Tuesday, March 31, 2026
More
    Homeข่าวเด่นรอบวันตำรวจไทย-เกาหลีใต้ทลายแก๊งคอลโสมเช่าบ้านทำฐานตุ๋นเหยื่อชาติเดียวกัน

    ตำรวจไทย-เกาหลีใต้ทลายแก๊งคอลโสมเช่าบ้านทำฐานตุ๋นเหยื่อชาติเดียวกัน

    CIBเปิดปฏิบัติการ Thailand-Korea Breaking Chains EP.2 บุกทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวเกาหลีใต้ 11ราย เช่าบ้านหรูย่านรามอินทรา อ้างเป็นอัยการหลอกเงินคนชาติเดียวกัน พบเสียหายกว่า 65 ล้านบาท

    วันที่ 30 มี.ค.69 ที่ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง(บช.ก.)พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. พร้อมด้วย พล.ต.ต.ชนันนัทธ์ สารถวัลย์แพศย์ ผบก. ปอท. พ.ต.อ.ภานุภัท กิตติพันธ์ ผกก.1 บก.ปอท. ร่วมกับ เจ้าหน้าที่แผนกกงสุลตำรวจสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย

    แถลงผลปฏิบัติการ “Thailand-Korea Breaking Chains EP.2” ทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์สัญชาติเกาหลีใต้ ได้ผู้ต้องหา  11 ราย

    ประกอบด้วย นายกอนโก (MR.GEON) อายุ 25 ปี ,นายดงฮวา (MR.DONGHWA) อายุ 25 ปี, นายจุนกี (MR.JUNGI) อายุ 35 ปี ,นายนูรี (MR.NURI ) อายุ 35 ปี , นายซอกอู (MR.SEOKWOO) อายุ 31 ปี นายฮยอนอู (MR.HYUNWOO) อายุ 33 ปี ,นายจองกู (MR.JEONGGU) อายุ 31 ปี ,นายกวังมิน (MR.GWANGMIN) อายุ 19 ปี , นายยงกยู(MR.YONGGYU) อายุ 39 ปี , นางยุนคโย (MS.YUNKYO) อายุ 27 ปี และ นางฮเยรี (MS.HYERI) อายุ 32 ปี

    พร้อมของกลางประกอบด้วยอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์ VoIP   11 เครื่อง, โทรศัพท์ มือถือ จำนวน 33 เครื่อง, บทสคริปต์หลอกลวง,เงินสด และเอกสารอื่น ๆ อีกหลายรายการ

    พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ กล่าวว่า ตามนโยบายของ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./หัวหน้าศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง หัวหน้าศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) มีการจัดตั้ง War room ACSC โดยประสานงานร่วมกับฝ่ายต่างประเทศเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร

    รวมถึงให้ความร่วมมือในการสืบสวนและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะขบวนการคอลเซ็นเตอร์ที่มีความเชื่อมโยงระหว่างประเทศ ต่อมาได้ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย สืบสวนและแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างต่อเนื่องตลอดปี พ.ศ. 2568

    จากการสืบสวนพบเบาะแสว่ามีกลุ่มบุคคลชาวเกาหลีใต้เชื่อว่าเป็นขบวนการคอลเซ็นเตอร์หลบหนีจากประเทศกัมพูชาเข้ามาตั้งฐานบัญชาการยังประเทศไทย โดยก่อนหน้า ได้เปิดปฏิบัติการ “Thailand-Korea Breaking Chains” จับกุมขบวนการคอลเซ็นเตอร์ชาวเกาหลีใต้ 17 ราย เข้ามาตั้งออฟฟิศในพื้นที่ชลบุรีและ กทม.หลอกลวงเหยื่อชาวเกาหลีด้วยกัน

    จากนั้นได้สืบสวนสอบสสนขยายผลจนทราบว่า ยังมีเพื่อนร่วมขบวนการชาวเกาหลีใต้ แอบเช่าบ้านหรูย่านรามอินทรา เปิดเป็นสำนักงานหรือออฟฟิศ ตั้งแก๊งหลอกลวงเหยื่อในประเทศเกาหลีใต้ เจ้าหน้าที่ขออนุมัติหมายค้นเปิดปฏิบัติการตรวจค้นจับจับกุมผู้ต้องหาชาวเกาหลีใต้ได้ 11 ราย พร้อมของกลางจำนวนมาก

