Tuesday, August 25, 2026
More
    Homeข่าวเด่นรอบวันไล่ล่าดุ…”รองจ๋อ“นำทีมรวบแก๊งยาเสพติดผสมพันธุ์สแกมเมอร์หลอกเยาวชน โกคาร์ททิพย์!” มีแต่คลิปไม่มีของคาตู้กดเงิน หลักฐานคามือ

    ไล่ล่าดุ…”รองจ๋อ“นำทีมรวบแก๊งยาเสพติดผสมพันธุ์สแกมเมอร์หลอกเยาวชน โกคาร์ททิพย์!” มีแต่คลิปไม่มีของคาตู้กดเงิน หลักฐานคามือ

     

    “รองจ๋อ”นำทีม“สารวัตรแจ๊ะ”แกะรอยล่าจากคดียาเสพติดออนไลน์ สะดุดวงจรมิจฉาชีพ TikTok ก๊อปคลิปปั้นหน้าร้าน หลอกขายโกคาร์ททิพย์หรือสารพัดสินค้า เงินเหยื่อไหลเข้าบัญชีม้า ก่อนม้าสายถอนตระเวนกดรวบรวม ฝากเงินสดต่อเป็นทอด 

    “ไล่ล่าดุเดือด” รวบสแกมเมอร์ตัวผัวกำลังกดเงินคาตู้ ATM แต่เมียคนร้ายที่อยู่บนรถตัดสินใจทิ้งผัว กระโดดข้ามที่นั่งมาขับเหยียบแหกวงล้อมหนีตำรวจ อ้างยาไอซ์ดีดใจสั่นจนแหกโค้งไปชนคน ก่อนสุดท้ายไปจนมุม

    รับว่าเป็นอดีตแอดมินแก๊งแสกรมเมอร์ใน จังหวัดสีหนุวิลล์ ประเทศกัมพูชา โดยอยู่ใน “แก๊งสแกรมเมอร์แบบ ฟิวแฟน หลอกลงทุนให้เทรดหุ้น“

    เที่ยงที่ 24 ส.ค. 69พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. , พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร. , พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. สส. พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พล.ต.ต.วสันต์ เตชะอัครเกษม รอง ผบช.น. สั่งการ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. รับผิดชอบยาเสพติด , พ.ต.อ.วรพจน์ รุ่งกระจ่าง รอง ผบก.สส.บช.น. , พ.ต.อ.เอกศิษฐ์ วรกิตติ์ฐากรณ์ รอง ผกก.สส.1 บก.สส.บช.น. , พ.ต.ท.มาโนชย์ ทองแก้ว รอง ผกก.กก.สส.บก.น.5 พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ศอ.ปส.บช.น.

    จับกุมผู้ต้องหา 3 ราย หลังขยายผลจากการสืบสวนยาเสพติดออนไลน์ พบพฤติการณ์และเส้นทางการเงินที่มีรูปแบบคล้ายเครือข่ายอาชญากรรม เมื่อสืบสวนพบ ว่าเป็นขบวนการเครือข่ายมิจฉาชีพหลอกขายสินค้า มีผู้เสียหายจำนวนมาก  คนร้ายแบ่งหน้าที่ตั้งแต่กลุ่มหลอกผู้เสียหายฝั่งประเทศเมียนมา บัญชีม้ารับเงิน เครือข่ายม้าสายถอนในประเทศไทย ไปจนถึงการเคลื่อนย้ายเงินจนสามารถจับกุม

    1.นายบุณยวัฒน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 24 ปี อยู่ ซ.กำแพงเพชร 6 ซอย 5 แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ  ตามหมายจับศาลจังหวัดกำแพงเพชรที่ จ.323/2569 ลงวันที่ 6 ส.ค. 69 ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน , ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม โดยน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน , กระทำความผิดฐานฟอกเงิน”

    ตรวจสอบพบข้อมูลการถูกดำเนินคดีเป็นจำนวน 14 คดี (สน.พระโขนง , สน.บางนา , สน.ประเวศ , สน.สายไหม , สน.บางโพงพาง , สน.ทุ่งสองห้อง , บก.สอท.1 , สภ.ปางศิลา จ.กำแพงเพชร , สภ.บางกรวย จ.นนทบุรี , สภ.แม่โจ้ จ.เชียงใหม่ , สภ.บางกรวย จ.นนทบุรี , สภ.เมืองสระบุรี , สภ.จอหอ จ.นครราชสีมา , สภ.สำโรงเหนือ)

    แจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมว่า “ร่วมกันเป็นอั้งยี่และร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์) ไว้ในครอบครองและเสพฯ”

    2.น.ส.ลลิตา หรือ “อุ้ยอ้าย”   อายุ 29 ปี อยู่ ม.2 ต.บางคูรัด อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี  แจ้งข้อกล่าวหาว่า “ร่วมกันเป็นอั้งยี่และร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์) ไว้ในครอบครองและเสพฯ”

    3. น.ส.นาคตยา  อายุ 28 ปี อยู่ ซ.ประชาอุทิศ 33 แยก 10 แขวงบางมด เขตทุ่งครุ กรุงเทพฯ  ตามหมายจับศาลจังหวัดกำแพงเพชรที่ จ.324/2569 ลงวันที่ 6 ส.ค. 69 ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน , ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม โดยน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน , กระทำความผิดฐานฟอกเงิน”

    ถูกแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมว่า “มีวัตถุออกฤทธิ์วัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 (คีตามีน) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต,ซ่อนเร้น จำหน่าย ช่วย พาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใด  ซึ่งของอันตนพึงรู้ว่าเป็นสิ่งของต้องห้ามนำเข้าราชอาณาจักร”

    ในส่วนของข้อหา “ร่วมกันเป็นอั้งยี่” อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมต่อไป

    ฃผู้ต้องหาที่ 1 ถูกจับกุมตัวที่ ถนนพระราม 2 ซอย 47 แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ ผู้ต้องหาที่ 2 ถูกจับกุมตัวที่ ถ.พุทธบูชา แขวงบางมด เขตทุ่งครุ กรุงเทพฯ ผู้ต้องหาที่ 3 ถูกจับกุมตัวที่ ซอยประชาอุทิศ 33 แยก 10 แขวงบางมด เขตทุ่งครุ กรุงเทพฯ

    ตรวจยึดของกลาง 1.ยาไอซ์ 3 ถุง 2.เคตามีน 1 ถุง 3.เงินสด 50,000 บาท
    4.โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง (พบข้อมูลการสนทนาจากหัวหน้าแก๊งสแกมเมอร์ให้ตระเวนทำรายการธุรกรรมตามที่ต่างๆจำนวนมาก) 5.สลิปการถอน/ฝากเงินสด จำนวนมาก

    พฤติการณ์กล่าวคือ สืบเนื่องจาก พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. นำเจ้าหน้าที่ ศอ.ปส.บช.น. สืบสวนขยายผลกลุ่มเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติดย่านทุ่งครุ ได้พบเบาะแสถึงชาย-หญิง คู่หนึ่งระหว่างการสืบสวนสะกดรอยเพื่อจับกุม

    ชุดสืบสวนพบพฤติกรรม พกเงินสดจำนวนมากแล้วตระเวนทำธุรกรรมไปทั่วจนมีเงินสดเต็มกระเป๋าสะพาย และจะก้มแชตสนทนาในโทรศัพท์เกือบตลอดเวลาลักษณะมีคนคอยสั่งการผ่านโทรศัพท์

    หลังชุดสืบสวนรายงานข้อมูล พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น.สั่งการให้ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. ทำการสืบสวนแกะรอยสองสามีภรรยาคู่นี้โดยละเอียด จนได้ค้นพบว่าสองสามีภรรยาคู่นี้เป็นหัวใจสำคัญที่อยู่ในประเทศไทยของแก๊งสแกมเมอร์ ในประเทศเมียนมา โดยทั้งสองจะมีหน้าที่ทำธุรกรรมให้กับระดับบอสโดยการตระเวน “ถอนเงินแบบไม่ใช้บัตร” ก่อนรวบรวมแล้วฝากเงินสดเข้าไปยังบัญชีม้าตามคำสั่งของบอส

