ข่มขืน=ประหารvsทุ่งลาเวนเดอร์เมืองไทย

216

อาชญา (ลง) กลอน
โดย…ธนก บังผล

คดีกลุ่มวัยรุ่นร่วมกันวางแผนรุมโทรมเด็กหญิงอายุ 12 ปี ภายในร้านขายของที่ จ.สระบุรี เป็นเหตุการณ์ที่สะท้อนความเสื่อมทรามทางศีลธรรมของสังคมไทยยุคปัจจุบันได้อย่างตรงไปตรงมาที่สุด

หลังจากหลายปีที่ผ่านมามีการก่ออาชญากรรมรุนแรงเพิ่มมากขึ้น แต่เราก็พยายามหลับตาข้างเดียวแล้วจินตนาการว่ากำลังเดินอยู่กลางทุ่งลาเวนเดอร์ รอให้ข่าวถูกลืมหายไปตามกระแส

ยังจำ “ไอ้เกม” ฆ่าข่มขืนเด็กหญิงอายุ 13 ปี แล้วโยนทิ้งบนรถไฟได้หรือเปล่าครับ

มีประเด็นที่ผมอยากจะชวนให้คิดตาม แล้วตอนท้ายเราลองมาตัดสินใจกันดูครับว่าเรื่องนี้มีสาเหตุมาจากอะไร แล้วควรจะทำอย่างไรกับบรรดานักข่มขืนที่เดินเพ่นพ่านเต็มไปหมด ซึ่งเราไม่มีทางจะรู้ได้เลยว่าพวกมันจะก่อเหตุเมื่อไหร่

เริ่มต้นจากเด็กผู้หญิงคนหนึ่งไม่เคยเจอหน้าผู้ชายเลย แต่ใช้การแชทคุยกันผ่านโซเชียลมีเดียแล้วตกลงเป็นแฟนกัน

หลังจากนั้นก็นัดเจอกันเป็นครั้งแรกโดยพาเด็กสาวอายุ 12 ปี มาด้วย ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวถูกทำให้เข้าใจว่าเธอเป็น “นกต่อ”

เบื้องต้นเด็กผู้หญิงคนนี้ปฏิเสธ และบอกว่าเธอเองก็โดนข่มขืนด้วยเช่นกัน

เด็กสมัยนี้พอขึ้นชั้นประถมก็เริ่มมีมือถือสมาร์ทโฟน สามารถท่องโลกไซเบอร์ได้ง่ายเพียงนิ้วสัมผัสหน้าจอ แม้จะอยู่ในห้องนอนหรืออยู่ต่อหน้าพ่อแม่ แต่ความสนใจนั้นจดจ่ออยู่ที่โซเชียลมีเดีย

อย่างที่เรารู้ๆกันอยู่นะครับว่าเด็กวัยรุ่นเดี๋ยวนี้มีเพศสัมพันธ์กันตั้งแต่เรียนอยู่มัธยมต้น บางคนอาจจะชั้นประถมด้วยซ้ำไป

แค่แชทไลน์ แชทเฟซบุ๊กกันไม่นานก็พร้อมจะนัดเจอได้

ประเด็นต่อมาคือ วัยรุ่นผู้ชาย อายุ 17-18 ปี ซึ่งทางกฎหมายถือว่ายังเป็นเยาวชน ถ้าเรียนหนังสือก็คงอยู่ประมาณชั้นมัธยมปีที่ 6 จับกลุ่มกันแล้วร่วมรุมโทรมเด็กหญิง อายุ 12 ปี

ทั้ง 5 คน ยอมรับสารภาพว่าได้กระทำตามความผิดจริง เป็นการทำไปโดยความคึกคะนอง ไม่คิดว่าเรื่องราวจะบานปลายใหญ่โตขนาดนี้

หมายความว่าพ่อแม่ไม่ได้สั่งสอนเรื่องการให้เกียรติผู้หญิงที่เป็น “เพศแม่” เลยแม้แต่น้อย

