7วันอันตราย ความตายที่ไร้ประโยชน์

135

อาชญา (ลง) กลอน
ธนก บังผล

เริ่มต้นปีใหม่คาดว่าหลายๆคนคงได้รับปฏิทินสวยๆ กันเยอะแยะแล้วใช่มั้ยครับ

บางคนก็ชอบดู วัน-เดือน เพลินๆ แค่ดูว่าวันเกิดปีนี้ตรงกับวันอะไร มีวันหยุดยาวเมื่อไหร่ วันสำคัญอะไรเดือนไหน

คนไทยรับเอาวัฒนธรรมและศาสนาอื่นมาเป็นวันสำคัญของไทยก็หลายวันอยู่นะครับ เช่น วันวาเลนไทน์ วันตรุษจีน วันคริสมาสต์ วันฮาโลวีน ฯลฯ

แต่ที่คนไทยให้ความสำคัญที่สุดมีอยู่เพียง 2 เทศกาลเท่านั้น คือช่วงปีใหม่ และสงกรานต์ ผมดูจากปริมาณรถยนต์และรถโดยสารที่ขนคนจากกรุงเทพออกต่างจังหวัด

ซึ่งผมยอมรับตามตรงว่าสิบกว่าปีที่ผ่านมา ช่วงเทศกาลทั้ง 2 นี้จะมีหน่วยงานรัฐร่วมเป็นเจ้าภาพในการดูแล “7 วันอันตราย” คอยเก็บสถิติอุบัติเหตุ และยอดผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต เรียกได้ว่าไล่กันมันหยดติ๋งทุกจังหวัดเลยครับ

นับกันตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุทั้งหมดกี่ครั้ง รวมผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตมาก-น้อยที่สุด มีกี่จังหวัด เสียชีวิตมากสุดจำนวนเท่าไร อุบัติเหตุเกิดจากอะไรบ้าง กี่คดี แต่ละคดีคิดเป็นร้อยละเท่าไร โดยมีไฮไลต์อยู่ที่ยอดผู้เสียชีวิตจาก “เมาแล้วขับ”

ถ้ามองในแง่คนที่ต้องทำงานอำนวยความสะดวกหรือดูแลความเรียบร้อยปลอดภัยให้กับประชาชนก็เป็นเรื่องดีครับ

แต่ผมมองในแง่ของประชาชนคนหนึ่ง จบภารกิจ 7 วันอันตราย ผู้ใหญ่ในกระทวงออกมาแถลงข่าว เรื่องเหล่านี้ตื่นมาตอนเช้าก็ไม่มีใครสนใจแล้วละครับ

ผมไม่เห็นว่าสถิติการเกิดดอุบัติเหตุ โดยเฉพาะยอดผู้เสียชีวิตจาก “เมาแล้วขับ” จะเกิดประโยชน์อะไรกับสังคมไทยแม้แต่นิดเดียว

เพราะว่าในที่สุดแล้วคนไทยก็ยังดื่มเหล้า แล้วเมา แล้วขับเหมือนเดิม ส่วนใครจะเจอแจ็คพ็อตตั้งแต่บาดเจ็บเล็กน้อย พิการติดเตียงหรือเสียชีวิต

เชื่อไหมครับ การตั้งด่านตรวจเป่าแอลกอฮอล์ของตำรวจ ไม่ได้ทำให้ชาวบ้านเลิกกินเหล้าในเทศกาลนี้ได้เลย

กลับกันตำรวจตั้งเป้าหมายไว้กี่คัน จุดสกัดตั้งด่านที่ไหน ตั้งแต่เวลากี่โมงถึงกี่โมง คนเขาส่งไลน์ให้รู้กันไปทั่วทั้งเมืองครับ

งานอะไรก็ตามที่ต้องลงแรงเป็นนโยบายประจำ มีหน่วยงานที่เป็นหลักในการดูแลชัดเจนทุกปี การรณรงค์จำเป็นต้องเห็นผลมากกว่านี้ครับ

ต้องมีคนเข็ดขยาดไม่มีคนเมาขับรถ ไม่พบเจอการเสียชีวิตจากเมาแล้วขับ ไม่มีเหยื่อที่ถูกลูกหลงชน ฯลฯ

