เป็นนักปฏิบัติการพิเศษ ไม่ใช่นักสืบ

14990

พ.ต.อ.สหัส ใจเย็น ผกก.ปพ.บช.ปส. หรือ หัวหน้าชุดปฏิบัติการพิเศษ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด “สยบไพรี”

เขาเป็น 1ใน4หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการประเทศไทย ประกอบด้วย นเรศวร261 บช.ตชด. อรินทราช26 บช.น. คอมมานโด กองปราบปราม (สยบริปูสะท้าน)บช.ก. และสยบไพรี บช.ปส.

กว่าจะมาถึงวันนี้ ทุกเรื่องของเขา มีที่มาที่ไป

ทำให้เห็นว่า คนทำงาน ถึงจะอยู่สุดขอบประเทศ แต่ผู้บังคับบัญชาที่อยู่บนหอคอยยังมองเห็น และสนับสนุน เป็นเรื่องมีอยู่จริง แล้วจะนำมาเล่าสู่กันฟังในภายหลัง

วันนี้มาดูเขี้ยวเล็บคู่กาย ของหัวหน้าหน่วย”สยบไพรี”ผู้ร้อนดั่ง”ไฟ” กันว่ามีอะไรบ้างครับ

 “ชีวิตไม่มีเรื่องบังเอิญ ทุกอย่างมีที่มาที่ไป….”

พ.ต.อ.สหัส ใจเย็น ผกก.ปพ.บช.ปส. หัวหน้าหน่วยสยบไพรี หน่วยปฏิบัติการพิเศษ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 1 ใน 4 หน่วยปฏิบัติการพิเศษเมืองไทย ว่าไว้

จากเด็กหนุ่มนักเรียนโยธินบูรณะ  ชีวิตเกือบผิดทิศผิดที่ ถ้าวันนั้นไม่เดินมาเจอ บัณฑิต ขาวสุธรรม เพื่อนร่วมโรงเรียนที่แต่งชุดนักเรียนเตรียมทหาร ยืนรอรถเมล์อยู่ที่ป้ายสะพานแดง

ความคิดเปลี่ยน เขามุมานะเข้าโรงเรียนเตรียมทหารได้ในปีต่อมา เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 33 และนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น49

พ้นรั้วสามพรานปี 2539 บรรจุเป็นรองสารวัตรสอบสวน สภ.อ.ท่าชนะ จ.สุราษฏร์ธานี เป็นแห่งแรก ก่อนเข้าเวย์ที่ชอบ ด้วยการเป็นนปพ.ภาค 8  ทั้งๆที่ตอนนั้นยังไม่รู้ว่า นปพ.คืออะไร

จากนั้น ชีวิตมีแต่ฝึกกับฝึก  แต่นั่นคือคำตอบที่เขาบอกตัวเองภายหลัง สิ่งนี้แหละที่ใช่ สิ่งที่เขาหาคำตอบให้กับชีวิตมาตลอด

จนกระทั่งวันดาวเปล่งประกายฉายแสง พล.ต.ต.สมศักดิ์ สายบัว รองผบช.ภ.8 ในขณะนั้น สั่งไปเป็นพลซุ่มยิง หลังเกิดเหตุ มีคนคลุ้มคลั่งชิงปืนตำรวจ และยิงตำรวจที่จะเข้าจับกุมเสียชีวิต 2 นาย

เขาเหนี่ยวไกปืน M16 A  ปืนประจำกายจบความคลั่ง เป็นคดีวิสามัญฯศพแรกในชีวิตตำรวจ และจากนั้นชีวิตไม่เหมือนเดิม เขาถูกเรียกใช้เป็นนายตำรวจติดตาม รปภ.ผู้หลักผู้ใหญ่

เขายังวนเวียนรับราชการในสาย นปพ.อยู่ในพื้นที่ภาคใต้ จนเข้าตาผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ครั้งเป็น ผบช.ภ.9 พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบช.ทท. ครั้งเป็นรองผบก.ภ.จว.สงขลา

