ในช่วงปลายราชวงศ์ชิง (ค.ศ. 1840–1911) เกิดคลื่นการอพยพครั้งใหญ่ของชาวจีนไปต่างแดน
มีจุดเริ่มต้นสำคัญที่ “ซัวเถา” เมืองชายฝั่งทางตอนใต้ที่เผชิญวิกฤตประชากรล้นเมือง พื้นที่เกษตรกรรมมีน้อย ทั้งยังประสบอุทกภัยบ่อยครั้งจากเครือข่ายทางน้ำที่ซับซ้อน ชาวจีนจำนวนมหาศาลจึงจำต้องเสี่ยงโชคเดินทางสู่ต่างแดน
เริ่มจากฮ่องกง มาเก๊า ไต้หวัน และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อนจะขยายไปไกลถึงออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา และยุโรป โดยมีเป้าหมายเดียวคือ การหาเงินส่งกลับมาจุนเจือครอบครัวที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก
ชาวจีนอพยพส่วนใหญ่เดินทางไปพร้อมมือเปล่า ไร้ทุนรอน ต้องฝากชีวิตไว้กับความอดทนและการตรากตรำทำงานหนัก แม้ต้องเผชิญกับต่างวัฒนธรรมและรายได้อันน้อยนิด
แต่เมื่อเก็บหอมรอมริบได้ พวกเขาก็หาวิธีส่งเงินและข่าวสารกลับบ้านเพื่อยืนยันว่ายังมีชีวิตรอด
ความจำเป็นนี้เองที่ทำให้เกิด “เฉียวพี” (Qiaopi) หรือ “จดหมายโพยก๊วน” คำว่า Qiao หมายถึง ผู้อพยพ และ pi หมายถึง จดหมายเป็นเอกสารที่ทำหน้าที่เป็นทั้งตั๋วส่งเงินและจดหมายบอกเล่าสารทุกข์สุกดิบ
“เฉียวพี” ไม่เพียงเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนการสร้างเนื้อสร้างตัวของชาวจีนโพ้นทะเล
แต่ยังเป็นสายใยผูกพันครอบครัวที่ก้าวข้ามระยะทาง และได้รับการยกย่องจากยูเนสโกให้ขึ้นทะเบียนเป็น มรดกความทรงจำแห่งโลก ในเดือนมิถุนายน ปี 2013
เรื่องราวการส่งจดหมายและเงินของคนไกลบ้าน ถูกนำมาร้อยเรียงได้อย่างประทับใจในภาพยนตร์เรื่อง “Dear You จดหมายรักถึงอาม่า” ผลงานการกำกับของ หลานหงชุน ที่เคยฝากผลงานกำกับภาพยนตร์เรื่อง“Proud of Me” (2018) และ “Back To Love” (2022)
แม้ “Dear You จดหมายรักถึงอาม่า” จะเป็นภาพยนตร์ทุนต่ำด้วยงบสร้างเพียง 14 ล้านหยวน แต่กลับสร้างปรากฏการณ์กวาดรายได้อย่างมหาศาล
ส่วนตัวหนังดำเนินเรื่องโดยตัดสลับระหว่างยุคปัจจุบันกับอดีตผ่านตัวละครหลัก 4 คนคือ เสี่ยวเว่ย ชายหนุ่มยุคปัจจุบันที่มีหนี้สินท่วมหัว หลังจากได้ยินจากปากของอาผู้ชายว่า แต้บักเซ็ง อากงของเขา ที่เดินทางออกจากซัวเถาไปหาลู่ทางทำมาหากินที่เมืองไทยเมื่อกว่า 70 ปีก่อน ตอนนี้กลายเป็นมหาเศรษฐีผู้มั่งคั่ง
เขาจึงแอบค้นจดหมายเก่า ๆ ที่อากงเคยส่งหา เอี๊ยบซกยิ้ว อาม่าของเขา หวังใช้เบาะแสจากจดหมายตามหาอากงที่เมืองไทยและขอเงินมาปลดหนี้
แต่ระหว่างการตามหาอากงอย่างเอาเป็นเอาตาย เสี่ยวเว่ยกลับได้สัมผัสชีวิตจริงของอากงอย่างลึกซึ้ง ผ่านสถานที่ที่อากงเคยอยู่ สถานที่เหล่านั้นได้เปลี่ยนโฉมไปตามกาลเวลา รวมถึงผู้คนวัยไม้ใกล้ฝั่งที่เคยรู้จักอากงในอดีต
หนังพาผู้ชมย้อนกลับไปพบกับ แต้บักเซ็ง ชายหนุ่มยากไร้ผู้ตกหลุมรักเอี๊ยบซกยิ้ว หญิงสาวบ้านรวย ที่ความรักทำให้เธอตัดสินใจหนีตามเขามาสร้างครอบครัว

