอก็สอบติดแบบไม่คิดไม่ฝัน
โอกาสดีๆ ที่ได้รับ
หลังจากนั้นก็มาเป็นตำรวจชั้นประทวนอยู่ บช.ก .บรรจุครั้งแรกที่กองการต่างประเทศ และเคยได้รับโอกาสไปอบรม Interview Skills ที่ประเทศมาเลเซีย
เมื่อได้เข้ามาคลุกวงในและรู้จักองค์กรตำรวจมากขึ้นจึงคิดว่าเป็นตำรวจหญิงแบบใดถึงจะได้เติบโต และมองเห็นว่า“สายงานสอบสวน” คือหนทางที่จะพาเธอให้เติบโตได้ไม่แพ้ผู้ชาย ซึ่งก็เห็นว่ามีพนักงานสอบสวนหญิงที่เติบโตไปได้หลายคนแล้ว จึงขอย้ายไปช่วยราชการที่ฝ่ายกฎหมาย บช.ก. และย้ายไป บก.ปทส.
โชคดีที่ผู้บังคับบัญชาเมตตาสนับสนุนให้มีโอกาสเรียนต่อคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยรามคำแหง จนสามารถสอบนายร้อยหลักสูตรการฝึกอบรมผู้มีวุฒิทางด้านนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และรัฐประศาสนศาสตร์ เพื่อบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร หรือ กอต. ในปี 2566

หมวดนุ่นเล่าต่อว่า
ตอนอยู่ บช.ก. ได้ใช้ความรู้ความสามารถในการเป็นพิธีกรอย่างเต็มที่จนได้ไปอยู่ในทีม “โฆษกดาวรุ่ง” แต่พอมาสอบเป็นพนักงานสอบสวนได้แล้วก็ต้องเบนเข็มมาสายงานนี้อย่างที่ตั้งใจไว้โดยไม่ลังเลค่ะ จนถึงตอนนี้ก็เป็นพนักงานสอบสวนมากว่า 2 ปีแล้ว มีคดีมากมายที่ต้องรับผิดชอบ
สำหรับคดีที่ภูมิใจก็คือ คดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ที่เป็นหน้างานหลักที่ต้องรับผิดชอบ คดีลักษณะแชร์ลูกโซ่นี่ก็ท้าทายมากค่ะ ล่าสุดได้ทำสำนวนคดีค้ามนุษย์ ว่ากันว่าเป็นคดีปราบเซียนประเภทหนึ่ง ถึงแม้จะยากสำหรับพนักงานสอบสวนมือใหม่ แต่เธอก็ผ่านมาได้ด้วยดีค่ะ
นอกจากนี้ยังได้เพิ่มพูนทักษะโดยหลักสูตรที่อบรมคือ Victim Centered ที่ FBI มาจัดอบรมให้ ทำให้สนใจเรื่องการสอบสวนโดยมีเหยื่อเป็นศูนย์กลาง และต่อยอดไปอบรมการสอบปากคำเชิงนิติวิทยาศาสตร์ (Forensic Interview) และการดำเนินคดีค้ามนุษย์ Child Protection
งานที่ใช่…กับใจที่รัก
แม้งานตำรวจจะตอบโจทย์เรื่องความมั่นคง แต่ก็ขอบอกตรง ๆว่ายังไม่ทิ้งงานที่รักนะคะ เราทำเป็นอาชีพเสริมเพราะเป็นงานที่รายได้ดีและมีความสุขทุกครั้งที่ทำค่ะ
จะรับงานช่วงวันหยุดยอมเหนื่อยกับงานที่รัก พอได้พักก็หายเหนื่อยแล้วค่ะ เพราะช่วยให้การเงินมีสภาพไม่ต้องไปคิดทุจริตให้เสียอนาคตเรียกว่า “ทำงานราษฎร์ ไม่ให้กระทบงานหลวง”