    หลัง พล.ต.ต.ธีรเดชฯ นำกำลังเจ้าหน้าที่ศอ.ปส.บช.น. ติดตามมาจนถึงถนนพระราม 2 ซอย 47 แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ ผู้ต้องหาที่ 1 ได้พยายามทำธุรกรรมถอนเงินสดที่บริเวนตู้ ATM จึงจับกุมตัว

    ขณะเดียวกัน น.ส.อุ้ยอาย ภรรยา ซึ่งนั่งรอสั่งเกตการณ์อยู่บนรถ ได้กระโดนจากเบาะข้างคนขับมาเป็นที่ผู้ขับ  เหยียบคันเร่งหนีฝ่าการจับกุมเจ้าหน้าที่ไป การไล่ล่าบนท้องถนนเป็นไปอย่างดุเดือด เมื่อคนร้ายไม่ยอมจำนนโดยง่าย ขับฝ่าไฟแดง แหกโค้งชนกับรถของประชาชนจนทำให้ได้รับบาดเจ็บ

    ก่อนขับไปแอบในปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งย่าน ถ.พุทธบูชา แขวงบางมด เขตทุ่งครุ กรุงเทพฯ แต่ท้ายสุดเจ้าหน้าที่ได้หาจนพบก่อนสามารถจับกุมตัวได้ในที่สุดจากการตรวจค้นรถยนต์ที่ใช้ขับหลบหนีพบ ยาไอซ์ และ อุปกรณ์การเสพ อยู่ภายในรถ

    ภายหลังการจับกุมได้มีการขยายผลไปเข้าตรวจค้น บ้านหลังหนึ่งภายในซอยประชาอุทิศ 33 แยก 10 แขวงบางมด เขตทุ่งครุ กรุงเทพฯ ผลการตรวจค้นพบ น.ส.นาค (สงวนชื่อสกุลจริง) เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับ และค้นพบของกลางเคตามีน และสลิปการถอน/ฝากเงินจำนวนมาก

    ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้ขยายผลพบข้อมูลที่น่าตกใจเนื่องจากแก๊งสแกรมเมอร์ได้เปลี่ยนรูปแบบจากเดิม โดยปัจจุบันพวกมันเลือกใช้วิธีการใช้ม้าตระเวนถอนเงินแบบ “ไม่ใช้บัตร” โดยผู้สั่งการจะส่งภาพ QR Code หรือรหัสถอนเงินสดผ่าน Telegram/LINE ให้ผู้ต้องหานำไปสแกน/ป้อนหน้าตู้ ATM แทนการใช้บัญชีม้ามาแสกนหน้าเพื่อโอนเงินแบบเดิม

    พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น.เผยว่า เจ้าหน้าที่ ศอ.ปส.บช.น.สืบสวนเป็นเวลาหลายวันจนพบพยานหลักฐานยืนยันว่ากลุ่มบัญชีม้าที่ สองสามีภรรยาคู่นี้ ตระเวนทำธุรกรรมผ่านตู้ ATM   ล้วนถูกผู้เสียหายแจ้งความออนไลน์ (Case id) ไว้จำนวนมาก

    ทั้งหมดล้วนเป็นแผนประทุษการถูกหลอกลวง“แบบใหม่” โดยหันมาใช้แผนประทุษกรรมแบบ“กินน้อย แต่กินนาน” สลัดภาพการหลอกลวงแบบเดิมที่เคยตบทรัพย์ก้อนโต แล้วหันมาใช้“มุกไทยเดิมสุดพื้นบ้าน” ด้วยการเปิดเพจปลอมขายสารพัดสินค้าในชีวิตประจำวัน

    วิธีการกระทำผิดคนร้ายโดยใช้ ในช่องทาง TikTok โฆษณาขาย “รถโกคาร์ท” ในราคาถูก ภายในช่องมีทั้งคลิปรถโกคาร์ทหลายรุ่น คลิปทดลองขับ และภาพสินค้าจำนวนมากถูกโพสต์อย่างต่อเนื่อง จนดูเสมือนเป็นร้านค้าที่มีสินค้าพร้อมจำหน่ายจริง ประกอบกับราคาที่จูงใจ ทำให้มี ประชาชน สนใจติดต่อสอบถามและตัดสินใจโอนเงินสั่งซื้อ แต่หลังโอนเงินกลับไม่มีสินค้าส่งมา

