จ่ามี กองปราบฯ ลูกผู้ชาย ไลออนฮาร์ต

ย้อนไป20-30 ปีก่อน  จ่ามี กองปราบฯ หรือจ.ส.ต.สิทธิพร ขำอาจ ชื่อชั้นในวงการไม่ธรรมดา ถือว่าเป็นตำรวจใจถึงพึ่งได้อีกคน

แต่ด้วยวงจรชีวิตคนพวกเยอะ โดยเฉพาะวงการบ่อนการพนันเลยทำให้มีเหตุลาออกจากราชการ มีชื่อเป็นผู้กว้างขวางในวงการนักเลง

ด้วยความใจใหญ่ จนพรรคพวกให้ฉายา ไลอ้อน ฮาร์ต

แต่นั่นทำให้มีทั้งคนรักคนชัง จับพลัดจับผลู กราฟชีวิตพุ่งได้เป็นถึงส.ส.เมืองกรุง

แต่เป็นได้ไม่เท่าไหร่ ชีวิตการเมืองจบลงเมื่อไปพัวพันกับคดีเลือดเมืองจันทบุรี ในคดีจ้างวานฆ่า

ระเบิดฉีกร่างนางปัทมา เฟื่องประยูร แม่นางคมคาย พลบุตร ภรรยาอลงกรณ์ พลบุตร นักการเมืองหนุ่มพรรคประชาธิปัตย์

ขณะขับรถเบนซ์ ซี 220  เข้าลานจอดรถภายในสถาบันราชภัฏรำไพพรรณี เป็นข่าวใหญ่เมื่อวันที่ 6ก.ย.40

เป้าสังหารที่แท้จริงคือ เหียหนิด -สนิท เฟื่องประยูร สจ.จันทบุรี ที่สนิมสนมกับ สุจินต์ เกษสุวรรณ หรือจ๋อง ตาเดียว ผู้กว้างขวางเมืองเพชร มือไม้ป๋าลอ-พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ ที่มีศักดิ์เป็นพี่เขยอลงกรณ์ พลบุตร ด้วย

คดีนี้ จ่ามี ถูกศาลสั่งประหารชีวิต พร้อม สจ.รักษ์ ในฐานะผู้จ้างวาน

ส่วนทีมงานที่ถูกจับได้รับโทษลดหลั่นกันไป ก่อนถูกคุมตัวเข้าเรือนจำตั้งแต่วันที่ 6 พ.ค.2549  

ถึงวันนี้ จ่ามี ที่ยังเหลือโทษอีก 3 ปี ได้รับการพักโทษ เพราะเป็นนักโทษชั้นเยี่ยม ออกมาสูดลมหายใจใช้ชีวิตนอกเรือนจำตั้งแต่วันที่ 7ธ.ค.64

ใช้ชีวิตอยู่ในคุก 14ปี  1 เดือน 1 วันเจ้าตัวเปลี่ยนชื่อเอาเคล็ด  เป็น “ชลภาคย์ “แปลว่าผู้มั่งคั่ง จะร่ำรวย

มีจังหวะได้พูดคุยกัน  จ่ามีในวัย65 ปี ย้อนอดีตให้ฟัง

“ตอนเป็นเด็ก เกิดที่หน้าพุทธมณฑล  เป็นคนกรุงเทพฯ ตลิ่งชัน มีพี่น้อง 12 คน

ผมเป็นคนที่ 12 เป็นคนเล็ก พ่อแม่เป็นคนตลิ่งชันทำนา สมัยก่อนคนพื้นที่จะมีที่นาเยอะ…..” 