รางวัลแห่งความภูมิใจ
หมวดนุ่นยังบอกด้วยว่า ตอนมาบรรจุเป็นพนักงานสอบสวนที่ ภ.จว.น่าน ปีแรก ก็ได้รับรางวัลพนักงานสอบสวนดีเด่น ทั้งนี้ต้องขอขอบคุณผู้บังคับบัญชาที่มองเห็นคุณค่าในงานที่เธอทำ แม้ว่าเธอจะอยู่เบื้องหลังการทำคดีแต่เธอก็ได้ใช้ความพยายามเต็มที่ในการทำงานเสมอ เพราะคิดว่าเป็นความท้าทายได้ใช้ปัญญาในการแก้ปัญหา
จากวันนั้นถึงวันนี้
เมื่อตัดสินใจรับราชการตำรวจแล้วก็ขอเป็นพื้นที่ดี ๆ แม้จะเป็นพื้นที่เล็ก ๆ ขององค์กรนี้ก็ตาม เธอคิดว่าหากเรา “ช่วยกันดีทีละจุด” ก็จะทำให้มีพื้นที่ดี ๆ เพิ่มขึ้นในวงการสีกากี …อย่าไปสนใจว่าเราเพียงคนเดียวจะช่วยสร้างภาพลักษณ์ให้องค์กรได้อย่างไร ขอเพียงทำหน้าที่ของตัวเองต่อไปด้วยความซื่อตรง ก็ถือว่าช่วยเพิ่มพื้นที่สีกากีให้เป็นพื้นที่ดี ๆ ในสังคมแล้วค่ะ
ใช้กฎหมายและ Service Mind ไปด้วยกัน
หมวดนุ่นบอกว่า เธอมีมุมมองที่เป็นบวกต่องานสอบสวนเสมอเพราะมองว่าเป็นงานของคนเก่งและมีความท้าทาย ประกอบกับเธอเองเป็นคนที่มีจิตบริการ( Service Mind) และทำงานในวงการบันเทิงมาก่อน คิดว่าน่าจะนำมาประยุกต์ใช้ด้วยกันได้ แต่ต้องปฏิบัติหน้าที่โดยยึดถือความเป็นกลางนำทางเสมอ
เธอยังบอกด้วยว่างานสอบสวนมีความท้าทาย มีเรื่องใหม่ ๆ ให้คิดอยู่ตลอดเวลา และงานของเราก็มีคุณค่าต่อชีวิตและครอบครัวของผู้เสียหายที่เขาต้องได้รับความยุติธรรมโดยไม่ต้องร้องขอ
ข้อดีของการมีพงส.หญิง
เห็นได้ชัดเจนในคดีที่เกี่ยวกับเพศ เด็กและสตรีเลยค่ะ เพราะเรามีหน้าที่ตรงตาม ป.วิ อาญา และ ด้วยความเป็นสตรีเพศนั้น ยิ่งทำให้เราได้เข้าใจความคิดที่ซับซ้อนโดยเราใช้ความอ่อนโยนของผู้หญิงด้วยกัน ทำให้เราได้รับความไว้วางใจจนสามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึก และทำให้การทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วยค่ะ
คดีที่ได้รับผิดชอบส่วนใหญ่เป็นคดีทางเพศและคดีอาญา และคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นหลัก แต่จะมีช่วงเข้าเวรที่ต้องเจอคดีจราจรบ้างค่ะ
นอกจากนี้ยังได้ใช้ความสามารถพิเศษที่มีเป็นพิธีกรให้กับงานของตำรวจและยังเป็นล่ามภาษาอังกฤษประจำโรงพักเมืองน่านด้วยค่ะ


Soft Power …พลังหญิงแท้จริงนั้นยิ่งใหญ่
สำหรับน้อง ๆ ผู้หญิงที่มีฝันอยากเป็นตำรวจ หมวดนุ่นฝากบอกว่า
ตำรวจไม่ว่าจะเป็นงานสายไหนก็คือ “เจ๋งมาก” พวกเราสามารถ ดึงศักยภาพและพลังหญิงออกมาใช้ในการทำงานได้อย่างเต็มที่ และงานนี้ไม่ใช่แค่จะเลี้ยงตัวเองและครอบครัวเท่านั้น แต่คือการทำงานเพื่อส่วนรวม และช่วยหลือคนที่กำลังเดือดร้อน
บางครั้งคำขอบคุณที่ได้รับ หรือแววตาที่แสดงออกของผู้เสียหายก็ทำให้เรารู้สึกว่ามีค่ามากมายกว่าเงินทองอีกนะคะ แม้จะจับต้องไม่ได้แต่ก็เชื่อว่าเป็นบุญที่ทำให้หัวใจเราก็เปี่ยมสุขจากการทำหน้าที่ ซึ่งหลายคดีที่เราทำก็สามารถเปลี่ยนชีวิตเหยื่อได้เลยค่ะ
ทั้งเก่งทั้งสวยแบบนี้…มีแฟนหรือยังคะ ?
เธอตอบอย่างฉะฉานว่า ด้วยเธอเป็นคนที่มีความชัดเจนมาก จึงไม่ค่อยมีใครกล้าจีบทำให้โสดสนิทมาจนถึงทุกวันนี้ แต่เธอก็ไม่ได้ล็อคสเปคเรื่องรูปร่างหน้าตาแต่ชอบผู้ชายที่คิดดีทำดีแบบว่าอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขเรียบง่าย
ที่สำคัญต้องรักในสิ่งที่เธอเป็นเพราะเธอไม่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อใครในวัยนี้แล้ว

หนุ่ม ๆ ทั้งหลายทราบแล้วเปลี่ยน!!!!
เด็ดดาว รายงาน16/5/69




