ผมคิดเอาเองว่าพฤติกรรมการรุมข่มขืนนั้นคงเลียนแบบมาจากคลิปโป๊ หนังโป๊ที่หาดูได้ตามเว็บไซต์ หรือส่งต่อๆกันมา โดยไม่ได้สนใจเลยว่าคนที่ถูกข่มขืนนั้นต้องถูกทำร้ายจิตใจไม่สามารถจะลบล้างได้ไปตลอดชีวิต

ทั้งๆที่เด็กผู้หญิงอายุเพียง 12 ปีเท่านั้น

เมื่อเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา ก็ยังปรากฏบุคคลที่เป็นประธานสภา อบต. โชว์กร่างเรียกผู้เสียหายมาสอบถามต่อหน้าธารกำนัลหลายคน ทั้งๆที่ไม่ใช่หน้าที่ ไม่มีความรู้เรื่องจิตวิทยา ก่อนจะปล่อยวลีเด็ด

“เสร็จ-ไม่เสร็จ ไม่เสร็จไม่ผิด” ออกมาให้อับอายคนทั้งประเทศ

พอเป็นคดีถึงตำรวจก็มีการพยายามเจรจาจ่ายเงินปิดปากอีกครับ ก่อนจะโดนพ่อของเด็กหญิงผู้เสียหายตบ รวมถึงวัยรุ่นที่ข่มขืนลูกสาวก็ถูกเตะสลบ

แปลกยิ่งกว่าแปลกคือ…คนโดนรุมข่มขืนมีบาดแผลติดตัวไปทั้งชาติ ใช้วิธีจ่ายเงินให้จบ แต่พอตัวเองโดนมือโดนเท้าบ้างกลับแจ้งความถูกทำร้ายร่างกาย ชีวิตมันช่างย้อนแย้งน่าดู

สุดท้ายทั้งข่าวและคลิปถูกสื่อนำมาเผยแพร่ ชาวเน็ตต่างรุมกระหน่ำด่าตำรวจที่ไม่จับกลุ่มวัยรุ่นทั้งหมดที่ก่อเหตุรุมข่มขืน เกรงว่าจะหลบหนี หรือมีผู้มีอิทธิพลช่วยเหลือวิ่งเต้นคดี

ผมได้ไปอ่านใน “เพจพนักงานสอบสวนหญิง” ที่โพสต์ให้ความรู้เรื่องกฎหมายจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัว วิธีปฏิบัติต่อเด็ก อายุต่ำกว่า 18 ปี ซึ่งเป็นผู้ต้องหา ระบุว่า

ตำรวจจับเด็กไม่ได้ ถ้าไม่มีหมายจับ และไม่ใช่ความผิดซึ่งหน้า ตาม พรบ.จัดตั้งศาลเยาวชนฯ มาตรา 66

ถ้ามีการร้องทุกข์กล่าวโทษเป็นคดีอาญาว่าเป็นผู้ต้องหา แล้วมีผู้ปกครองพามาพบพนักงานสอบสวน ตำรวจจะทำบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาและพิจารณาส่งให้ศาลว่าผู้ต้องหามอบตัว เพื่อให้ศาลเยาวชนพิจารณาเรื่องการควบคุมตัวผู้ต้องหาเด็กในสถานพินิจหรือไม่

หรือให้ผู้ปกครองมารับรองให้ประกันตัวมีหลักประกันหรือไม่ก็แล้วแต่ดุลยพินิจศาล และส่งเรื่องให้สถานพินิจเพื่อออกหนังสือสืบเสาะพฤติการณ์ความเป็นอยู่ ความสัมพันธ์ของผู้ต้องหา

แม้ผู้ต้องหาจะทำผิดในคดีอุกฉกรรจ์ถ้าเป็นคดีเด็ก เมื่อพนักงานสอบสวนไปยื่นคำร้องขอหมายจับเด็ก ทางศาลเยาวชนก็มักจะแจ้งพนักงานสอบสวนให้ออกหมายเรียก ให้ผู้ต้องหามาพบ และไม่เคยอนุมัติหมายจับ

