อาชญา(ลง)กลอน
โดย..ธนก บังผล
ในแวดวงข่าวอาชญากรรมไม่กี่ปีมานี้ นอกจากตำรวจ กับโจรแล้ว ก็เริ่มมีทนายความ เข้ามาเป็นตัวละคร พัฒนาการของตัวประกอบมาสู่ผู้แสดงนำค่าตัวมหาศาลนั้น มีที่มาที่ไปหวือหวา
บางคนร่ำรวยจากการค้าคดีความ มีหน้ามีตาในสังคม ออกโทรทัศน์บ่อยกว่า ผบ.ตร. ด้วยซ้ำ
แต่ถ้าให้ย้อนกลับไป หลายคดีที่เคยมาร้องกับตำรวจก็จะเห็นได้ว่ารับทรัพย์ไปแล้วคดีไม่คืบก็มีเยอะ แพ้คดีแต่ไม่เป็นข่าวก็เพียบ
ทนายความหลายคนโดดเด่นเรื่องกฎหมายแต่โฟกัสงานอยู่แค่ในโซเชียลมีเดีย โพสต์ให้ความรู้ในดคีที่เป็นกระแส
แต่บางคนไม่ใช่อย่างนั้นสิครับ เพราะออกโทรทัศน์บ่อยราคาค่าตัวก็สูงขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งออกคู่กับดารา นางแบบ ศิลปิน หลายครั้งเข้าก็กลายเป็นทนายคนดังไปในที่สุด
ยุคสมัยนี้เรามีทนายคนดังอยู่ 3 คน เป็นใครบ้างนั้นก็คงจะเดาได้ไม่ยาก
แต่ปัญหาที่กำลังทำให้ทิศทางงานข่าวและการทำงานของตำรวจยากขึ้น บางครั้งคำพูดและหลักฐานที่นำมาเผยแพร่กลายเป็นการ “ดิสเครดิต” ความสามารถของตำรวจ ก็คือการทะเลาะกันของทนายความคนดัง 2 คนบนหน้าสื่อทุกวันนี้
ใครจะวิ่งเต้นล้มคดีอะไร แบบไหน ผมคนนอก คงไม่อาจไปตัดสินได้ว่าใครผิด ใครถูก
แต่จากการสอบถามพนักงานสอบสวนระดับรองผู้กำกับของกองปราบ (คนดัง) เช่นกัน ท่านก็ให้ความรู้ถึงแนวทางการสอบสวนคดียาเสพติด
กล่าวคือ เมื่อตำรวจเข้าจับกุมผู้ต้องหาได้ของกลางแล้ว มีการสอบสวนทำสำนวนเรียบร้อย
เบื้องต้นในชั้นสอบสวนผู้ต้องหาจะรับหรือปฏิเสธก็ได้ เพราะตำรวจก็ไม่รู้เหมือนกันว่า “ของกลาง” นั้นเป็นของใคร
ในกรณีที่มีได้ทำการขยายผลต่อ ซึ่งก็ยากมากว่ายาเสพติดเป็นของใคร ต้นตอจริงๆมาจากไหน อาจจะรู้ได้แค่ว่าใครซื้อมา ซื้อมาจากใครเท่านั้น
หากผู้ต้องหาปฏิเสธในชั้นนี้ ตำรวจก็ทำสำนวนส่งต่ออัยการเพื่อสั่งฟ้อง
หากในชั้นศาล มีผู้ต้องหาสารภาพว่าเป็นเจ้าของยาเสพติดขึ้นมา ในขณะที่คนที่เหลือปฏิเสธ แนวทางคดีศาลก็จะตัดสินให้ผู้ที่รับสารภาพเป็นเจ้าของยาเสพติด ส่วนคนที่เหลือก็รอด เป็นผลให้ยกฟ้อง
แต่หากในกรณีที่ผู้ต้องหาทุกคนปฏิเสธ แนวทางการตัดสินก็จะให้ “ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมทุกคน” เป็นเจ้าของยาเสพติดนั้น
คราวนี้ชัดเจนขึ้นแล้วใช่มั้ยครับว่า หลังจากที่ผู้ต้องหาดารา (ดัง…อีกแล้ว) ถูกจับคดียาเสพติดพร้อมกับแฟนหนุ่ม คดีมันน่าจะออกมาในทิศทางไหน
จนกระทั่งศาลยกฟ้องคดีค้ายาเสพติด ให้เหลือเพียงเสพเท่านั้น
ผมมีคำถามฝากไปถึง 2 ทนายความคนดังว่าการออกมาหน้าสื่อทุกวันนี้ ท่านทั้ง 2 คนได้ประโยชน์อะไรบ้าง
ที่สำคัญคือ “ลูกความ” ได้อะไรกับการที่ทนายความกลายเป็น 2 ฝ่าย แล้วกินแหนงแคลงใจกันผ่านหน้าจอโทรทัศน์
ในอนาคตการเคลื่อนไหวของท่านทนาย จะมีใครกล้าจ้างท่านมาสู้คดีอีกหรือไม่ เพราะหากใครรับงาน ก็จะมีอีกคนออกมาหาหลักฐานแย้งคอยจับผิดกันไปอย่างนี้
ดีไม่ดี จะจบอาชีพกันทั้งคู่เพราะทะเลาะกันจากเรื่องที่ท่านทั้ง 2 คน ก็คงจะรู้อยู่แก่ใจกันเองว่าสาเหตุความขัดแย้งมาจากเรื่องอะไร
อีกประเด็นที่สำคัญ ทนายความไม่ใช่นักสืบนะครับ และถึงแม้จะสามารถหาหลักฐานอะไรที่จะฟาดฟันคู่ต่อสู้ให้พังพินาศไปได้ ก็ไม่ใช่กิจของทนายความที่จะเอาหลักฐานนั้นมาเปิดเผยกับสื่อมวลชน
เรื่องอย่างนี้มันต้องมีจรรยาบรรณกันบ้าง ขอให้ไปสู้กันในศาลครับ ยุติธรรมกับทุกคนทุกฝ่าย
ผมไม่รู้หรอกนะครับว่าสุดท้ายแล้ว ทั้ง 2 ท่านจะจบลงแบบไหน แต่อยากให้ลองดูตัวอย่างทนายความคนดังอีกท่านหนึ่งที่วางตัวเหนือปัญหา กลายเป็นดาราหน้าจอโทรทัศน์ไปแล้ว
ทุกวันนี้ยังว่าความอยู่หรือเปล่าไม่รู้ (ฮา) แซวๆนะครับ