ตร.ไทยโชว์โลก ปราบแก๊งคอลเซนเตอร์

1800

ตำรวจไทยโชว์นำ ทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ 4 ประเทศ  จ่อออกหมายจับแดง 2 ไต้หวันหัวโจก

ตำรวจไทยสวมบทตำรวจโลกที่กำลังเอาจริงเอาจังกับการปราบปรามกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่กำลังระบาดอยู่ทั่วโลก หลังจากประสานงานกับตำรวจประเทศต่างๆ เปิดศักราชลุยจับข้ามประเทศ ข้ามน้ำข้ามทะเลปฏิบัติการในประเทศต่างๆแล้วรวม 4 ประเทศ จนจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้จำนวนมาก

โจ๊กรับว.0 รัฐบาลตะลุยจับ

การปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะพล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบช.ทท.รับนโยบายจากรัฐบาล ยกทีมตำรวจไทยลุยในประเทศต่างๆ แม้จะยังปิดบัญชีไม่ได้แบบแนบสนิท แต่ก็มีแผนที่จะออกกวาดล้างอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเตรียมขอตำรวจสากลออกหมายจับแดง 2 หัวโจกหัวหน้าแก๊งชาวไต้หวันมาดำเนินคดี

ลุยจีนทลาย เครือข่าย อาซัง 

ปฏิบัติการทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ครั้งล่าสุด เกิดขึ้นวันที่ 27 มีนาคม ตำรวจไทยในนาม คณะทำงานจากศูนย์ป้องกันและปรามปรามการฉ้อโกงประชาชนผ่านระบบโทรศัพท์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศป.ฉปทร.ตร.)นำโดย พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ เดินทางไปที่เมืองเซี่ยเหมิน มณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีน จับมือตำรวจจีน กวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์เครือข่าย “อาซัง”

ประสานตำรวจมณฑลฝูเจี้ยน

ตำรวจไทยเข้าพบ นายมงคล สินสมบูรณ์ รักษาการกงศุลใหญ่ ณ เมืองเซี้ยะเหมิน และนาย เฉิน จ้ง รองผู้บัญชาการสืบสวนมณฑลฝูเจี้ยน และนายเสี้ยว จิ้น ฉาย ผู้บังคับการสืบสวนเมืองจางโจว เพื่อประสานความร่วมมือทลายเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ชาวไต้หวัน หลังพบความเชื่อมโยงของขบวนการ ใช้ประเทศจีนเป็นฐานปฏิบัติการโทรศัพท์หลอกลวงคนไทยให้ทำธุรกรรมโอนเงินจนสร้างความเสียหายจำนวนมาก

บุกค้นรังในคอนโดเมืองจางโจว

‪จากนั้น เวลา 14.00 น. วันเดียวกันตามเวลาท้องถิ่น หลังการหารือคณะทำงาน ศป.ฉปทร.ตร. ได้สนธิกำลังตำรวจกองบังคับการสืบสวนเมืองจางโจว มณฑลฝูเจี้ยน สาธารณรัฐประชาชนจีน บุกเข้าตรวจค้นคอนโดหรูชื่อ หลงฉวนฮวาถิง เมืองจางโจว มณฑลฝูเจี้ยน ชั้น 17 ห้อง 1703 – 1704 ห่างจากเมืองเซี้ยะเหราว 20 กิโลเมตร

รวบอาซังพร้อมสมุนคนไทยอีก6คน

 พบคนไทยและไต้หวันอยู่ในห้องดังกล่าว กำลังโทรศัพท์หลอกลวงเหยื่อชาวไทย เข้าคุมตัวชาวไทยได้ 6 ราย และ อาซัง หัวหน้าขบวนการชาวไต้หวัน ยึดของกลาง คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค โทรศัพท์มือถือ เร้าเตอร์อินเตอร์เน็ต เครื่องแปลงสัญญาณโทรศัพท์ระบบ voip จำนวนมาก อีกทั้งบัญชีรายชื่อเหยื่อคอลเซ็นเตอร์ ที่ยังอยู่ระหว่างการสื่อสารเพื่อรอโอนเงิน