    ด้าน พล.ต.ต.ชนันนัทธ์ กล่าวว่า จากการตรวจค้นพบว่าภายในบ้านถูกดัดแปลงเป็นลักษณะออฟฟิศคอลเซ็นเตอร์ มีการจัดโต๊ะทำงาน 11 จุด พร้อมอุปกรณ์โทรศัพท์VoIP, อุปกรณ์กระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ต (Router), เครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะเปิดหน้าจอค้างอยู่ มีการแสดงผลเป็นข้อความบทสคริปต์, เอกสารสคริปต์การหลอกเหยื่อวางอยู่ที่โต๊ะ สำหรับพูดหรือพิมพ์เพื่อใช้ในการหลอกลวงทางออนไลน์, รายชื่อเหยื่อชาวเกาหลีใต้พร้อมหมายเลขโทรศัพท์และเอกสารปลอมแอบอ้างเป็นหนังสือทางราชการของอัยการประเทศเกาหลีใต้ จึงตรวจยึดทั้งหมดไว้

    จากการสอบสวนผู้ต้องหาในที่เกิดเหตุทราบว่าบทสคริปต์ดังกล่าวใช้เป็นต้นแบบในการสื่อสารหลอกลวงเหยื่อผ่านช่องทางออนไลน์และเมื่อตรวจสอบอุปกรณ์โทรศัพท์ ที่ใช้ในการสื่อสารของผู้ต้องหา พบว่าเป็นการโทรผ่านอินเทอร์เน็ต (VoIP) เพื่อใช้ติดต่อสื่อสารกับเหยื่อในประเทศเกาหลีใต้

     ใช้วิธีการปลอมเป็นอัยการหรือเจ้าหน้าที่รัฐของประเทศเกาหลีใต้โทรศัพท์ข่มขู่เหยื่อโดยหลอกว่ามีคดี และหลอกให้เหยื่อโอนเงินให้กับกลุ่มคนร้าย จากการตรวจสอบพบว่ามีผู้ตกเป็นเหยื่อหลายราย มูลค่าความเสียหายกว่า 3 พันล้านวอน หรือประมาณ 65 ล้านบาท

    เบื้องต้นแจ้งข้อหา “เป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน” ก่อนนำตัวส่ง สน.โคกคราม พร้อมประสานงานกับแผนกกงสุลตำรวจ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย เกี่ยวกับข้อมูลพฤติการณ์ของกลุ่มคนร้ายดังกล่าวและความผิดที่เกิดขึ้น รวมถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชนในประเทศเกาหลีใต้ เพื่อดำเนินการประสานความร่วมมือ และดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

    ด้านนายลี ยองกอน ตำรวจเกาหลีใต้เผยว่า แก๊งคอลเซ็นเตอร์นี้ถือว่าเป็นแก๊งอาญชกรรมข้ามชาติ ลำพังประเทศเกาหลีใต้ประเทศเดียวคงไม่สามารถกวาดล้างได้หมด ต้องแสวงหาความร่วมมือจากหลายๆ ประเทศ จากการตรวจสอบยอดคงามเสียหายเมื่อปีที่แล้ว พบมีมากถึง 600 ล้านวอน ส่วนผู้ต้องหาแก๊งนี้จะเขื่อมโยงกับประเทศกัมพูชาหรือไม่ ต้องรอสอบสวนก่อนถึงจะทราบ

    ขณะที่พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ กล่าวว่า ประเทศไทยจะกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวต่างชาติ ที่มาตั้งถิ่นฐานอยู่ในไทยทั้งหมด ถึงแม้แก๊งคอลต่างชาติ จะไม่ได้หลอกคนไทย แต่เราจะไม่ยอมให้ใช้บ้านเราตั้งแก๊งคอลฯได้ รวมทั้งเรื่องนี้ยังเป็นนโยบายของรัฐบาลอีกด้วย

    RELATED ARTICLES
    - Advertisment -

    Most Popular

    Recent Comments