เสน่ห์หลวงพระบาง

322

“ชีวิตสโลไลฟ์ หลงไหลมนต์เสน่ห์อาณาจักรล้านช้างหลวงพระบาง”

การเดินทางท่องเที่ยว จะใกล้ ไกล แค่ไหนไม่สำคัญ สำคัญเพียงว่าเราได้สัมผัสและเก็บเกี่ยวบรรยากาศ ดูดซับโอโซน จดจำรายละเอียดสถานที่แห่งนั่นได้หรือไม่ นี่ซิ! สำคัญกว่า

วันนี้เลยอยากแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวใกล้ๆ เดินทางเพียงชั่วโมงครึ่งก็เปิดโลกใหม่ให้กับเรา “หลวงพระบาง ประเทศลาว” เพื่อนบ้านเรานั่นเอง

“หลวงพระบาง” ถูกยกย่องจากองค์การยูเนสโก (UNESCO) ให้เป็นเมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรมตั้งแต่ปี 2538 ด้วยความที่เป็นเมืองที่ยังคงเอกลักษณ์ความเป็นเมืองเก่า ขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรม ยังคงมีให้เห็นกันอยู่ทั่วทุกมุมเมือง

อาคารเก่าแก่ที่อยู่ยังคงอนุรักษ์รูปแบบไว้เหมือนแต่ก่อนมา ทำให้นักท่องเที่ยวที่ได้ไปสัมผัสเหมือนถูกดึงเข้าไปช่วงสมัย อาณาจักรล้านช้างหลวงพระบางเมื่อครั้งอดีต ช่างเป็นเสน่ห์ที่น่าหลงไหลเป็นอย่างมาก

พูดถึงเรื่องการเดินทางเดี๋ยวนี้ไปได้ง่ายมากบินตรง กรุงเทพ – หลวงพระบาง ได้เลยเพราะมี “สนามบินนานาชาติหลวงพระบาง” ลงจากเครื่องมาก็มีรถพร้อมจะบริการส่งเราได้ทุกที่ ราคาค่าบริการก็ประมาณ 50,000 กีบ หรือประมาณ 250 บาทไทย

การเดินทางครั้งนี้อากาศเป็นใจอย่างมาก เพราะอุณหภูมิลดลงเหลือประมาณ 14 องศา เย็นสบาย เพิ่มความสวยงามทวีคูณขึ้นไปอีก ฟินเวอร์!

นั่งรถเข้าเมือง เช็คอินเข้าที่พักเรียบร้อยก็สตาร์ทตัวออกทันที  ต้องรีบทำเวลากันหน่อย

เปิดฉาก พระราชวังหลวงพระบาง

ที่แรกที่เราไปไม่ไกลจากที่พัก เดินตรงเข้าเส้นถนนสายหลัก (ถนนสีสะหว่างวงศ์) จะพบกับ “พระราชวังหลวงพระบาง” สร้างขึ้นเมื่อปี 1904 ออกแบบโดยสถาปนิกชาวฝรั่งเศส เป็นอาคารที่ออกแบบผสมผสานระหว่างฝรั่งเศส และลาว

ยลห้องประทับเจ้ามหาชีวิต

ภายในประกอบด้วยห้องฟังธรรม พระพุทธรูปสำริดสกุลช่างลาวโบราณ มีภาพจิตรกรรมฝาผนังเล่าเรื่องวิถีชีวิตชาวลาว มีห้องท้องพระโรง ห้องที่เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา สร้างไว้เพื่อทำพิธีราชาภิเษก ด้านหลังจะเป็นห้องประทับของเจ้ามหาชีวิต มีเตียงพระบรรทมที่เป็นฝีมือของช่างคนไทยในสมัยนั้น

ขึ้นพระธาตุพูสี ชมวิวหลวงพระบาง

เดินชมบริเวณพระราชวัง เรียนรู้วัฒนธรรมของเมืองหลวงพระบางเสร็จแล้ว ข้ามถนนเดินออกกำลังกายกันหน่อย เพราะเราจะขึ้นไปชมวิว 360 องศา ของเมืองหลวงพระบางกันบน “พระธาตุพูสี” ยอดเขาสูงกลางเมืองอยู่ตรงข้าม พระราชวังหลวงพระบาง เดินขึ้นบันได 328 ขั้น ชิลๆ

