”ผมพูดส่วนตัวนะ ถ้าผมทำ ผมไม่ปล่อยให้รอดหรอก…“
คำพูดเพียงประโยคนั้น ของพลโท นรธิป โพยนอก มทภ.4 กลายเป็นตำบลกระสุนตกทันที
กลายเป็นการเปิดบาดแผลชาวมุสลิม3จว.ชายแดนใต้ให้ลึกลงไปอีก
จากกรณีคนร้ายลอบยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชาติ (สส.นราธิวาส)เมื่อช่วงปลายเดือนมีนาคม 2569 แต่นายกมลศักดิ์รอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด ส่วนคนติดตามบาดเจ็บสาหัส 2คน
เสธ.หิมาลัย หรือดร.หิมาลัย พิวพรรณ อดีตทหารเก่า ตท.25 จปร.36 ไม่คิดอย่างนั้น
พร้อมโพสต์ความเห็นในบัญชีเฟซบุ๊กดร.หิมาลัยผิวพรรณ อย่างเข้าใจในธรรมชาติของทหาร เมื่อเช้าวันที่20เม.ย.69 ความว่า
เปิดใจฟัง แม่ทัพภาค 4 ดูบ้างครับ
พลโท นรธิป โพยนอก
ตอนนี้มีกระแสออกมาโจมตี แม่ทัพภาค 4 เกี่ยวกับคำพูดที่แถลงข่าวในเรื่องมือปืนที่ยิง สส. ภาคใต้ และนำไปขยายผล
ผมเข้าใจครับ ว่าที่ท่านแม่ทัพพูด ท่านพูดในสไตล์ของทหาร ตรงไปตรงมา ไม่ใช่นักการเมือง
การที่ท่านแถลง ว่าถ้าท่านทำ คงจะไม่พลาด
นั่นเป็นเพราะท่านต้องการ สื่อให้เห็นว่า ทหารไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว และท่านก็ไม่ได้ปกปิดข้อเท็จจริง ปกป้องคนผิด ตลอดจนให้ความร่วมมือกับตำรวจในการสอบสวนหาผู้กระทำผิด
แต่คำพูดอาจจะไม่เหมาะสม ไม่ถูกใจ
แต่ต้องเข้าใจนะครับ ว่าท่านเป็นทหาร ไม่ใช่นักการเมือง ไม่ใช่นักสื่อสารมวลชนมืออาชีพ
ตลอดจนข้อเท็จจริงที่ท่านวิพากษ์วิจารณ์เรื่องโรงเรียนปอเนาะ ว่าควรจะมีการสอนภาษาไทย อันนี้ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง
เพราะโรงเรียนปอเนาะ ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล การสอนภาษาไทยในโรงเรียนสอนศาสนา ก็ไม่ได้มีข้อห้ามอันใดจากศาสนานั้นและการที่สามารถอ่านออกเขียนได้ เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งภาษา
ย่อมเป็นการขยายโอกาส ในการสื่อสาร ในการเรียนรู้ ของเยาวชน ให้มีโอกาสหาความรู้ ได้หลายช่องทางมากขึ้น
โดยเฉพาะ โรงเรียนปอเนาะตั้งอยู่บนผืนแผ่นดินไทย การที่เยาวชนในโรงเรียนปอเนาะจะเรียนรู้ภาษาไทยจนสามารถอ่านออกเขียนได้ย่อมเป็นการเพิ่มโอกาสให้กับเยาวชนในการแสวงหาผลประโยชน์ในประเทศนี้
ความคิดเห็นของผม อาจจะถูกใจหรือไม่ถูกใจท่านบ้าง ก็ขอให้คิดเสียว่า เป็นความเห็นต่างตามระบอบประชาธิปไตยแล้วกันนะครับ
เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไรก็เป็นสิทธิของแต่ละท่านครับ ด้วยความเคารพ

