https://www.youtube.com/watch?v=yqWzxDAwWBU
แต่เมื่อภัยสงครามคืบคลานเข้ามา แต้บักเซ็ง จำใจต้องเดินทางมุ่งหน้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อหางานทำ ปล่อยให้ภรรยาสาวต้องเลี้ยงดูลูก ๆ 4 คนเพียงลำพังด้วยความซื่อสัตย์และรอคอยการกลับมาของสามี
ขณะที่ชีวิตของ แต้บักเซ็ง หลังจากออกมาจีน ก็มาอยู่มาเลเซีย จากนั้นก็เข้ามาปักหลักทำมาหากินในย่านเยาวราช ประเทศไทย
แม้จะอยู่อย่างปากกัดตีนถีบแต่เขาก็ทำมาหากินด้วยความสุจริต และมองการณ์ไกลว่า “การศึกษา” คือสิ่งที่จะช่วยยกระดับชีวิตได้
เขาจึงสนับสนุนให้เด็กๆ ในชุมชนได้เรียนหนังสือ โดยขอแรงจากหนุ่มนักเขียนจดหมาย–ผู้ทำหน้าที่ให้บริการส่ง “เฉียวพี” มาช่วยเป็นครูสอนอ่านเขียน

นอกจากเด็กๆ แล้ว เจี่ยหน่ำกี ลูกสาวเจ้าของโรงแรมห้องแถวที่แต้บักเซ็งอาศัยอยู่ ก็ได้มาร่วมเรียนด้วย แม้ช่วงแรกทั้งคู่จะเป็นไม้เบื่อไม้เมากัน แต่ความขยัน อดทน และจิตใจอันดีงามของ แต้บักเซ็ง ก็ค่อยๆ ละลายอคติในใจเธอ ความสัมพันธ์พัฒนาเป็นมิตรภาพแท้จริง เจี่ยหน่ำกี จึงคอยช่วยเหลือเขาโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน
กระทั่งวันที่ แต้บักเซ็ง เสียชีวิตลง เจี่ยหน่ำกีเลยรับหน้าที่เขียนและส่ง “เฉียวพี” กลับไปให้ เอี๊ยบซกยิ้ว แทน และทำอย่างนั้นมาโดยตลอด โดยปกปิดความจริงไม่ให้ภรรยาที่อยู่เมืองจีนรับรู้ว่าสามีของเธอได้จากโลกนี้ไปแล้ว
“Dear You จดหมายรักถึงอาม่า” ถ่ายทอดเรื่องราวได้อย่างเรียบง่ายแต่ทรงพลัง ไม่เพียงมอบความซาบซึ้งในความรักอันมั่นคงและงดงาม แต่ยังสะท้อนภาพชีวิตของชาวจีนพลัดถิ่นที่ยอมยากลำบากเพื่อให้คนข้างหลังมีความสุข

ขณะเดียวกัน “เฉียวพี” ก็ทำหน้าที่เป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนสภาพเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรมในยุคนั้นได้อย่างเด่นชัด
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า หยาดเหงื่อและเงินที่ถูกส่งผ่านจดหมายเหล่านี้ คือหนึ่งในรากฐานสำคัญที่มีส่วนช่วยขับเคลื่อนและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศจีนจนเติบโตอย่างในปัจจุบัน
Blue Bird 8/8/69


