มากด้วยต้นจำปา บุปผาเมืองลาว

ระหว่างทางจะมีต้นจำปา ดอกไม้ประจำชาติของประเทศลาว ปลูกอยู่รอบๆ ขึ้นไปถึงยอดเขาอาจจะมีหอบกันเล็กน้อยแต่รับรองว่าคุ้มกับวิวด้านบนแน่นอน

“พระธาตุพูสี” พระธาตุทรงดอกบัวสี่เหลี่ยมสีทอง ยอดประดับด้วยเศวตฉัตรสีทองสำริด 7 ชั้น ด้านในมีองค์พระให้สักการะขอพรกันหน่อย ก่อนเดินออกไปชมวิว ที่นักท่องเที่ยวแห่กันถ่ายรูป จะมุมไหนบอกเลยว่าสวยไม่แพ้กัน

ลงพระธาตุเที่ยวถนนคนเดิน

นั่งชมวิวสูดโอโซนให้เต็มปอดเพื่อรอเวลาชมพระอาทิตย์ลับขอบฟ้ากัน
โบกมือลาพระอาทิตย์กันเสร็จเรียบร้อยก็เดินลงมาด้านล่างเราจะพบว่าถนนที่เป็นถนนสายหลักตอนนี้แปรสภาพกลายเป็น “ถนนคนเดิน” แหล่งช้อปปิ้ง และสถานที่นั่งสังสรรค์ยามค่ำคืนไปแล้ว

ร้านรวงนั่งชิลหลากหลาย

ตลอดเส้นถนนจะมีร้านมากมาย ตกแต่งแบบร่วมสมัย อิงหลักโครงสร้างแบบดั้งเดิม โดยแต่ละร้านก็เชิญชวนให้ไปนั่งชิลกับเพื่อนฝูง ชมผู้คน ชมบรรยากาศกันไปเพลินๆ หรืออยากจะเดินดูสินค้าท้องถิ่นก็มี

เดินไปเดินมาท้องร้องอยากจะหาของเติมพลังก็แวะเข้าตามซอยที่คัดสรรอาหารมากมาย จนตัดสินใจแทบไม่ได้ว่าจะลองชิมอะไรก่อนหลังดี

One Stop Service Shopping

ถนนคนเดินนี้จะเริ่มปิดถนนช่วง 5-6 โมงเย็นไปจนถึง 4-5 ทุ่ม บางร้านก็เปิดต่อแล้วแต่ละร้านไปใครคิดอยากจับจ่ายใช้สอยมองหาของฝากก็บอกเลยได้ว่าน่าจะมีครบจบในที่เดียว

ห้ามพลาด ตักบาตรข้าวเหนียว

การจะมาให้ถึงหลวงพระบางมันก็ต้องไม่พลาดไฮไลท์ของที่นี่สายบุญต้องชอบ เพราะตอนเช้ามีพระออกมาบิณฑบาตให้เราได้ร่วมตักบาตรข้าวเหนียวตามแบบฉบับดั้งเดิมของที่นี่

ถามรายละเอียดจากที่พักได้

ถ้าใครไม่รู้จะหามาจากไหนก็ลองติดต่อโรงแรมที่พัก เขามีบริการชุดตักบาตรไว้ให้ เราแค่ทำใจสบายๆ ตั้งใจตื่นเช้าหน่อย ออกมานั่งรอริมถนน ตั้งจิตอธิษฐาน และเตรียมตัวให้พร้อมเพราะการตักบาตรข้าวเหนียว พระแต่ละวัดจะเดินกันมาเป็นขบวนและเดินกันค่อนข้างไวเพราะมีพระหลายวัด

 

เที่ยวต่อน้ำตกตาดกวางสี

พอเราตักบาตรเสร็จอิ่มบุญกันถ้วนหน้าแล้ว ก็ไปอาบน้ำเพราะวันนี้เราต้องเตรียมตัวเดินทางออกนอกเมืองไปเที่ยว “น้ำตกตาดกวางสี” กันต่อ

