รอง ผบช.น. คุมงานจราจรแจงมาตรการเชื่อมข้อมูลใบสั่งจราจรค้างชำระกับกรมการขนส่งทางบก ชี้ไม่ได้”ห้ามต่อภาษี” ปชช.ยังเสียภาษีได้ตามปกติ แต่หากพบใบสั่งค้างชำระจะได้รับเพียง “หนังสือชั่วคราว 30 วัน” และชะลอการส่งมอบป้ายภาษีฉบับจริงจนกว่าจะชำระค่าปรับ ย้ำเริ่มนับเฉพาะใบสั่งที่ออกตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 69 ใบสั่งเก่าหมดกังวล
วันที่ 1 ส.ค.69ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.)พล.ต.ต.ธวัช วงศ์สง่า รองผบช.น. และหน.งานจราจร เปิดเผยถึงกรณีมาตรการเชื่อมโยงข้อมูลใบสั่งจราจรกับกรมการขนส่งทางบกในการต่อภาษีรถยนต์ ใช้กับใบสั่งที่ออกตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.69 เป็นต้นไป และมีการแสดงความคิดเห็นในสังคมอย่างกว้างขวางว่า
กองบัญชาการตำรวจนครบาล ขอเรียนสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนว่า มาตรการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ ยกระดับประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย สร้างวินัยจราจร และส่งเสริมให้ผู้กระทำผิดรับผิดชอบต่อการกระทำของตน อันจะนำไปสู่ความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนนโดยรวม
มาตรการดังกล่าว มิได้เกิดจากบันทึกข้อตกลง (MOU) เพียงอย่างเดียว แต่มีฐานอำนาจตามกฎหมาย โดยเฉพาะ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 141/1 ซึ่งกำหนดให้มีการเชื่อมโยงข้อมูลใบสั่งที่ค้างชำระกับการดำเนินการด้านทะเบียนรถ และ พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 ที่กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการออกเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจำปี
ส่วนบันทึกข้อตกลงระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และกรมการขนส่งทางบก เป็นเพียงกลไกความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้การดำเนินการตามกฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และโปร่งใส มิใช่การสร้างหน้าที่หรือบทลงโทษขึ้นใหม่แต่อย่างใด
พล.ต.ต.ธวัช กล่าวต่อว่า ประชาชนบางส่วนอาจเข้าใจคลาดเคลื่อนว่ามาตรการดังกล่าวเป็นการ “ห้ามต่อภาษีรถ” ข้อเท็จจริงไม่เป็นเช่นนั้น เพราะประชาชนยังต่อภาษีรถยนต์ได้ตามกระบวนการของกฎหมาย
แต่หากตรวจพบว่ามีค่าปรับตามใบสั่งที่ถึงกำหนดชำระแล้วแต่ยังค้างอยู่ ระบบจะชะลอการส่งมอบ เครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจำปี(ป้ายภาษี)ฉบับจริงไว้ก่อน จนกว่าจะชำระค่าปรับครบถ้วน เมื่อชำระแล้ว ข้อมูลจะเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบ และสามารถรับป้ายภาษีฉบับจริงได้ทันทีตามขั้นตอนที่กำหนด
ทั้งนี้มาตรการดังกล่าวยังคำนึงถึงสิทธิของประชาชนอย่างรอบด้าน ผู้ที่เห็นว่าใบสั่งออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับข้อเท็จจริง ยังคงสามารถใช้สิทธิตามกฎหมายในการโต้แย้ง อุทธรณ์ หรือดำเนินการตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนดได้อย่างครบถ้วน โดยมาตรการนี้ไม่ได้ตัดสิทธิของประชาชนในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงหรือเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมแต่อย่างใด
“การกำหนดมาตรการเชื่อมโยงข้อมูลลักษณะนี้เป็นแนวทางที่หลายประเทศนำมาใช้มาเป็นเวลานาน ไม่ว่าจะเป็นหลายรัฐของสหรัฐอเมริกา รวมถึงอีกหลายประเทศที่เชื่อมโยงข้อมูลค่าปรับจราจรกับการดำเนินการด้านทะเบียนรถ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้กระทำผิดปฏิบัติตามกฎหมาย ส่งผลให้การชำระค่าปรับมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการกระทำผิดซ้ำ และช่วยยกระดับวินัยการใช้รถใช้ถนนของประชาชน
การบังคับใช้กฎหมายจะเกิดความเป็นธรรมได้ ก็ต่อเมื่อทุกคนอยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน ผู้ที่เคารพกฎหมายไม่ควรเสียเปรียบผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายแล้วไม่รับผิดชอบต่อการกระทำของตน สิทธิและเสรีภาพของประชาชนย่อมต้องดำเนินควบคู่กับหน้าที่และความรับผิดชอบต่อสังคม” พล.ต.ต.ธวัชกล่าว
รองผบช.น. กล่าวด้วยว่า กองบัญชาการตำรวจนครบาล รับฟังความคิดเห็นของประชาชนทุกภาคส่วน และพร้อมชี้แจงข้อสงสัยด้วยข้อเท็จจริงและหลักกฎหมาย เพราะความเชื่อมั่นของประชาชนเป็นหัวใจสำคัญของการบังคับใช้กฎหมาย
อย่างไรก็ตาม การสร้างสังคมที่ปลอดภัยไม่อาจเกิดขึ้นได้จากการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากประชาชนทุกคนในการเคารพกฎหมายจราจร ตำรวจไม่ได้มุ่งหวังให้ประชาชนเสียค่าปรับ แต่ต้องการเห็นทุกคนเดินทางด้วยความปลอดภัย
หากไม่มีการฝ่าฝืนกฎหมาย ก็ไม่มีผู้ใดได้รับผลกระทบจากมาตรการนี้ การเคารพกฎหมายจราจรไม่ใช่เพียงการปฏิบัติตามข้อบังคับ แต่เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อชีวิตของตนเอง ครอบครัว และเพื่อนร่วมสังคม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของสังคมที่มีระเบียบ ปลอดภัย และเป็นธรรม
มีรายงานว่า กรณีดังกล่าวไม่ได้บังคับใช้ผู้ที่มีใบสั่งค้างชำระก่อนวันที่ 1 ส.ค. แต่จะนับตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.เป็นต้นไป เมื่อผู้ขับขี่โดนใบสั่งถ้า 15 วันไม่ชำระ ตร.จะส่งใบแจ้งเตือนไปยังผู้ที่ถูกใบสั่ง หากอีก 15 วัน ยังไม่ชำระอีก ตร.ถึงจะแจ้งข้อมูลไปที่กรมการขนส่งทางบกต่อไป.

























