บช.ภ.1จ่อใช้แอพพลิเคชั่นแก้ร้องเรียนตำรวจ

เดอะแซ๊กพล.ต.ท.อำพล บัวรับพร  ผบช.ภ.1

เคยนั่งคุยมาครั้ง เมื่อปลายเดือนมกราคม 2562หลังผ่าน 3 เดือนแรกของการเป็นพล.ต.ท.ในตำแหน่ง ผบช.ภ.1

คุมกำลังตำรวจดูแลสารทุกข์สุกดิบชาวบ้านในพื้นที่ สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท ลพบุรี สระบุรี  

ได้มาคุยกันอีกครั้งปลายปี 2563 เมื่อนายพลคนนี้ได้รับการไว้วางใจนั่งเก้าอี้ต่ออีก1สมัย

มาฟังกันครับว่าสถานการณ์ในพื้นที่ภาค1 เป็นอย่างไรบ้างในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา

โดยเฉพาะโครงการไลน์ไล่ล่าตาสับปะรด โครงการปักกลด ที่เจ้าตัวนำมาใช้เป็นนโยบายหลัก

ที่สำคัญ ทำอย่างไรให้ชาวบ้านร้องเรียนตำรวจให้น้อยมากที่สุดตามแนวคิดของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา อดีตผบ.ตร.ที่เคยให้ไว้เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง

ปลื้มได้รางวัลปราบยานรกจากบิ๊กตู่            “เรื่องยาเสพติด จับมาก ล่าสุดเพิ่งได้รับรางวัลจากนายกรัฐมนตรี ในฐานะบุคคลที่มีผลงานระดับดีเด่นด้านการพัฒนานโยบายการแก้ไขปัญหายาเสพติด ปีที่ผ่านมา  แล้วเรื่องยาเสพติดก็ช่วยกัน ไม่ว่าจะเป็นโครงการปักกลด

โครงการปักกลด ตร.ขยายทั่วปท.

เราเอาตำรวจไปอยู่กับชาวบ้าน ไปปักกลดกับชาวบ้านที่อยู่ตามหมู่บ้าน หมู่บ้านละ 1 เดือน 5 คนลงไป ก็ทำเรื่องยาเสพติด นำร่องได้รับการตอบรับ

จนกระทั่งปีนี้ ท่านรองเด่น(พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รองผบ.ตร.) จะเอาไปขยายทำทั้งประเทศไทย เป็นอานิสงส์ให้พี่น้องประชาชน

แต่มันจะต้องเอาทุกเรื่อง อาชญากรรมทุกเรื่อง ไปแก้ไขปัญหาทะเลาะวิวาท เรื่องเด็กแว้น เรื่องยาเสพติด เรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้ง เป็นเรื่องที่เกิดกับชาวบ้าน ชาวบ้านเขาชอบ เป็นเรื่องที่น่าประทับใจ แล้วการป้องกันปราบปราม ก็บรรลุเป้า…”.

เจ้าของนามเรียกขานเอราวัณ1 เริ่ม

ไลน์ไล่ล่าตาสับปะรดได้ผลเยอะ เรื่องไลน์ไล่ล่าตาสัปปะรด ได้รับความร่วมมือมากในการจับโจร ที่มีการแจ้งในไลน์ไล่ล่า เพราะเรามีสมาชิกแต่ละโรงพัก 1,500คน ก็เป็นแสนคน มี 134สถานี ก็ช่วยกันกระจายไป

ได้ผลเยอะมาก เพราะพี่น้องประชาชนเห็นความสำคัญ แจ้งคนหาย แจ้งของหาย แจ้งเบาะแส ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี

คดีใหญ่ตามจับได้เกือบ100%           ที่สำคัญคือ เรื่องการติดตามจับกุมคดีสำคัญ ยาเสพติดรายใหญ่ เจ้าหน้าที่ตำรวจเรา เก่ง เรียกว่าจับคดีอุกฉกรรจ์ได้เกือบ 100%เลย คดีเกิดจับได้ เน้นเรื่องงานป้องกันด้วย แต่ว่าถ้าเกิดแล้วก็จะจับได้ จับได้เกือบ 100% ในคดีอุกฉกรรจ์หรือพวกคดีที่น่าสนใจ อยู่ในความสนใจของพี่น้องประชาชน  