น้ำตกตาดกวางสี อยู่ห่างจากเมืองหลวงพระบางประมาณ 30 โล การเดินทางไม่ยากสามารติดต่อเหมารถไปส่ง และรอรับกลับได้ ตกลงราคาและเวลาให้พร้อมกับคนขับรถ ก็ออกเดินทางได้เลย

โดยการเดินทางเราก็จะได้ชมวิวเมือง สลับกับธรรมชาติไปพร้อมๆ กัน นั่งรถเพลินๆ ก็จะถึงจุดหมายเดินเข้าไปพร้อมจ่ายค่าผ่านทาง 20,000 กีบ น้ำตกแห่งนี้เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมเวลา 8.00 – 17.30 น.

เมื่อเดินทางเข้าไปก็จะมีทั้งเส้นทางตรงไปชมน้ำตก หรือจะเดินอ้อมซักนิดเพื่อไปชมหมีดำและน้ำตกตามข้างทาง (แนะนำว่าให้ลงไปเดินชมเก็บภาพสวยๆ จะคุ้มมาก)

จะไปทางไหนก็แล้วแต่ยังไงเราก็จะไปบรรจบกันที่ปลายทางเดียวกัน เราจะได้พบความสวยงามของน้ำตกตาดกวางสี สวยเด่นสะดุดตา

จุดเก็บภาพ เพียบ…..

น้ำตกแห่งนี้มีความสูงประมาณ 80 เมตร น้ำใส ละอองน้ำกระเด็นโดนผิวหน้าเหมือนได้ฉีดน้ำแร่บนยอดเขาเอเวอเรสต์กันเลยทีเดียว จุดถ่ายรูปก็มีมากมายหลายมุม มีสะพานทอดยาวข้ามไปอีกฝั่ง และถือเป็นจุดไฮไลท์ของนักท่องเที่ยวที่จะต้องโพสต์ท่าถ่ายภาพ บนสะพานแห่งนี้

ไหว้พระวัดเชียงทอง วัดคู่เมือง

หลังจากเต็มอิ่มกับน้ำตก และธรรมชาติแล้วก็เดินทางกลับเพื่อไปกราบไหว้สักการะองค์พระประธานที่เราเรียกว่า “พระองค์หลวง” ตั้งอยู่ใน “วัดเชียงทอง” วัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองและมีความสำคัญอย่างมากของเมืองหลวงพระบาง

สร้างสมัยพระไชยเชษฐาฯ

สร้างขึ้นปี 1560 ในรัชสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช สถาปัตยกรรมทางศาสนาแบบเมืองหลวงพระบางแท้ๆ ผนังภายในมีลวดลาย ปิดทองฉลุบนพื้นรักสีดำ เล่าเรื่องพุทธประวัติ และนิทานพื้นบ้าน

ภายในบริเวณวัดยังมีวิหารเล็กด้านข้างพระอุโบสถเรียกว่า “วิหารแดง” ภายในประดิษฐาน “พระพุทธรูปปางไสยาสน์” ให้กราบไหว้ขอพรเป็นสิริมงคลก่อนเตรียมตัวเช็คเอาท์กลับ

ต้องบอกว่าประเทศลาว ยังคงมีอีกหลายเมืองให้แวะเวียนเที่ยวชมกันอีกเยอะ นี่แค่ที่หลวงพระบางทีเดียวก็ยังไปได้ไม่ครบ ครั้งหน้าได้มีโอกาสกลับมาอีกครั้ง รับรองต้องไปเก็บให้ครบนำมาฝากกันอีกแน่นอน

สำหรับใครที่อยากจะแวะเวียนหาที่ท่องเที่ยว มีวันหยุดนิดหน่อย 2-3 วัน ประเทศลาวคงเป็นประเทศทางเลือกอันดับต้นๆ ที่ควรคิดถึง และควรค่าแก่การมาเที่ยวชม

“นายกระจก”8/3/61