สรุปแล้วเมื่อจับไม่ได้ก็ไม่มีอำนาจควบคุมตัวผู้ต้องหา ส่วนกระบวนการดำเนินคดีเด็กมีอยู่ โดยเด็กที่เป็นผู้ต้องหาก็ต้องสอบปากคำต่อหน้าทีมสหวิชาชีพเช่นกัน

ขืนไปจับเด็กซี้ซั้ว ตำรวจก็นอนคุกได้เหมือนกัน

นั่นละครับ…มีคนเข้ามาด่าตำรวจว่าไม่ทำหน้าที่ กดดันให้ตำรวจไปจับวัยรุ่นที่ก่อเหตุรุมโทรม ซึ่งแน่นอนว่าประเด็นนี้ถูกใจชาวเน็ตเป็นอย่างมาก

แต่มันไม่ถูกกฎหมายเท่านั้นเอง

จะเห็นได้ว่าพอนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการตามที่มันต้องเดินไป ชาวเน็ตเกรียนคีย์บอร์ดก็เงียบหายไปทันที

แม้จะโดนด่าฟรี แต่ตอนนี้ตำรวจก็สามารถขอให้ศาลอนุมัติหมายจับได้แล้วหากผู้ต้องหาหลบหนี

จากที่กล่าวมาทั้งหมดสรุปแล้วมีประเด็น พฤติกรรมของผู้หญิงที่พาเด็กสาวอายุ 12 ปีมาด้วยจนโดนข่มขืน ,

กลุ่มวัยรุ่นชายทั้ง 5 ข่มขืนเหยื่อเพราะไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ ,

วิธีการแสดงอำนาจของ อบต.ต่างจังหวัด และชาวเน็ตรุมถล่มตำรวจ

แต่ละประเด็นมีที่มาที่ไป ทำให้เห็นผลผลิตอันเน่าเฟะจากความเสื่อมทรามทางศีลธรรมของสังคมไทย

สาเหตุมาจากการเกิดใหม่ของนักข่มขืนอายุยังไม่ถึง 20 ปีที่ร่วมกันวางแผนรุมโทรมเด็กสาว

อยากให้ลองคิดดูนะครับว่าถ้าการก่อเหตุครั้งนี้ถูกปล่อยให้เงียบไป วัยรุ่นทั้ง 5 คนจะรู้สึกหยิ่งผยองแค่ไหน

เมื่อมีครั้งแรกก็ต้องมีครั้งต่อไป ยิ่งมีคนเพี้ยนๆไม่รู้กฎหมายมาเบ่งช่วยเหลือให้พ้นผิด ในอนาคตเด็กพวกนี้จะก่อเหตุร่วมกันอีกหรือต่างคนต่างแยกกันไปก่อเหตุแล้วมาคุยอวดกัน

จำ “ไอ้เกม” ที่ข่มขืนเด็กหญิงอายุ 13 ปีบนรถไฟแล้วฆ่าได้ใช่ไหมครับ ศาลพิพากษาให้ประหารชีวิตก็จริง แต่ก็แค่ในคำสั่งเท่านั้นครับ

เพราะประเทศไทยมีทุ่งลาเวนเดอร์มากมายพอที่จะให้ผู้หญิงไทยทุกคนได้ตกเป็นเหยื่อข่มขืนกันทั่วหน้า

เหยื่อที่ถูกข่มขืนจะมีชีวิตอยู่มองโลกนี้ต่อไปในมุมแบบไหน การต้องเจอคนที่รุมโทรม ต้องโดนรังแก หรือใช้กำลังเพื่อข่มขืนซ้ำ

อายุแค่ 12 ปี จะรับมือกับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอย่างไร …

แล้วถ้าเป็นลูกหลานเรา เราจะทำอย่างไร

สำหรับผมมีคำตอบเดียวครับ “ข่มขืน = ประหาร” (หมายถึงผู้ต้องหาควรได้รับโทษตายจริงๆ)