เริ่มเรียนหนังสือที่วัดปุรณาวาส จบ ป.7 แล้วไปเข้าทวีวัฒนา มศ.1  สมัยก่อนต้องเดินไปเรียน ตอนนี้เป็นโรงเรียนทีปังกรฯ จบชั้น มศ.3

ตอนเด็กๆ ก็เป็นคนเกเร พ่อแม่ตามใจไง ห่างจากคนโต 10 กว่าปี ผมลูกหลง ห่างจากคนโตเยอะมาก ตอนนั้น พ่อน่าจะ 60 ผมห่างจากพี่สาวผมคนที่ 11 ประมาณ6-7 ปี

พี่สาวกลัวเป็นโจรเข็นให้เป็นตำรวจ

เกเรมาก ตอนมัธยม  ไปเรียนพาณิชย์ เรียนอะไรก็ไม่จบ ตอนหลังเลยกลับมาเรียนที่ราษฎร์ร่วมเจริญ จบ ม.8

ที่มาเป็นตำรวจเพราะพี่สาวกลัวเกเร กลัวเป็นโจร เลยเอาไปเข้าตำรวจ สอบรุ่น 12 ที่เมืองชล ในพี่น้องมีผมคนเดียวเป็นตำรวจ 

ลูกน้องสารวัตรเหลิม4/2ที่กองปราบ

เข้ารับราชการตำรวจ ปลายปี 2518 บรรจุที่สำนักงานเลขานุการกรมฯ แล้วย้ายมาเป็นตำรวจกองปราบ ปี 2520

ตอนนั้นอายุ 20 กว่า อยู่สังกัดแผนก 4 กอง 2 อยู่กับสารวัตรเหลิม มาตลอด โดนเตะไป เตะมา ก็ยังอยู่กองปราบ  ทุกคนก็รักผม

ร่วมวิฯเสือเบี้ยวปล้นแบงก์

ตอนอยู่กองปราบ  ก็มีคดีมันๆอย่างคดีเสือเบี้ยว ร้อยศพปล้นแบงก์ที่หนองแค ตอนนั้นยุคผู้การสงวน คล่องใจ มีร.ต.อ.เสวก ปิ่นสินชัย เป็นหัวหน้าสายสืบ 

ไปจับ  ที่สระบุรี หนองแค คำสั่งจากผู้ใหญ่ว่ามันอยู่หมู่บ้านนี้ ให้ผมเป็นสเก๊าท์หน้า ไป 6คน ก็ 3 คันมอเตอร์ไซค์  เข้าไปแล้ว เราไม่รู้จัก มันก็เดินสวนออกไปทุ่งนา 

ได้ 2ขั้นเป็นครั้งแรก              

มันตายเพราะผม ผมเดิน ร้อนไง จะบ่ายโมงแล้ว  เดินถือปืนไปเหยียบมัน มันนอนแอบอยู่ในท้องนา ลุกขึ้นถือปืนลูกซองขึ้นคันนา แล้วผมก็ยิง โดนหรือไม่โดน ไม่รู้

ยิงเสร็จ ผมก็พุ่งรีบออกจากจุดนั้น เพราะ ฮ.มันจะยิงสุ่มหมด  เพราะตอนนั้นเราล้อมมันอยู่ ท่านสล้าง เป็นรองผู้การ  อยู่บน ฮ. ด้วย หน้ามันหายไปแถบ คดีนี้ ผมได้ 2 ขั้น ครั้งแรกเลย

จับอาวุธสงครามที่บุรีรัมย์

แล้วมาจับอาวุธสงครามให้รองฯ ยาว สุรศักดิ์ สุทธารมย์ ก็ได้ 2 ขั้นอีก ไปจับอาวุธสงครามชายแดนเลย เสี่ยงเข้าไปเขตกัมพูชา ที่บุรีรัมย์ นั่นของจริงนะ จับได้มาบานเลย น่าจะปีสองห้าสองปลายๆ

วิบากกรรมแรกโดนร้องพันบ่อน

มาตอนท่านเสรี หาว่าผมไปพัวพันเรื่องบ่อน เอาผมไปอยู่ตำรวจน้ำ ตั้งกรรมการฯ สอบผม แล้วย้ายไปอยู่ตำรวจน้ำขนอม นครศรีธรรมราช  

โรงพักอยู่ในสวนมะพร้าว ไปหาเกือบตาย ไปอยู่ไปรายงานตัววันเดียว เขาโยกทุกอย่าง แล้วจะให้ผมขาดราชการ ผมเบื่อเลยเขียนใบลาออก แต่ยังไม่ให้ออก มาตามผมกลับไป ปี 34-35 ตอนนั้นเป็นจ่า จ.ส.ต.