หน่วยเหนือดูแลดีสวัสดิการไม่มีปัญหา           

เรื่องสวัสดิการตำรวจก็ดูแลอย่างดี ไม่มีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาวุธ ยุทโธปกรณ์ น้ำมัน หรือแม้แต่เบี้ยเลี้ยง ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยเหนือเป็นอย่างดี ไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่ โดยเฉพาะเบี้ยเลี้ยงโควิด

ที่ผ่านมา รัฐบาล ได้ให้เบี้ยเลี้ยงตำรวจเรา ก็ได้มีการเฉลี่ยไป ไม่มีปัญหา มีบ้างเล็กน้อย แต่ว่าเป็นเพราะการทำผิดระเบียบ ไม่ใช่เรื่องการคอรัปชั่น ก็กระจายความสุขไป 

เน้นสหกรณ์เข้าช่วยเรื่องหนี้สิน

เรื่องหนี้สินตำรวจ  มีสวัสดิการเรื่องสหกรณ์ออมทรัพย์ พยายามให้ทุกคนเป็นสมาชิก มีการแก้ฉุกเฉิน มีเงินแก้ปัญหา

โควิดที่ผ่านมา มีการส่งเสริมให้ประกอบอาชีพ แล้วเราออกทุนให้ โดยให้ดอกเบี้ยต่ำ แล้วเพิ่มเพดานในการกู้ ให้เท่าที่มีความจำเป็น ให้ได้รับความร่วมมือด้วยดีจากสหกรณ์ฯ มีสมาชิกกว่า 600-700 คน

ตอนนี้ของภาค 1 พยายามจะกระจายไปให้ครบทุกพื้นที่ ให้ภูธรจังหวัดช่วยเหลือ ได้รับการตอบสนองอย่างดี ช่วยได้เยอะในช่วงโควิด เพราะว่าทุกคนเดือดร้อน 

แนะครูผู้ปกครองคุยเด็กเรื่องเห็นต่าง เรื่องความมั่นคง ปัญหาเรื่องความเห็นต่าง ของเด็กและเยาวชน ที่เกี่ยวข้องกับตำรวจ เรามีมาตรการให้กับตำรวจ ก็เข้าไปพูดคุย ชี้แนะ แนวทาง โดยเฉพาะกับครู ผู้ปกครอง ที่เขามีความเชื่อมั่น เน้นไปทางโรงเรียน กับทางบ้าน ให้ตำรวจเข้าไปพูดจากัน

เป็นไทยได้เพราะชาติศาสน์กษัตริย์            ตัวผมเองก็มีโอกาสได้ไปพูดคุยตามสถานที่ต่างๆ ที่เขาเชิญไป ก็ให้เขาเห็นความสำคัญของสถาบัน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ บ้านเราอาจจะไม่เหมือนเมืองนอก ทุกวันนี้ที่เราเป็นไทยได้ เพราะเรามี 3สถาบันหลัก  อาจจะไม่ได้สอนในสถาบันในเรื่องประวัติศาสตร์

แต่ว่าเราไปเน้นย้ำ เอาพวกวีดีทัศน์ วีดีโอ เอาหนังที่มีเรื่องราวของบรรพบุรุษ ที่หวงแหนแผ่นดิน ไปให้เขาดู ให้เกิดความรักชาติ รักแผ่นดิน แล้วก็รักสถาบัน

พบการแนะนำผิดๆในโซเชี่ยลเยอะส่วนความคิดความอ่านของเขา พยายามดูเรื่องโซเชียลมีเดีย ที่สอนผิดๆ เราจะมีการติดตาม พบการกระทำผิดเยอะเหมือนกัน ประสานกับ ปอท.ในเรื่องทางเทคนิค เพื่อจะได้ดูว่าเว็บไหน อะไรที่มันเกินไป แต่ในส่วนทางคดี ก็มีความผิดเกี่ยวกับการใช้โซเชียลมีเดีย หลายคดี 20 กว่าเรื่อง 

ต้องเข้าใจเด็ก ค่อยๆอธิบาย         เราก็ทำให้เขามีความรู้สึกว่า การพูดอะไรที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง หรือบิดเบือน จะมีความผิด เขาก็ฟังบ้าง ไม่ฟังบ้าง ตามประสาเด็ก เราก็ต้องเข้าใจเขา เราจะไปโทษเขาก็ไม่ได้หรอก เพราะว่าเขาถูกสังคมแวดล้อม อยู่ในสังคมไม่เหมือนสมัยเรา