พบโพยบทสนทนาตุ๋นเหยื่อ

นอกจากนี้ ยังพบโพยรายชื่อเหยื่อและบทพูดแสดงตัวเป็น ร.ต.ท.จำรัส ทองอ่อน และ ร.ต.ท.สมภพ กองสมบัตร เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบัญชาการภาค 4 รวมถึงรายชื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับสูงรวมถึงบทพูดคุยระหว่างแก๊งคอลเซ็นเตอร์กับเหยื่อในแต่ละสายงาน

โจ๊กบอก อาซังเพิ่งย้ายจากลาว

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวถึงการจับกุมครั้งนี้ว่า เป็นความร่วมมือระหว่างทางการไทยและทางการจีน ในการปราบปรามขบวนการคอลเซ็นเตอร์ ตามนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหา เนื่องจากสร้างความเสียหายให้กับพี่น้องประชาชนจำนวนมาก จากแนวทางการสืบสวนพบว่ากลุ่มดังกล่าวเดิมทีเคยตั้งถิ่นฐานที่ ประเทศลาว ก่อนจะย้ายมาตั้งฐานที่เมืองจางโจว ประเทศจีน ได้ราว 1 เดือน มีเงินหมุนเวียนกว่า 1 ล้านบาท

เพิ่งหลอกหญิงไทยวัย77ได้ไป1.5แสน

ล่าสุดเมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมาแก๊งดังกล่าว เพิ่งหลอกหญิงชราวัย 77 ปี ได้เงินไปกว่า 150,000 บาท ในพื้นที่ สน.ราษฎร์บูรณะ มี อาซัง เป็นหัวหน้าแก๊ง ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลบริหาร รวมทั้งจัดหาคนมาทำงานเป็นคอลเซ็นเตอร์

หลอกเหยื่อมีชื่อพันยาเสพติด

การทำงานของแก๊งนี้ไม่ต่างกับกลุ่มแก๊งอื่นโดยมีพนักงานคอลเซ็นเตอร์สายที่ 1 โทรศัพท์หาเหยื่ออ้างว่ามีพัสดุส่งทางไปรษณีย์ ภายในพัสดุนี้มียาเสพติดและมีชื่อเหยื่อเกี่ยวข้อง และจะพยายามพูดจนเหยื่อหลงเชื่อ

ลวงให้โอนเงินเข้าบช.คนร้าย

จากนั้น พนักงานคอลเซ็นเตอร์สายที่ 2 ก็จะอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจตามบทสนทนาออกอุบายให้โอนเงินมายังบัญชีธนาคารที่เตรียมไว้ และจะมีชุดกดเงินนำบัตรเอทีเอ็มของธนาคารที่เหยื่อโอนเข้ามา ไปกดเงินตามตู้เอทีเอ็ม แล้วฝากเงินในบัญชีธนาคารนำส่งหัวหน้าแก๊งเพื่อแบ่งเงินตามเปอร์เซ็นต์ที่ได้ตกลงกันไว้ภายในกลุ่มแก๊ง

รัง อาซัง พรางตาเนียน

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า จุดที่ตั้งของแก๊งคอลเซ็นเตอร์แห่งนี้ ใช้ทำเลที่มีความพร้อมทั้งเรื่องของระบบอินเตอร์เน็ต ระบบใยแก้วนำแสง ทั้งยังเป็นแหล่งอุตสาหกรรมที่มีชาวไต้หวันมาลงทุนทำธุรกิจในพื้นที่จำนวนมาก จึงไม่เป็นเป้าสังเกตอีกทั้งยังเป็นจุดเชื่อมต่อแหล่งคอลเซ็นเตอร์ในไต้หวัน ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และกัมพูชา ง่ายต่อการเชื่อมต่อข้อมูลหากัน

เผยตร.ไทย บินเช็กบิลนอกประเทศ หน 4

การทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 4 หลังตำรวจท่องเที่ยวจับมือกับตำรวจมาเลเซียและกัมพูชา ทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในนามเฉิน หยวนไข่ อาซื่อ อาหวัง และนายฉีเกอ มาได้ก่อนหน้านี้ เพียง 2 เดือน หลังจากนั้น ได้สั่งการให้ชุดสืบสวนขยายผลจับกุมผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้อง พร้อมประสานส่งตัวคนไทยทั้งหมดกลับประเทศไทยเพื่อดำเนินคดีต่อไป

