นายกรัฐมนตรี-ผบ.ตร. ลงพื้นที่แก๊ง“ไอ้ป๋อง5ศพ”ฝังอำพรางเหยื่อ2ครอบครัว “ไทย-รัสเซีย”กำชับคลี่คลายคดี ขณะที่ตำรวจคุมตัว 4 เดนนรกฝากขังศาล ท่ามกลางญาติพ่อแม่ลูก3ศพ ตะโกนด่า ส่วน “ไอ้ธง” บีบน้ำตาร้องไห้ถูกบังคับ
วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เวลา 14.14 น. บรรยากาศบริเวณจุดพบร่างผู้เสียชีวิตในคดีสะเทือนขวัญ พื้นที่อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เป็นไปอย่างตึงเครียด หลังผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติลงพื้นที่ติดตามการปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิด
มีรายงานว่า นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ เดินทางเข้าตรวจจุดเกิดเหตุและจุดฝังอำพรางร่างผู้เสียชีวิต เพื่อติดตามความคืบหน้าของการสืบสวนด้วยตนเอง
นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยดำเนินการสืบสวนสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานอย่างรอบคอบ โปร่งใส และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย พร้อมยืนยันว่าผู้กระทำผิดจะต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามกฎหมาย
ขณะเดียวกัน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้กำชับชุดสืบสวนให้เร่งพิสูจน์หลักฐานทุกมิติ และดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนและครอบครัวผู้เสียหาย
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้แสดงความเสียใจต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการอำนวยความยุติธรรม และการดูแลผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้อย่างเต็มที่ ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และจะรายงานความคืบหน้าของคดีอย่างต่อเนื่องทันทีที่มีการยืนยันข้อมูลจากเจ้าหน้าที่
ก่อนหน้าเวลา 11.30 น. วันเดียวกัน เจ้าหน้าที่หน่วย นปพ.ชลบุรี คุมตัว ผู้ต้องหาทั้ง 4 ราย ประกอบด้วย นายธงชัย หรือธง ศรีนิล ,นายฑนา หรือป๋อง เกิดทอง , นายอัษฎางค์ หรือบอล ชูวงษ์ และนายชัชนันท์ หรือฟลุ๊ค แป้นเอี่ยม เดินเรียงแถวขึ้นรถคุมขังกันตามลำดับ มีบรรดาญาติ ของครอบครัว 3 พ่อแม่ลูก ตะโกนก่นด่ากันอย่างโกรธแค้น
นายป๋อง สีหน้าเคร่งเครียด และก้มหน้า ไม่ยอมตอบคำถามใดๆ แต่ นายธง กลับร้องไห้โฮ กล่าวขอโทษ และบอกว่า โดนนายป๋อง บังคับให้ทำ ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะขับรถออกไปฝากขังผู้ต้องหาทั้งหมด ที่ ศาลจังหวัดพัทยา
ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าว ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตรตรองใว้ก่อน ร่วมชิงทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยร่วมกันกระทำผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป โดยแต่งเครื่องแบบตำรวจ โดยมีอาวุธปืน โดยใช้ยานพาหนะ เพื่อสะดวกแก่การชิงทรัพย์ เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย
ร่วมกันมีและครอบครองอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับอนุญาติ ,ร่วมกันพกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร ,ร่วมกันมีลูกระเบิดไว้ในครอบครอง
ร่วมกันแสดงตน และกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน ร่วมกันกักขังหน่วงเหนี่ยว ร่วมกันลอบฝัง ซ่อนเล้น และทำลายศพ ,ร่วมกันกระทำการใดๆ แก่ศพ เพื่อการอำพรางคดี
ด้านนายสุขสันต์ มิสสาจันทร์ ประธานสภาทนายความจังหวัดพัทยา เปิดเผยว่า คดีนี้เป็นคดีสะเทือนขวัญอัตราโทษถึงประหารชีวิต ในการสอบสวน พนักงานสอบสวนจะต้องมีทนายความเข้ารับฟังด้วย แนวทางของสภาทนายความโดยเฉพาะเคสนี้เป็นเคสสะเทือนขวัญและมีประชาชนสนใจจำนวนมาก ทางสภาทนายความจึงเข้ามาร่วมรับฟังการสอบสวนในคดีนี้ด้วย
เบื้องต้นทางพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหา “ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน” โดยมีโทษประหารชีวิต ทุกคนยอมรับสารภาพ ส่วนรายละเอียดของคดีขอให้เป็นขั้นตอนของพนักงานสอบสวน
อัตราโทษนั้นประหารชีวิต แต่จะถึงขั้นประหารชีวิตหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับสิทธิของตัวผู้ต้องหา ที่จะใช้สิทธิ์สู้คดีนั้นก็ขึ้นอยู่กับผู้ต้องหา ส่วนประเด็นที่ผู้ต้องหานั้นอาจมีอาการทางจิตจะส่งผลต่อการลงโทษหรือไม่นั้น ต้องอยู่กับผลการตรวจจากแพทย์ ถ้ามีก็มีผลต่อการลงโทษ ณ ปัจจุบันยังไม่มีผลตรวจจากแพทย์ตามคำกล่าวอ้างของตัวผู้ต้องหา

