สมัยเรานี่เห็นในหลวง ได้ทำอะไรเยอะแยะ แต่หลังทรงประชวร รัชกาลที่ 9อาจจะเห็นน้อยลง แต่ว่ารัชกาลที่ 10 ท่านต่อยอดตลอด 

ร.10ต่อยอดปิดทองหลังพระ            อย่างโครงการโคกหนองนา ในเรื่องโควิด ที่ได้บริจาคให้กับทางโรงพยาบาล เครื่องมือแพทย์ หรือสิ่งอะไรต่างๆ

เราก็ประชาสัมพันธ์ให้เด็กได้รู้ว่า หลายๆ อย่าง ที่พระองค์ท่านปิดทองหลังพระ อย่าไปมองแต่โซเชียลมีเดีย ที่ปัจจุบันทำอะไร มันก็เอามาพูดในสิ่งที่ไม่ดีทั้งหมด แล้วมันเร็วมาก แล้วสอนให้เขามีสติ ในการมอง ในการคิด 

ชมหัวหน้าโรงพักเรื่องความมั่นคงสำคัญที่สุดคือ ในงานใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องม็อบ หรือว่าจะเป็นเรื่องการดำเนินการ เราได้หัวหน้าโรงพักที่เข้าไปประสานงานกับสถาบันต่างๆ  โดยเฉพาะ พวกแกนนำ พวกการ์ดต่างๆ น้องๆ ก็ให้ความร่วมมือดี

ก็ไม่ค่อยมีเหตุอะไรรุนแรงมากนัก สามารถอยู่ในกรอบ อะไรที่ผิดกฎหมายก็มีบ้าง ก็เข้าใจ ก็ว่าไปตามกฎหมาย เขาก็เข้าใจ ก็ส่วนใหญ่ก็จะมามอบตัว ส่วนใหญ่ก็จะมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ก็ถือว่าเป็นความโชคดี เราก็ชี้แนะไปเรื่อยๆ ก็จะเห็นว่า ในการก่อม็อบ ก่ออะไรต่างๆ ก็จะไม่เกิดเหตุอะไรวุ่นวาย หรือรุนแรง

แล้วก็ไม่กระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับการจราจรมากนัก ถือว่าได้รับความร่วมมืออย่างดี 

เลือกตั้งท้องถิ่นเน้นให้สู้กันในเกมส่วนเรื่องสถานการณ์การเลือกตั้งท้องถิ่นที่จะมีขึ้น ให้นโยบายตำรวจไปว่า ให้เข้าไปประชาสัมพันธ์ ให้แต่ละคนได้ดูกฎหมายเลือกตั้ง เพราะมันละเอียดอ่อน

บอกให้แต่ละคนได้ศึกษาให้ดี เดี๋ยวจะทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง และสองเน้นย้ำเรื่องให้ต่อสู้กันในเกม อย่าเล่นนอกเกม อย่ามีการกระทำโดยการใช้มือปืนรับจ้าง  

จับตาตู่กัดคู่ขัดแย้งเป็นพิเศษ จากนี้จะต้องระดมกวาดล้าง เรื่องอาวุธปืน ทำข้อมูลเครือข่ายต่างๆ ผู้ติดตาม ผู้สมัคร ผู้มีอิทธิพล เพื่อจะได้รู้ว่าแต่ละคนมีการติดต่อกับเครือข่ายกับใครบ้าง เน้นย้ำเรื่องคู่กัดที่มันมีปัญหาการเลือกตั้งที่มันรุนแรงเป็นหลัก จะจับตามองเป็นพิเศษ แล้วจะส่งกำลังลงไปด้วย เช่น คู่กัด

ผมเรียกคู่กัด หรือคู่ขัดแย้งที่มันมีความรุนแรงจากในอดีตที่ผ่านมา  ส่วนใหญ่ที่นี่ก็ไม่ค่อยขนาดนั้น แต่ก็ไม่ไว้ใจ ก็เน้นย้ำเพื่อให้ทันเกม อย่างวันที่ 20เดือนหน้า ก็เริ่มแล้ว นายก อบจ.ก่อน หลายพื้นที่ก็มีการแข่งขันกันสูง แต่ยังไม่มีสิ่งบอกเหตุ ณ ขณะนี้ 