รับเป็นทั้งนักเล่นทั้งทำบ่อน

ตอนที่ถูกกล่าวหา  คือทำอะไร ก็หาว่าผมไปยุ่งพัวพันกับบ่อน แต่เรื่องจริงคือ เราก็ทำงาน แล้วนอกเวลา เราก็ไปหากิน แต่เราไม่ได้ไปรีดไถใคร เราเป็นนักเล่น ทำบ่อนด้วย กำถั่ว กับบาคาร่า ในแถบฝั่งธนฯ นั่นแหละ

ออกจากตำรวจกลายเป็นผู้มีอิทธิพล

ออกจากตำรวจ แล้วผมก็ทำบ่อนบ้าง ที่อื่นขึ้นกับเราบ้าง จนมีชื่อเป็นผู้มีอิทธิพลเรื่องบ่อนการพนัน  ยกระดับมีชื่อใน 50มือปืนเมืองกรุง

แต่ตอนนั้นผมเรียนรามฯ พยายามจะให้จบนิติฯ  แล้วก็พี่หาญพล นิตย์วิบูลย์ ช่วยผม เพราะเขาอยู่นครบาล เป็นลูกน้องนายวี ทวี ทิพยรัตน์ แล้วผมรับใช้ท่านบางอย่าง  ไปเจอกัน ก็สนิทกัน 

ได้มือปราบหาญพลช่วยถอนชื่อ

ท่านเป็นคนดีนะ ท่านหาญพล ช่วยพรรคพวก ช่วยเหลือกัน แต่ในสิ่งที่ผิดท่านไม่ช่วย ท่านบอก ไอ้ห่า นี่ไม่ได้ยุ่งอะไรเลยนี่หว่า ก็ทำรายงานไปถึงท่านเพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผบ.ตร.

เขาดึงชื่อผมออกจากมือปืน ว่าผมไม่ได้ไปเกเร ไม่ได้ไปอะไร หลังจากชื่อหลุดจากผู้มีอิทธิพล  ก็ก๊อกแก็กๆ ทำบ่อน ทำอะไรไป

ชีวิตพุ่งเป็นส.ส.ก่อนตกฮวบถูกจับ

มาปี2538 มีผู้ใหญ่คนหนึ่งให้ผมไปสมัคร ส.ส.ปีแรกไม่ได้  มาได้ปี 2539 ลงเป็น ส.ส.เขต พรรคประชาธิปัตย์ 

แล้วก็มาถูกจับเรื่องระเบิดที่เมืองจันทบุรี เขาโยงกันไป  ผมติดคุกนี่ไง โทษประหารชีวิต  

ไม่สะท้าน คิดทั้งหมดนี่คือกรรม

ประหารชีวิตผมก็ไม่ได้สะทกสะท้าน ผมก็ไม่เคยขอร้องใคร ผมก็ไม่เป็นไร ในเมื่อศาลไม่เชื่อ  ก็ต้องไปตามนั้น

ผมว่ากรรมมากกว่า ทั้งหมดนี่คือกรรม ทุกคนมีกรรมเป็นของตัวเอง เพราะสมัยก่อนเราทำให้นาย 

เชื่อโดนแกล้งให้พ้นวงจรการเมือง

คิดว่าโดนแกล้งมั้ย ไอ้ตัวนี้ โดนแน่นอน  เพราะเขาต้องการให้ผมกระเด็นออกตรงนี้  เป็น ส.ส.4 ปี เขต 13พรรคประชาธิปัตย์ เขตภาษีเจริญ หนองแขม บางกอกใหญ่ ช่วงปี 2539ถึงปลายปี 2543 