    กลุ่มมิจฉาชีพนำคลิปจากหลายแหล่งมารวบรวมไว้ในช่องของตัวเอง สร้างภาพให้ดูเหมือนมีสินค้าจำนวนมากพร้อมจำหน่าย ก่อนใช้ราคาที่จูงใจหลอกให้ผู้เสียหายโอนเงิน

    “คลิปมีจริง แต่ของไม่มีจริง”

    เมื่อสืบสวนต่อจึงพบว่า “โกคาร์ท” เป็นเพียงหนึ่งในสินค้าที่ถูกนำมาใช้ กลุ่มดังกล่าวยังใช้วิธีเดียวกันหลอกขายสินค้าอีกหลายประเภท โดยเปลี่ยนสินค้าไปตามความสนใจของประชาชน แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือวิธีการหลังผู้เสียหายโอนเงิน เงินจะถูกโอนเข้าสู่บัญชีม้าที่ขบวนการเตรียมไว้

    จากนั้นเครือข่ายม้าสายถอนในประเทศไทยจะคอยเฝ้ายอด สลับกันตระเวนถอนเงินจากหลายจุด นำเงินสดจากหลายบัญชีมารวบรวม ก่อนนำกลับไปฝากผ่านเครื่อง CDM/ATM+ เพื่อเคลื่อนย้ายเงินต่อไปอีกทอดหนึ่งชุดสืบสวน สะกดรอย และติดตามเส้นทางดังกล่าวต่อไปจนพบว่า ปลายทางเงินถูกนำไปซื้อทองคำ

    พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. กล่าวว่า“เรื่องนี้เริ่มจากการ สั่งการให้ชุดสืบสวนเฝ้าระวังการลักรอบ จำหน่ายยาเสพติดทางออนไลน์ พบพฤติการณ์ที่เชื่อมโยงไปถึงความเสียหายของประชาชนจำนวนมาก เราไม่สามารถมองผ่านได้ เพราะสิ่งที่เห็นไม่ใช่เพียงการซื้อของแล้วไม่ได้ของ แต่เป็นขบวนการที่ใช้วิธีเดียวกันหลอกประชาชนซ้ำ ๆ และมีการรับช่วงจัดการเงินกันเป็นระบบ

    ผู้เสียหายบางรายเสียเงินหลักร้อย บางรายหลักพัน หลักหมื่น ถ้ามองทีละรายอาจดูไม่มาก แต่เมื่อวิธีเดียวกันถูกใช้กับคนจำนวนมาก เงินเล็กน้อยของประชาชนก็กลายเป็นเงินก้อนใหญ่ของขบวนการ แล้วนำเงินที่ได้มาใช้ในการซื้อยาเสพติด

    การสืบสวนจึงต้องไม่หยุดอยู่แค่บัญชีที่รับเงิน แต่ต้องให้ตามจนรู้ถึงผู้ร่วมขบวนการ ใครหลอก ใครถอน ใครรวบรวม เงินไปไหน และสุดท้ายถูกเปลี่ยนเป็นอะไร เพราะถ้าจับเพียงบัญชีม้า แต่กลไกข้างหลังยังอยู่ ขบวนการก็สามารถเปิดช่องใหม่ เปลี่ยนสินค้าใหม่ และสร้างผู้เสียหายรายใหม่ได้อีก

    วันนี้สิ่งที่เห็นบนหน้าจออาจเป็นโกคาร์ท พรุ่งนี้อาจเป็นสินค้าอย่างอื่น คลิปอาจเป็นของจริง รถอาจมีอยู่จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าคนที่นำมาโพสต์มีสินค้านั้นขายจริง จึงขอให้ประชาชนตรวจสอบผู้ขายและช่องทางการชำระเงินให้รอบคอบ โดยเฉพาะสินค้าที่มีราคาถูกผิดปกติ อย่าตัดสินใจโอนเงินเพียงเพราะเห็นภาพหรือคลิปที่ดูน่าเชื่อถือ