ในอนาคตใช้เทคโนโลยี่เป็นหลัก            ส่วนการบ้านของ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร.ที่ให้วางอนาคตหน่วยงาน 5ปี ให้วางภาพว่าตำรวจจะเป็นอย่างไร เราเริ่มให้ภาคประชาชน ภาคเอกชน เข้ามาเริ่มพัฒนาเรื่องเทคโนโลยี เป็นหลัก ต่อไปจะใช้เทคโนโลยีเยอะ ต่อไปจะไม่เห็นสายตรวจ

สายตรวจกล้องวงจรปิดลดใช้คนสายตรวจอาจจะเป็นสายตรวจกล้องวงจรปิด มันจะไม่เปลือง แล้วดูได้ทุกมุม หรืออย่างการแจ้งความร้องทุกข์ จะพัฒนาไปว่า แจ้งที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องไปแจ้งที่โรงพักนี้ โรงพักโน้น ก็แจ้งโรงพักนี้ เดี๋ยวเขาลงระบบคอมพิวเตอร์ ออนไลน์ โรงพักนั้นก็รับเรื่องไป ไม่ต้องเดินทางไกลๆ  

แล้วเอาเทคโนโลยีมาใช้ให้มากๆ โดยเฉพาะกล้องวงจรปิด รัฐบาลเน้นย้ำ ให้พัฒนารวมศูนย์ ทำให้เห็นระบบการป้องกันและระบบการสื่อสารการข่าว จะใช้เทคโนโลยี เป็นหลัก

ผบ.ตร.ก็จะเน้นย้ำ การมีส่วนร่วม และการใช้เทคโนโลยี ต่อไป ตำรวจจะมีความรู้เรื่องเทคโนโลยีมากขึ้น ได้เอามาใช้ในการเก็บข้อมูล สืบหาตัวบุคคล เก็บดีเอ็นเอ กับพวกลายนิ้วมือ ไม่จำเป็นต้องไปเก็บ คือต่อไปอาจจะเก็บไว้ในระบบตั้งแต่เกิด มันก็ง่าย 

รวมแผนประทุษกรรมสืบหาคนร้ายเราก็พัฒนาในเรื่องข้อมูลในการค้นหา การอ่าน หรือแผนประทุษกรรมต่างๆ อาจจะพัฒนาถึงขั้นว่าทุกเรื่องที่รับแจ้ง อาจรวบรวมเป็นสถิติ ในการทำสืบสวนก่อน เพื่อให้ได้รู้ตัว แล้วค่อยมาทำสอบสวน  

การพัฒนาจะขึ้นไปอย่างนี้ ทำให้ได้ข้อมูลที่เป็นจริง ในการวิเคราะห์ วางแผน ในการแก้ปัญหา ในการป้องกัน หรือวางแผนในการจัดกำลัง หรือวางแผนในการของบประมาณ ที่มันตรงกับความเป็นจริง

แก้ร้องเรียนใช้แอปฯตามงานสอบสวน นอกจากนี้มีโรงพักนำร่อง ตอนนี้เริ่มในเรื่องสอบสวน เนื่องจากเรามีปัญหาเรื่องสอบสวน จะถูกร้องเรียน 60% เลย ของเรื่องที่ถูกร้องเรียน ปีๆ หนึ่ง 3,000-4,000ราย 

ก็นำร่อง 5 โรงพัก ให้พี่น้องประชาชน ใช้แอพพลิเคชั่น ลงข้อมูลว่าไม่พอใจอะไร แล้วระดับ ผกก. ระดับ ผบก.และระดับภาค จะรับรู้ก่อน แล้วแก้ไขปัญหา

อยู่ในช่วงทดลอง

เขาเรียกว่า แอพการติดตามงานสอบสวน กำลังทดลอง ยังไม่ได้ตั้งชื่อเป็นทางการ แต่เป็นแอพพลิเคชั่น เป็น คิวอาร์โค้ด สำหรับคนที่มาแจ้งความ จดไว้ แล้วมีแบบฟอร์มให้กรอก ว่าพอใจหรือไม่พอใจ เรื่องไหน ไม่ใช่รอไป แล้วตำรวจไม่ไปแก้ปัญหา แล้วมีการร้องเรียน สุดท้ายแก้ปัญหาไม่ได้ 