พอเข้าไปแล้ว เราก็กะจะเรียนอะไรให้จบ แต่ดันเกิดคดีระเบิด เราก็หมดเลย หาว่าไปฆ่าเขา ยอมรับรู้จักทุกคน แต่ไม่เคยไปยุ่งกับเขา 

สจ.รักษ์แดงฟู เพื่อนรักหาเรื่องให้      

ไอ้จ่าฤทธิ์ ไม่รู้จัก แต่ ส.จ.รักษ์ มันเป็นเพื่อนกัน แล้วมันเป็นคนแบบว่า หาเรื่องมาให้อย่างเดียว แล้วก็ไอ้แดงฟู พวกนี้ตัวหาเรื่องมาให้ผมทั้งนั้น

แต่มันเพื่อนกัน เราก็เห็นใจ แดงฟู นี่เพื่อนรุ่นพี่ อายุมากกว่า แต่ ส.จ.รักษ์ นี่ ตายแล้ว   ตายข้างใน เป็นมะเร็งมั้ง ก่อนออก ประมาณ 2-3 ปี 

กับพี่จ๋อง ตาเดียว ผู้กว้างขวางอีกคนหนึ่ง และมีศักดิ์เป็นพี่เขยอลงกรณ์ ส.ส.ประชาธิปัตย์ อีก1ตัวละครเลือดเมืองจันท์ จ่ามีเปิดใจให้ฟัง

“กับพี่จ๋อง  ไม่เคยมีอะไร ไม่เคยรู้จักกัน แล้วท่าน พล.ต.ต.คงเดช ชูศรี ท่านเรียกไปคุย  ผมไม่รู้จักเขาด้วย พี่จ๋อง  เขาอยู่ทางเหนือ ผมอยู่กรุงเทพฯ ผมจะไปยุ่งอะไรล่ะ 

พอไปเจอ นั่งคุยกัน  นายคงเดชบอกว่ากูรู้ดี ถ้ามันจะทำใคร มันทำ มันไม่กลัวหรอก แกพูดตอนที่เรียกผมไปเคลียร์กับพี่จ๋อง เขาเป็นลูกน้องนายคงเดช

สืบเหนือประกาศิตห้ามจ๋องเข้ากรุง

เรื่องของเรื่องคือท่านปรีชา ธิมามนตรี ลูกพี่ผมบอกว่า เฮ้ย ไอ้จ๋อง มึงเข้ากรุงเทพฯ ไม่ได้ ห้ามเข้า ถ้าอยากจะเป็นนักเลง มึงเข้าไม่ได้ มึงอยู่แค่นั้น 

หวิดดวลเดือดที่เชียงใหม่              

เป็นเรื่องเลย แล้วผมไม่รู้เรื่อง นายเขาเรียกมา บอกว่านี่พวกกันนะ  บอกครับๆ ผมไม่รู้เรื่อง จริงๆ

ลูกน้องพี่จ๋อง ตอนหลังก็มาเป็นลูกน้องผม  คือผมไปเชียงใหม่ ไปร้านอาหาร นั่งคุยกับเมียพี่ชาติช้าย ลูกน้องผมก็นั่งกระจายกันเต็มร้าน

ลูกน้องเขาคนนี้ เห็นผมอยู่คนเดียว เขาก็โทร.ถามพี่จ๋อง ว่า จะยิงเลยมั้ย อยู่คนเดียว

พี่จ๋อง บอกว่า เฮ้ยๆ อย่าเพิ่ง แต่มันไม่รู้หรอกว่าลูกน้องผมอยู่เต็มไปหมด แค่มันชัก มันก็โดนแล้ว