    ส่วนผู้ที่คิดจะเปิดหรือขายบัญชีให้ผู้อื่นนำไปใช้ ขอให้หยุด เพราะบัญชีของคุณอาจเป็นทางผ่านของเงินจากผู้เสียหายจำนวนมาก ค่าจ้างที่ได้อาจใช้หมดในไม่กี่วัน แต่คดีและอิสรภาพที่ต้องเสียอาจติดตัวไปอีกนาน หยุดเถอะครับ อย่าเปิดบัญชีม้า เพราะไม่มีเงินจำนวนไหนคุ้มกับอิสรภาพของคุณ”

    ในชั้นจับกุม นายบุณยวัฒน์  รับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยให้การว่า “ในช่วงวิกฤติ COVID-19 ตนเองกับแฟนสาว (ที่ถูกจับกุมด้วย) ได้เดินทางไปทำงานเป็นแก๊งแสกรมเมอร์ใน จังหวัดสีหนุวิลล์ ประเทศกัมพูชา โดยอยู่ใน “แก๊งสแกรเมอร์แบบ ฟิวแฟน หลอกลงทุน”ให้เทรดหุ้น จนมีความชำนาญ  มีฝีมือจนบอสชาวจีนไม่ปล่อยตัว

    การหลอกของตนใช้วิธีการแบบ ฟิวแฟน ทักผิด โดยสร้างตัวตนไลน์ปลอมขึ้นมา ก่อนจะตระเวนหาเบอร์โทรศัพท์ของข้าฯราชการแล้วแอดไลน์ไปหา แล้วแกล้งทักผิด โดยจะเลือกเหยื่อที่เป็นข้าราชการชายที่มีฐานะ แล้วจะแกล้งทำทีทักไปเกี่ยวกับเรื่องบ้านหรือที่ดิน แต่เป็นการทักผิดคน ก่อนจะชวนคุยไปเรื่อยๆเป็นเวลา 2 สัปดาห์

    จากที่เจ้าหน้าที่สอบถามตนตอบอย่างมั่นใจว่า หากคุย 10 คน  จะสามารถหลอกได้ 10 คน  ค่าตอบแทนที่ได้นอกจากเงินเดือน 18,000 บาท  จะมีเปอร์เซ็นต์จากยอดที่หลอกได้ 10-15% โดยตนทำงานอยู่ที่นั่นเป็นเวลา 3 ปี กระทั่งได้เกิดความไม่สงบที่ชายแดน  จึงขอกลับแต่บอสชาวจีนกลัวว่าตนจะไม่กลับมาทำอีกจึงให้วางเงินสด  900,000 บาท ไว้เป็นประกันว่าจะกลับมาอีก

    แต่ก็ตัดสินใจยอมเสียเงินกลับมาประเทศไทย โดยเหลือเงินกลับมาเพียง 200,000 บาท เมื่อกลับมาเปิดร้านขายหมูปิ้งก็เจ๊ง จึงได้ติดต่อไปหาพี่คนหนึ่งที่เคยทำงานร่วมกันในแก๊งสแกรมเมอร์  

    ปัจจุบันพี่คนนี้เป็นระดับบอสในฝั่งประเทศเมียนมาแล้วก็ได้เริ่มมาทำงานเป็นม้าคอยกดเงินตามตู้ ATM วันละตั้งแต่ 100,000 ถึง 500,000 บาทแล้วมาถูกจับในครั้งนี้

    ตนขออธิบายถึงรูปแบบการหลอกเพื่อเป็นประโยชน์แก่ประชาชนว่า รูปแบบจะถูกเปลี่ยนไปตลอด ซึ่งปัจจุบันวิธีการหลอกต่างๆ การโยกเงินต่างๆนี้ คนจีนไม่ได้คิด แต่เป็นคนไทยนี้เองที่เป็นคนคิด เพราะคนไทยหลายๆคนก็ก้าวขึ้นเป็นระดับบอสที่เทียบเท่าคนจีนแล้วหลายคนในปัจจุบัน โดยส่วนใหญ่ตอนนี้จะย้ายฐานจากประเทศกัมพูชามายังประเทศ ลาว และ เมียนมาร์แล้ว”

    นำตัวผู้ต้องหาที่ 1-2 พร้อมของกลางส่ง สน.ท่าข้าม ส่วนผู้ต้องหาที่ 3 นำส่ง สน.ราษฎร์บูรณะ ดำเนินคดีต่อไป

    RELATED ARTICLES
    - Advertisment -

    Most Popular

    Recent Comments