ดูตั้งแต่ต้นทางไม่พอใจตรงไหน           คือต้องวิ่งเข้าหาประชาชนก่อน เพื่อจะลดปัญหาการร้องเรียน ตำรวจเรา มีปัญหาการร้องเรียนอยู่ ไม่ให้ความเป็นธรรม ไม่ใส่ใจ ไม่แจ้งความคืบหน้า เข้าข้าง เรียกรับผลประโยชน์ พนักงานสอบสวนจะโดนเรื่องพวกนี้ แล้วก็ถูกร้องเรียน สุดท้ายโดนตั้งกรรมการสอบ

แต่เรากำลังจะเข้าไปตั้งแต่คนที่มาแจ้งความ ครั้งแรกเลย เพื่อที่จะได้รู้ว่าเขามีปัญหาอะไร แล้วแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นทาง จะไม่ต้องไปแก้ที่ปลายทาง แล้วมันแก้ปัญหาอะไรไม่ได้แล้ว

เริ่มทดลองใช้ใน5โรงพักเมืองใหญ่

ต้องให้ตำรวจเรามีความรับผิดชอบสูงขึ้น เพราะนี่คือปัญหาหลักของเราเลย สมัยก่อนท่านแป๊ะ บอกว่า ขออย่างเดียวได้มั้ย ลดการร้องเรียนลงให้ได้ 50% ก็ยังทำไม่ได้

แต่ทีนี้เรามีการนำร่อง ตั้งแต่ต้นเดือนมา ใน 5โรงพัก ว่าการที่เราให้ประชาชนพูดก่อนว่า ไม่พอใจอะไร แล้วตำรวจ เข้าไปแก้ไขเลย 

จะมี5โรงพักเมืองเป็นหลัก อย่างที่นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ เพื่อจะลองดูว่าทำได้มั้ย ถ้าทำได้ เราจะขยายผล 

3วัน7วัน ให้ผกก.-ผบก.ติดตามผล

แต่ผมมีแนวความคิดว่า อันนี้อาจจะทันสมัยไป ได้ให้นโยบายไปว่า 3 วัน ผกก.จะต้องมีทีมงานติดตาม คนมาแจ้งความทุกคน ว่าไม่ประทับใจอะไร 7 วัน ผู้การจะต้องมีทีมงานสอบสวน ตามทุกคดี สุ่มถามทุกเรื่อง ว่าแต่ละคนมีความพึงพอใจอะไร หรือไม่พึงพอใจอะไร

แล้ว 15 วัน ให้กองกฎหมาย ตามต่อไป เพราะฉะนั้น มันจะทำให้เกิดนโยบายที่ผมพูดไป ให้เริ่มทำตั้งแต่เดือนที่แล้ว 

ใช้คิวอาร์โค้ดกันครหาเข้าข้างตัวเอง เราใช้แอพพลิเคชั่น เพื่อจะให้ไปสุ่มตรวจ แล้วเดี๋ยวมันจะเข้าข้างตัวเอง เหมือนตำรวจเข้าข้างกันเอง เราจะใช้คิวอาร์โค้ด เพื่อให้พี่น้องประชาชน พูดเอง ว่าพอใจหรือไม่ กำลังทดลอง คาดว่าประมาณ 1 เดือน หรือไม่เกิน 3 เดือนจะรู้แล้ว เพราะว่าสำนวนคดี ส่วนใหญ่ก็มีกรอบเวลาทำ เรารู้

เราพบปัญหา แล้วเราจะแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นเหตุเลยว่า ไม่พอใจอะไร เข้าไปแก้ก่อน ไม่ใช่ปล่อยให้มันสุกงอม จนผู้เสียหายบอกไม่ไหวแล้ว จะร้องเรียน อย่างนั้นมันก็แย่ 

