รมว.ยุติธรรม จับมือ 4 กระทรวงหลัก-ตร. แถลงผลสอบผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 แอบ “ประวิงเวลาจำหน่าย” กักตุนทั้งทางเรือและรถ หวังเก็งกำไรมหาศาลช่วงปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำปชช. เดือดร้อนหนัก เล็งดำเนินคดีอาญาโทษจำคุกสูงสุด 7 ปี
วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ตามสั่งการของ ฯพณฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธาน
พร้อมด้วย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมผู้แทนจากกรมธุรกิจพลังงาน, กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์, กรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง และกรมสอบสวนคดีพิเศษ
แถลงข่าวการตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 ส่วนหนึ่ง ที่มีสถานีน้ำมันของตนเอง มีการประวิงเวลา การจำหน่ายเพื่อกักตุนน้ำมัน ฉวยโอกาสเก็งกำไร ราคาน้ำมันที่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเป็นเหตุให้เกิดภาวะวิกฤตการขาดแคลนน้ำมันอย่างรุนแรงในเดือนมีนาคม 2569 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการสู้รบกันในตะวันออกกลาง
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.ในฐานะคณะทำงานตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 3/2569 ลง 20 มีนาคม 2569 ได้สั่งเร่งรัดการตรวจสอบสืบสวนอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นเรื่องที่นำความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก
ได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศปนม.ตร.) ร่วมกับกรมธุรกิจพลังงาน กรมสรรพสามิต กรมการค้าภายใน กรมการปกครอง และกรมสอบสวนคดีพิเศษ
ตรวจสอบจนพบว่าสาเหตุที่น้ำมันขาดแคลนโดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำมันดีเซล เกิดจากการประวิงเวลา การจำหน่ายน้ำมันของผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 ส่วนหนึ่งที่มีสถานีบริการน้ำมัน ไม่จ่ายน้ำมันออกไปยังสถานีบริการน้ำมัน ในช่วงปิดช่องแคบฮอร์มุซ ระหว่างวันที่ 20 – 25 มีนาคม 2569
ถึงแม้มีน้ำมัน อยู่ในคลังน้ำมันอย่างเพียงพอ จนทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมากจากการที่สถานีบริการน้ำมันไม่มีน้ำมันจำหน่ายปริมาณน้ำมันดีเซลช่วงหลังจากปิดช่องแคบฮอร์มุซ น้ำมันดีเซลได้หายไปจากระบบสะสมรวมแล้วกว่า 29.2 ล้านลิตร คิดเป็น 20.2 %
นอกจากนั้นแล้วผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 ยังมีการนำน้ำมันไปกักตุนในการขนส่งทางเรือและทางรถ โดยใช้การประวิงเวลา เพื่อให้น้ำมันไปถึงคลังน้ำมันในช่วงเวลาที่ตนเองสามารถที่จะทำกำไรได้อย่างมหาศาลจากการเก็งกำไรราคาน้ำมัน
โดยพบเรือขนส่งน้ำมันขนาดใหญ่ (2-5 ล้านลิตร) จำนวน 23 เที่ยว (ของเดิม 2 เที่ยว) ประวิงเวลาเพื่อกักตุนน้ำมันบนเรือ จำนวน 50.8 ล้านลิตร และการประวิงเวลาทางรถ ซึ่งพบว่าไม่มีการระบุปลายทาง 662 เที่ยว จำนวนน้ำมัน 2.1 ล้านลิตร ซึ่งเชื่อว่ามีพฤติกรรมในการกักตุนน้ำมันไว้บนรถหรือในสถานที่กักเก็บน้ำมันอื่นใดที่มีใช้ของสถานีบริการน้ำมัน โดยจะมีการสืบสวนขยายผลต่อไป
พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า ผู้ค้าน้ำมันตามาตรา 7 ส่วนหนึ่งที่มีสถานีบริการน้ำมันที่มีการกระทำที่บิดเบือนกลไกตลาด โดยการประวิงเวลากักตุนน้ำมันในคลังและในการขนส่งทางเรือ ทางรถ เพื่อฉวยโอกาสทำกำไรให้กับธุรกิจของตนเอง ขาดธรรมาภิบาล โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชนและไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำมันอย่างรุนแรง
ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนในข้อหา “ประวิงการจำหน่าย มาตรา 30 พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 มีอัตราโทษ จำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” และข้อหา “ใบกำกับการขนส่งไม่เป็นไปตามประกาศที่กรมธุรกิจพลังงานกำหนด มาตรา 30 พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 มีอัตราโทษ จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”
โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้มีการดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดกับผู้เกี่ยวข้องทุกราย ไม่ละเว้นผู้ใดเป็นอันขาด

