เริ่มจากมาเลเซีย ช่วย2เหยื่อคนไทย

ย้อนไปก่อนหน้านี้ ชุดสืบสวนคณะนี้ได้บุกทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์มาแล้วในประเทศมาเลเซีย กัมพูชา รวมไปถึงที่สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ โดยเมื่อวันที่ 26 มกราคมที่ผ่านมา พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ ได้นำชุดสืบสวนไปเปิดปฏิบัติการร่วมตำรวจมาเลเซียช่วย 2 เหยื่อไทยชาว จ.พะเยา จับกุมกลุ่มผู้กระทำความผิด ได้ 5 คน เป็นชาวไต้หวัน 3 คน และชาวมาเลเซีย 2 คน โดยมีหัวหน้าขบวนการเป็นชาวไต้หวัน

ต่อด้วยพนมเปญ กัมพูชา

 ต่อมาวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ตำรวจชุดเดียวกันได้นำชุดปฏิบัติการจากกรุงเทพฯบินด่วนแบบลับๆประสานงานตำรวจและทหารกัมพูชาบุกทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลางกรุงพนมเปญแก๊ง นายเฉิน หยวน ไข่ หัวหน้าขบวนการคอลเซ็นเตอร์สัญชาติไต้หวัน จับกุมชาวไทยได้ 26 คน ชาวไต้หวัน 4 คน และชาวกัมพูชา 4 คน จากนั้นได้นำข้อมูลทั้งหมดที่ได้จากการสอบปากคำผู้ต้องหาทั้งที่จับกุมได้ในเมืองไทยและต่างประเทศ จึงพบว่าแก๊งคนร้ายมีความเชื่อมโยงกันโดยมีแกนหลักใหญ่ของขบวนการเป็นชาวไต้หวัน จึงนำข้อมูลทั้งหมดมาขยายผล

จากนั้นลุยจับถึงดูไบ

ทั้งนี้ข้อมูลการสืบสวนที่ได้นำมารวมกับข้อมูลที่ได้จากผู้ต้องหารายสำคัญ คือนายสมชาย แซ่ฉี หรือฉีเคอ อายุ 65 ปี หัวหน้าแก๊งที่ถูกตำรวจจับได้พร้อมผู้ที่ทำหน้าที่กดเงินจากเอทีเอ็มและโปรแกรมเมอร์ชาวไต้หวัน กว่า 28 คน ในพื้นที่ สภ.บางแก้ว เมื่อวันที่ 5 มกราคมที่ผ่านมา ซัดทอดว่าได้ตั้งคอลเซ็นเตอร์ในเมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรสด้วย ใช้บ้านหรูห่างจากใจกลางเมืองดูไบ กว่า 20 กิโลเมตร เป็นฐานปฏิบัติการในการหลอกลวงปลายทางที่เป็นคนไทย

แกะรอยเครือข่ายฉีเคอ

เมื่อได้ข้อมูลเช่นนี้ปฏิบัติการทลายเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ ฉีเคอ จึงเริ่มขึ้น ชุดทำงานจาก ศป.ฉปทร.ตร และสำนักงานตำรวจดูไบ ร่วมกันแกะรอยจนเป็นที่แน่ชัด แล้วได้วางแผนก่อนเปิดปฏิบัติการในการเข้าจับกุมขบวนการดังกล่าวเมื่อราว 23.00น. ของ วันที่ 19 มีนาคมที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น

ห่างนครดูไบ 20กม.