แต่ความจริงก็คือ เมื่อรู้ว่าตั้งจุดสกัดตรงไหนก็ไม่มีคนเมาขับผ่านจนกว่าด่านจะเลิก ทำให้การออกมาแถลงข่าวนั้นกลายเป็นการแถลงผลการปฏิบัติงานมากกว่า ไม่สามารถสะท้อนได้เลยว่าจังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิตคือจังหวัดที่บังคับใช้กฎหมายได้มีประสิทธิผลที่สุด

แต่ไม่ได้หมายถึงว่าผมไม่เห็นด้วยกับการทำงานของเจ้าหน้าที่เฝ้าระวัง 7 วันอันตรายนะครับ

ผมอยากจะยกตัวอย่าง รัฐบาลญี่ปุ่น ได้มีการเพิ่มโทษเมาแล้วขับ‬และชนแล้วหนี หากเกิดอุบัติเหตุและคนขับรถดื่มสุรา มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับเงิน 5แสนเยน

หากตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์แล้วพบว่า มีปริมาณเกิน 25 มิลลิกรัมเปอร์เซ็น คือ “เมาแล้วขับ” ต้องรับโทษเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำคุก 5 ปี ปรับ 1ล้านเยน (ส่วนประเทศไทยกำหนดปริมาณแอลกอฮอล์ 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์)

ถ้าเมาแล้วขับรถชนผู้อื่นจนถึงแก่ความตายยังมีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี ปรับอีก 1 ล้านเยน ,

ผู้ร่วมเดินทาง ที่ไม่ห้ามผู้ที่เข้าข่ายเมาสุราขับรถ นั่งเฉยๆก็มีความผิดจำคุก 3 ปี ปรับ 5 แสนเยน ส่วนเจ้าของรถยนต์ หรือ ผู้ที่จำหน่ายหรือจัดหาเครื่องดื่มแอลกอฮอร์ มีโทษจำคุก 3-5 ปี ปรับ 5แสน ถึง1 ล้านเยน

ไม่เพียงเท่านั้น ผู้ต้องหายังต้องเจอการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจำนวนมหาศาลจากครอบครัวผู้เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บ โดยถ้าผู้เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บเป็นเยาวชนโทษก็จะหนักขึ้นไปอีก จากเบาไปหาหนักชัดเจน

เมื่อกฎหมายมีบทลงโทษที่รุนแรงและบังคับใช้อย่างเข้มงวด คนที่จะดื่มแอลกอฮอล์ก็เลยไม่อยากออกไปนอกบ้าน เพราะหากเกิดอุบัติเหตุหรือโดนตรวจจับ

ทุกคนรู้ว่ามันไม่คุ้มทั้งเงินและเวลา เพราะฉะนั้นทุกคนจะไม่เสี่ยงดื่มเหล้าแล้วขับรถเป็นอันขาด

ส่วนในประเทศไทยเมื่อเมาแล้วชอบขับรถครับ ด้วยข้ออ้างว่าเวลาคนอื่นขับแล้วไม่เชื่อมือ หรือไม่ก็มั่นใจในตัวเองว่าไหว ไม่เกิดอุบัติเหตุ

ตัวเลขของทางการส่วนใหญ่ก็เลยเป็นสถิติเมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือถูกจับคาด่าน จ่ายปรับ ขึ้นศาล ไปกรมคุมประพฤติ บริการสังคม เป็นอันเสร็จสิ้น

กฎหมายที่เรามี ไม่ได้สร้างจิตสำนึกในการให้เกียรติคนอื่นๆในสังคม และมีไม่น้อยที่เข้าด่านตรวจแล้วไม่ได้เป่าเพราะนายโทรมาบอกให้ปล่อยเสียเอง

เมื่อสถิติ 7 วันอันตราย ไม่ได้เป็นตัวเลขที่หมายความถึงการมีจิตสำนึกต่อคนในสังคม กลัวว่าคนอื่นจะเดือดร้อนจากการดื่มเหล้าเมาแล้วขับของตัวเอง เกรงว่าจะสร้างปัญหาและภาระให้กับเหยื่อรสมถึงครอบครัวไปตลอดชีวิตหากพลาดเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา

ตัวเลขที่ 7 วันอันตรายของเรามีก็เป็นเพียงยอดผู้เสียชีวิต ที่ประกาศว่าเทศกาลนี้จังหวัดไหนเป็นแชมป์คนตายเยอะที่สุดเท่านั้นเอง