รู้ทีหลังพี่จ๋องสั่งเบรกสมุนไม่ให้ยิง

ตอนหลังมันก็มารับสารภาพกับผม มันขอพี่จ๋องยิงผม แต่พี่จ๋องไม่เอา ก็โอเค.ไง  ผมรู้ เพราะตอนหลังมันไปเป็นลูกน้อง ส.ส.คนหนึ่งที่มีบ่อนที่เขมร แล้วส.ส.คนนี้ ใช้ให้เอาบุหรี่มาให้ผม เพราะผมสนิทกัน มันเลยมารับสารภาพ 

พักโทษเพราะเป็นนักโทษชั้นดี

พี่พักโทษออกมาวันที่7ธ.ค.63 เพราะเป็นนักโทษชั้นดีอยู่แล้ว แต่มันจะไม่ให้ผมได้พักโทษกัน สังคมข้างนอกหาว่าผมต้องตายในนั้น

ดีท่านรัฐมนตรีสมศักดิ์ พยายามจะปล่อยคนออกจากคุกให้มากที่สุด ท่านก็เห็นว่าผมไม่ได้เลวร้ายอะไรเลย 

มีเงื่อนไขรายงานตัวใส่กำไลอีเอ็ม

แล้วก็หนึ่ง ผมก็ชั้นเยี่ยมมาตลอด ไม่เคยทำอะไรผิดเลย ท่านก็ไปวิเคราะห์แล้ว ท่านก็บอกว่า ให้เอาออกไปเถอะ ไปอยู่บ้านก็ได้ เพราะมันเหลืออีก 3 ปี ใช่มั้ย โทษ 14ปี เหลือ 3 ปีกว่า ใส่กำไลอีเอ็ม รายงานตัวทุกเดือน

คิดว่าได้ชดใช้กรรมหมดแล้ว             

มาถึงตอนนี้อายุ 65 ปีแล้ว ผ่านอะไรมาเยอะ ได้สัจธรรมแล้วว่าทำความดีเท่านั้น แต่เราก็ทำความดีมาตลอด เราไม่เคยรังแก   มีแต่เชียร์ให้ดีขึ้น

อย่างเด็กๆมาหาทุกวันนี้ ผมก็สอน มึงเลิกนะ ไปค้าขายยาเสพติดมันไม่มีประโยชน์อะไร ผมก็สอนทุกคน เขามาหาเหมือนเราเป็นไอดอลเขาลองถามพวกเขาดู  

คิดว่าเป็นกรรมที่เราทำมา ที่ทำให้นายบ้าง ทำเองบ้าง แล้วอีกอย่างหนึ่ง กรรมตรงนี้มันตามติดตัวมา

วันนี้ เราคิดว่าใช้หมดแล้ว ออกมานี่ ก็ไม่ได้ต้องระวังตัวอะไร  ไม่ได้พกปืน แต่ถ้าใครจะเข้ามายิงผม ก็ต้องเจอกันหน่อย 

ทุกคนมีปืนหมด มีทะเบียนหมด มันก็ต้องดูอาการกัน คือผมไม่ได้ออกไปรังแกใคร แล้วผมไม่ได้ไปเกเรใคร ผมอยู่อย่างนี้ 

บั้นปลายชีวิตทำสวน-ฟาร์มไก่ชน

ถึงตอนนี้ชีวิตบั้นปลาย ผมอยู่กับพี่ชาย พี่สะใภ้ เขารักผม เขาเลี้ยงผมมาตั้งแต่เด็ก ก็มาอยู่ที่นี่เลย  

แล้วผมมีสวน 300-400 ไร่ที่ราชบุรี ปลูกอินทผาลัม 100 ไร่ ทุเรียน 100 ไร่ อยู่ได้แล้ว  นอกจากทำสวน มีทำฟาร์มไก่ชนฟาร์มไก่เนื้ออีกอัน  นอกจากนี้ก็คงไม่ทำอะไร

นี่คือชีวิตใหม่ของจ่ามี ไลออนฮาร์ตในชื่อใหม่

“ชลภาคย์ ขำอาจ” ผู้มั่งคั่ง จะร่ำรวย….ครับ

กากีกลาย13/2/64