ตำรวจไทยและดูไบได้นำกำลังเข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 21 ถ.วาก้า 27 หมู่บ้านวาก้า 4 เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยบ้านดังกล่าวเป็นบ้านหรูสูง 2 ชั้นครึ่ง ตั้งอยู่ในย่านดราก้อนมาร์เก็ต ห่างจากนครดูไบประมาณ 20 กิโลเมตร

พบ23คนไทยร่วมโทรลวงเหยื่อ

จากการเข้าตรวจค้นพบคนไทย ทำหน้าที่เป็นพนักงานคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเต็มใจมาทำภายในบ้านหลังนี้23 คน และชาวไต้หวัน หัวหน้าผู้ควบคุมอีก 1 คนทั้งหมดถูกดำเนินคดีในเบื้องต้นที่สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์

สรุปยอดรับแจ้งทั่วปท.ถูกตุ๋น200ล.บาท

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลของ ศป.ฉปทน.ตร. ก่อนที่จะร่วมกับตำรวจดูไบและกัมพูชาเข้าจับกุมผู้ต้องหา ระบุว่า ได้รับแจ้งความจากผู้เสียหายทั่วประเทศ 383 คดี มูลค่าความเสียหายประมาณ 200 ล้านบาท ออกหมายจับผู้ต้องหา 373 หมาย จับกุมได้แล้ว 229 หมาย อายัดเงินผู้เสียหายจากการหลอกลวงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ส่งคืนให้กับผู้เสียหาย  66 ราย รวมเป็นเงิน 12,523,064.73 บาท จับกุมผู้กระทำผิดทั้งชาวไทยและต่างชาติ รวม 255 ราย ร่วมกับสำนักงานกสทช.จับกุมบริษัทที่ให้บริการ VoIP  6 ราย ร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ง. ยึดอายัดทรัพย์สินที่ได้มากจากการกระทำผิด  120 ล้านบาท

จับผตห.มาเลย์-กัมพูชา55ราย

อีกทั้งประสานข้อมูลความร่วมมือระหว่างประเทศกับทางการกัมพูชา และทางมาเลเชีย จับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศมาเลเซียและกัมพูชา 5 แห่ง จับกุมผู้ต้องหา จำนวน 55 ราย

สงสัยโทรสายด่วน1155และ1910

ส่วนการป้องกันการเกิดเหตุได้ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบข้อมูลการกระทำผิดของกลุ่มคนร้ายผ่านทางสื่อต่างๆ โดยเปิดสายด่วน 1155 และ 1910 ให้ประชาชนโทรมาแจ้งข้อมูลและประสานสำนักงานกสทช. บล็อกเบอร์โทรศัพท์ที่คนร้ายใช้สัญญาณ VoIP ปลอมหมายเลขโทรศัพท์ โทรเข้ามาหลอกลวงประชาชนกว่า 150 หมายเลข

ตร.ไทย ออกโรงปราบ หลังหลายชาติเป็นเหยื่อ

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์กล่าวว่า หัวหน้าขบวนการคอลเซ็นเตอร์เริ่มต้นจากประเทศไต้หวันก่อนที่จะกระจายไปทั่วโลกโดยเฉพาะในเอเซีย ทุกเครือข่ายในแต่ละประเทศมีความเชื่อมโยงกันทั้งหมดเป็นขบวนการ ไทยจึงต้องออกหน้าเป็นประเทศแรกที่ทำงานระหว่างประเทศในการปราบปรามแก๊งคนร้าย แต่ละประเทศให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีเนื่องจากมีหลายประเทศที่ตกเป็นเหยื่อ โดยเฉพาะคนไทยตกเป็นเยื่อแก๊งนี้จำนวนมาก รัฐบาลให้ความสำคัญและเปิดไฟเขียวให้ประสานงานกับตำรวจในประเทศที่เกี่ยวข้อง

จ่อหมายจับ2หัวโจกไต้หวัน

ถึงตอนนี้ไทยกำลังจะขอศาลอาญาออกหมายจับหัวหน้าขบวนการคนสำคัญชาวไต้หวันอีก 2 คน เป็นหัวหน้าขบวนการระดับสำคัญ เมื่อออกหมายจับแล้ว จะขอให้ตำรวจสากลช่วยออกหมายแดงเพื่อติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีให้เร็วที่สุด และคาดว่าในเร็ววันนี้จะเดินทางไปยังไต้หวันเพื่อขอความร่วมมือต่อไป.

***หมายเหตุ บทความนี้เขียนโดย วัสยศ งามขำ ตีพิมพ์ลงบนคอลัมน์ Crime Track หนังสือพิมพ์ Bangkok Post ฉบับวันที่ 2 เมษายน 2561