รวมทั้ง บิ๊กหมาย-พล.ต.ท.สมหมาย กองวิสัยสุข เมื่อครั้งยังเป็นรองจเรตำรวจ ไปราชการ ว.5 พื้นที่ภาคใต้ กับ พล.ต.อ.ชัยยะ ศิริอำพันธุ์กุล จเรตำรวจแห่งชาติ

เมื่อพล.ต.ท.สมหมาย เป็น ผบช.ปส. การเป็น ผกก.ปพ.บช.ปส.จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างที่เกริ่นไว้

เมื่อได้พูดคุยถึงเรื่องเขี้ยวเล็บคู่กาย หัวหน้าหน่วยสยบไพรี บช.ปส.เล่าให้ฟัง

กระบอกแรกที่ใช้ เป็นปืนคุณพ่อ Smith@Wesson Model 19 ขนาด 4 นิ้ว รมดำ พ่อให้มาเนื่องในโอกาสที่จบจากโรงเรียนนายร้อย

ยิงดีมาก แล้วมันเซฟตัวเอง เรื่องปลอกกระสุน ก็ใช้ลูกโม่เรื่อยมา

จนกระทั่งเริ่มชื่นชมปืนออโต้   เพราะเราทำงานปฏิบัติการพิเศษ ไม่ใช่งานสืบ ไม่จำเป็นต้องพกซุกซ่อน

พอได้เห็น Glock  ถูกใจเลย เพราะไม่มีเซฟ ปืนมันแบนๆ เรียบๆ ไม่ต้องห่วงว่าจะต้องมาเกี่ยวเข็มขัด  แล้วไม่ต้องซ่อน

กระบอกนี้เป็นปืนส่วนตัวคือ Glock 17 ขนาด 9 มม. ติดไฟฉาย สว่างมาก ทุกอย่างมีข้อดีข้อเสีย แต่มองว่า มีไว้สำหรับการช็อกแอ็คชั่น ไฟฉายเข้าตา มันหยุดเลย มีหลายๆเคสนะ แค่ผมเอาไฟฉายหยุดหมดเลย

อีกกระบอก ใช้ปืนหลวง Glock 19 Gen4  ขนาด 9 มม.

คือการทำงาน อะไรที่เหมือนกันมันก็ดี เพราะนอกจากเด็กในทีม สามารถแชร์กระสุนกับเราได้ แล้วยังใช้คู่กับ MP-5 ปืนประจำหน่วย ใช้กระสุน 9 มม.เหมือนกันได้ด้วย

 ส่วนนำวิถีที่จะทำให้มันเพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้น ผมจะเน้นกระสุนหัวรู  เจาะเกราะทั้งหมด เพราะต้องเอาให้อยู่ แรงปะทะมันสูงกว่าลูก 9 ธรรมดา

แต่ถ้าพิจารณาแล้ว ถ้าเราต้องทำงาน  บางสถานการณ์ต้องเดินป่า ระยะไกล หรือคนร้ายมีอาวุธที่มันสูงกว่าขนาด 9 ก็จะใช้ M-4 ใช้กระสุน 5.56 คือลูกเหมือนเอ็ม 16

สำหรับลูกซองนี่ ผมไม่ได้ไว้ใช้ยิงคน ผมไว้ใช้ยิงทำลายประตู ทำลายช่องทาง สิ่งกีดกั้น ยิงมาหลายครั้ง  

ผมไม่ใช่นักยิงปืน  ผมไม่มีเข็มเกินกว่าที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจให้  ผมเป็นนักปฏิบัติการพิเศษ คือผมมีทีม เลยมองว่า แค่นี้เพียงพอสำหรับผมแล้ว  

ผมไม่สะสมปืน แต่มองว่า ถ้ามันถูกใจเรากระบอกหนึ่งแล้ว มันก็คือใช่เลย  
 

โรนิน21/7/61