ผู้ชนะยูโร2020มีหนึ่งเดียว

 

จู้กหู้กกู้กราบฟุตบอลยุโรป 2020 มันส์ยกร่องจนหยดสุดท้ายจริงๆ

ย้อนกลับไปรอบ 4 ทีมอีกครั้ง..

สเปนแก้ลำความร้อนแรงของอิตาลีด้วยการเพรสซิ่งสูง บีบพื้นที่เร็วและทำให้ทีมของ มันชินี่ เล่นยากมากที่สุดในทัวร์นาเมนต์นี้

จากทีมที่ไล่โขยกคู่แข่งอย่างบันเทิงเกือก อิตาลีต้องกลับไปเล่นเกมรับอย่างอดทน เฝ้ารอโอกาส

ประตูของ เฟเดริโก้ เคียซ่า ทำให้แฟนอิตาลีเฮลั่นบ้านไม่ต่างจากวันที่ ฟาบิโอ กรอสโซ่ ยิงเยอรมันในฟุตบอลโลกปี 2006

เพราะมันคือประตูที่ปลดล็อกความกดดันจนสามารถหายใจหายคอได้โล่งขึ้นบ้าง

จานลุยจิ ดอนนารุมม่า แสดงให้เห็นแล้วว่าทำไมเขาถึงกลายเป็นนายทวารมือหนึ่งของทีมทั้งที่อายุแค่ 22 ปี

ขณะที่คู่เซนเตอร์รุ่นน้าของเขาอย่าง เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ กับ จอร์โจ้ คิเอลลินี่ คือกำแพงเหล็กที่ช่วยแบ่งเบางานของ ดอนนารุมม่า ได้เป็นอย่างดี

ความสมดุลในแดนกลางต้องยกความดีความชอบให้ จอร์จินโญ่ คีย์แมนที่หลายคนมองข้ามทั้งในนามสโมสรและในนามทีมชาติ

เฟเดริโก้ เคียซ่า วิ่งสู้ฟัดราวกับนี่คือเกมสุดท้ายในชีวิต

ประตูที่ยิงได้ลูกนั้นคือสัญญาณที่บอกกับเราว่าเด็กคนนี้ชื่นชอบการยิงประตูทีมใหญ่เป็นที่สุด

อิตาลีเข้ารอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จจากการดวลชนะจุดโทษ บนเกมที่อึดอัด หนักหน่วง และเจียนอยู่เจียนไปหลายครั้ง

อีกแค่ก้าวเดียว…

ไม่ว่าฝันร้ายจากยูโร 2000 จะสิ้นสุดหรือยังคงดำเนินต่อ เราก็คงไม่สามารถต่อว่าอะไรทีมชุดนี้ได้เลย

อังกฤษเล่นได้เหนือกว่าเดนมาร์ก จนสมควรเป็นผู้ชนะในเกม 120 นาทีเมื่อคืนอย่างแท้จริง…

แต่การชนะของพวกเขากลับมาจากจุดโทษที่โคตรกังขาแฟนบอลและกูรูลูกหนังทั่วโลก

รูปเกมตลอด 45 นาทีแรก เกมของทั้ง 2 ทีมค่อนข้างรัดกุม อังกฤษเองอาจจะครองเกมบุกได้เหนือกว่า แต่เดนมาร์กก็มีจังหวะวูบวาบสวนกลับได้เป็นระยะๆ

จนเมื่อ มิคเคล ดามส์กาด โชว์ยิงฟรีคิกสุดสวยลูกแรกของยูโรครั้งนี้ให้ทัพโคนมขึ้นนำในนาทีที่ 30 เกมก็ทำท่าจะเปิดมากขึ้น


อังกฤษก็มามีโชคช่วย เมื่แฮรี่ เคนที่ถอยตัวเองลงมายืนเป็นเพลย์เมคเกอร์ปาดบอลให้ บูกาโย่ ชาก้า จากทางขวา

ก่อนที่ปีกรถด่วนของอาร์เซนอลจะเปิดเรียดเข้ากลางให้ ซิมง เคียร์ ไม่มีทางเลือก สกัดเข้าประตูตัวเองไป

แม้จะเริ่มครึ่งหลังด้วยการเสมอ 1-1

เดนมาร์กก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะเพลี่ยงพล้ำมากนัก เพราะวันนี้ อันเดรส คริสเตนเซ่น กองหลังจากเชลซี เก็บกินเกมบุกของอังกฤษได้แทบทั้งหมด

แถมในหลายๆจังหวะ จอร์แดน พิกฟอร์ด นายด่านเมืองผู้ดี ก็ออกอาการลนลาน ล่อกแล่ก แบบน่าโดนซัดหายอยู่หลายครั้ง


การเปลี่ยนตัวของโค้ชฮุลมันด์ ที่เลือกถอดทั้ง ดามส์กาด และโดลเบิร์กออก ในช่วงกลางครึ่งหลัง

ทำให้จู่ๆ เดนมาร์กก็เกมรุกหายไปแบบเครื่องดับซะอย่างนั้น

อังกฤษเองที่ได้ใจ ก็จัดแจงส่ง แจ็ค กรีลิช ลงมานวดแนวรับเดนมาร์กเช่นกัน

แต่จนแล้วจนรอด ด้วยฟอร์มอันสุดยอดของ แคสเปอร์ ชไมเคิล ที่วันนี้เซฟไปถึง 9 ครั้งในเกม ก็ทำให้อังกฤษไม่ได้ใกล้เคียงกับประตูขึ้นนำเลยแม้แต่น้อย

เกมในช่วงต่อเวลาพิเศษ 30 นาที ลูกทีมของ เซาธ์เกทมีโอกาสมากขึ้น…

จนมาได้ประตูชัยจากลูกจุดโทษสุดกังขาในนาทีที่ 104 ซึ่งกรรมการไม่ยอมเช็ค var ด้วยตัวเอง

ปล่อยให้การพุ่งของ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง กลายเป็นตัวชี้วัดชัยในที่สุด

อันที่จริงจังหวะนี้ กล้องถ่ายทอดสด มีย้อนภาพ replay ให้คนทั้งโลกดูอยู่หลายมุม และมุมที่ชัดที่สุด

หลายคนคงเห็นตรงกันว่า นักเตะเดนส์แทบไม่ได้แตะโดนขา หนูหริ่ง เลยด้วยซ้ำ

(หลังเกม เวนเกอร์อดีตกุนซือปืนโตก็เห็นเช่นเดียวกับแฟนบอลว่า มันไม่ควรเป็นจุดโทษด้วยประการทั้งปวง)

จู้กหู้กกู้ฟันฉับสุดท้ายแล้ว ความกังขาที่แวมบลีย์จะพาอังกฤษเป็นผู้ชนะนัดสุดท้าย !!!