เข้าไปแก้ไขก่อนเลย ให้ผู้ใหญ่ลงไปแก้ ตั้งแต่ ผกก.หรือ ผบก.หรือฝ่ายกฎหมายเรา ระดับ รอง ผบช.ดีมั้ย ดีกว่าเยอะ พี่คิดดูแล้ว อย่างถ้าแก้มา 2 ปี แล้วยังแก้ไม่ได้ ลองเอาอย่างนี้ซิ เดี๋ยวถ้าได้แล้ว อาจจะนำร่อง แล้วเสนอ ผบ.ด้วย 

ด่านมั่งคงเน้นเส้นทางรอง           

ส่วนเรื่องด่าน ตอนนี้ยังมีด่านความมั่นคง  ส่วนด่านเรื่องการตั้งแอลกอฮอล์ หรืออะไร ยังไม่เน้น ด่านทางหลวง ความเร็ว ไม่เน้น เราเน้นทางรอง ทางหลักให้ทางหลวง เราจะลดช่องว่างว่าไม่ได้จับเพื่อจะเอาเงินรางวัล หรือว่าอะไรเล็กน้อยก็จับ เราจะไปเน้นเรื่องความปลอดภัยมากกว่า ไปเตือนมากกว่า

สิบล้อวิ่งซ้ายเพราะภาค1จับจริง

ที่ผ่านมา  เราไปรณรงค์เรื่องการขับขี่รถให้ปลอดภัย สวมหมวกกันน็อก ขับรถชิดซ้าย จะเห็นว่ารถสิบล้อในเขตภาค 1 ชิดซ้ายตลอด เพราะว่าโดนจับกันจริงๆ เพื่อสร้างระเบียบวินัย ด้วยความร่วมมือของพี่น้องประชาชน 

ย้ำการมีส่วนร่วมอย่าคิดธุระไม่ใช่ฝากพี่น้องประชาชน ว่า ในไลน์ไล่ล่า หรือการมีส่วนร่วม จริงๆ แล้ว ประชาชนก็คือตำรวจ ตำรวจก็คือประชาชน ถ้าทุกคนช่วยกัน มีส่วนร่วม ช่วยกันดูแลความเรียบร้อย

อย่าไปคิดว่าเป็นหน้าที่ของคนนั้น ของคนนี้ ใครเห็น ใครทำ ใครมีโอกาส ก็ช่วยแจ้งเบาะแส หรือว่าช่วยเตือน ช่วยเป็นหูเป็นตา ความรุนแรง มันก็อาจจะไม่เกิดขึ้น

อย่าไปคิดว่า ธุระไม่ใช่ ไม่เกี่ยวกับเรา แต่วันหนึ่งมันอาจจะมาถึงเรา แล้วเราอาจจะเสียใจว่า ทำไมเราไม่พูด ไม่แจ้ง ทั้งๆ ที่เรารู้

อย่าไปกลัวเกรงกับอิทธิพล หรืออะไรต่างๆ เพราะว่าการแจ้งตำรวจ เดี๋ยวนี้ก็เป็นความลับ 

การชี้เบาะแสคือการช่วยสังคม

“การแจ้งเบาะแส ให้รู้ นี่ มันดีกว่า อย่างหลายๆ เรื่อง เช่น ไปลักทรัพย์พระ ไปลักรถ ไปงัดบ้าน ลักเครื่องสูบน้ำ พอมีคนเตือนมา เราก็เตือนไป เขาก็จะระมัดระวังทรัพย์สินของเขา เมื่อมีการชี้เบาะแสก็จะจับได้ ทำให้ไม่เกิดความเสียหายต่อคนอื่นๆ

คนอื่นนั้นก็อาจจะเป็นญาติเรา หรือตัวเราเองก็ได้ในวันหนึ่ง ทำไมเรารู้อยู่แล้ว แล้วเราไม่ช่วยกันป้องกัน

ถ้าวันหนึ่งมันกลับมาทำให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงต่อครอบครัวเรา เราจะเสียใจมาก ถ้ามีโอกาส ก็ต้องช่วยกัน ช่วยสังคม อย่าไปคิดว่าเป็นหน้าที่คนนั้น คนโน้น….” 

นี่คือภาพรวมของตำรวจภาค1ในรอบ1ปีที่ผ่านมา อีกทั้งการคาดหวังภาพตำรวจภาค1ในอนาคตของเดอะแซ๊ก-พล.ต.ท.อำพล บัวรับพร แม่ทัพสีกากีภาค1ครับ

กากีกลาย22/11/63