มีจังหวะได้นั่งคุยกับ บิ๊กกอล์ฟ-พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (ผบช.ปส.)ทำให้เห็นเส้นทางชีวิตที่น่าสนใจเป็นต้นแบบศึกษาได้อีกคนหนึ่ง
จากเด็กสายศิลปะ รร.บดินทรเดชาที่ผันตัวเข้าสู่รั้วสามพราน เส้นทางชีวิตที่แสวงหาต้นทุนทางภาษา สู่เส้นทางนายเวร อยู่กับผู้บริหารยอดปิรามิด ตร. จนกลายเป็น ‘นักยุทธศาสตร์สายอินเตอร์’ บวกคอนเนกชันที่แน่นแฟ้นกับตำรวจสากลและ FBI กลายเป็น “ต้นทุนชั้นดี” ในการประสานงานกับต่างประเทศ
ถูกวางตัวเป็น’กระบอกเสียง’ ในยุควิกฤตศรัทธาสีกากี และ ‘แม่ทัพปฏิบัติการ’ เดินดินศึกษาข้อมูลชายแดนด้วยตัวเอง การก้าวขึ้นสู่เก้าอี้ ผบช.ปส.ไม่ใช่เรื่องของดวงชะตา แต่เป็นเพราะ’Connecting the dots’ ที่สะสมผลงาน ความพร้อมทุกช่วงชีวิต จนกลายเป็นขุนพลสายขาวที่ผู้บังคับบัญชาไว้วางใจ
ย้อนกลับไป เขาเป็นลูกชายคนเดียวของครอบครัวทำธุรกิจหมู่บ้านจัดสรรที่ลาดกระบัง พ่อทำงานด้านจัดสรรที่ดินและออกแบบศิลปะ ทำให้ซึมซับอยากเป็นสถาปนิกหรือวิศวกร วาดเขียน และดรออิ้งมาตั้งแต่เด็ก เดินสายถือกระดานไปประกวดวาดภาพตามที่ต่าง ๆ เช่น โรงเรียนเพาะช่าง อยู่เป็นประจำ
จุดเปลี่ยนสู่เตรียมทหาร
ผมเน้นเรียนวิชาฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ให้ดีเพื่อไปสอบสายสถาปนิก/วิศวะ แต่การทำธุรกิจที่ไม่มีความมั่นคง มีแต่ปัญหา พ่อกึ่งบังคับให้ลองสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารเพราะอยากให้รับราชการเพื่อความมั่นคง ตกลงกันว่าถ้าสอบติด จะเรียนแค่จบ ม.6 สมัยนั้นเรียนเตรียมทหาร 2 ปี เทียบเท่า ม.5-ม.6 แล้วจะขอออกมาเอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยตามฝัน
ถึงเวลามีคนซื้อใบสมัครให้และไปสอบเป็นเพื่อนกัน ปรากฏว่าสอบติดตั้งแต่ปีแรก ตท.32 นรต.46 ส่วนเพื่อนไม่ติด นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ไม่ได้กลับไปสอบเอนทรานซ์อีกเลย จนกระทั่งเรียนจบและรับราชการตำรวจมาถึงวันนี้

พล.ต.ท.อาชยน ย้อนความหลัง
เสพติดศิลปะวาดจนนิ้วปูด
เจ้าตัวเล่าว่า แม้จะใส่เครื่องแบบตำรวจ แต่ยังคงวาดรูปอย่างสม่ำเสมอจนถึงปัจจุบัน โดยถนัด 2 แนวคือ ภาพล้อเลียน/การ์ตูนกึ่งจริง และวาดสดได้ทันที ภาพเสมือนจริง (Portrait) / ภาพทิวทัศน์
ชอบแอบวาดภาพล้อเลียนใบหน้าอาจารย์ เพื่อนร่วมชั้นเวลาเรียนหรืออบรม เป็นมาตั้งแต่เด็กจนถึงอบรมหลักสูตร วปอ.โดนอาจารย์จับได้และลงโทษอยู่บ่อยครั้ง
ไมพูดเปล่า…เจ้าตัวโชว์ร่องรอยแห่งความหลงใหล จากการวาดรูป จับปากกา-ดินสอแน่นมากตั้งแต่เด็ก จนนิ้วกลางมือขวาปูดเป็นรอยด้านสีม่วงช้ำเห็นได้ชัด
ตอนเรียนโรงเรียนนายร้อยตำรวจ “ซัฟเฟอร์”มาก เพราะชอบคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ ใช้สมองคำนวณ แต่เมื่อต้องมานั่งท่องกฎหมายอาญา เจตนา-ไม่เจตนา ไม่ใช่แนวที่ชอบ ทำให้ผลการเรียนแกว่ง บางเทอม ถ้าตั้งใจจริงได้ที่ 2-3 แต่บางเทอมร่วงไปที่ 100 ตามประสาคนมีศิลปะในหัวใจ
ต่อโทเมืองนอก 2ปี-ชีวิตนอกกรอบ
จบโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ได้ลำดับที่ 50 ชีวิตราชการเริ่มต้นที่ รอง สว.ส. สน.ดุสิต อยู่ได้ 6-7 เดือน ก่อนย้ายไปเป็น รอง สว.ป. สน.ทองหล่อ แล้วไปเรียนต่อ 2ปี ระดับปริญญาโท ด้านรัฐประศาสนศาสตร์ที่วอชิงตัน.ดีซี สหรัฐอเมริกา
เจ้าตัวบอก ตั้งใจเรียนแค่พอผ่าน แต่เน้นเก็บเกี่ยวประสบการณ์ชีวิตสุดเหวี่ยง ไว้ผมยาวหนวดเคราเฟิ้มนาน 2 ปี จนมีทักษะภาษาอังกฤษที่เป็น “อาวุธสำคัญ” ในเวลาต่อมา
เส้นทาง “นายเวร” ภาษาคือใบเบิกทาง
กลับมาไทย เป็นผู้ช่วยนายเวร พล.ต.อ. มีชัย นุกูลกิจ ท่านได้รับมอบหมายจากอธิบดีพจน์ บุณยะจินดา ให้ไปคุมภาค 9 จึงดึงตัวไปทำงานด้วยตั้งแต่ยศ “ร.ต.ท.”
เพราะภาษา เลยได้ทำงานใกล้ชิดผู้ใหญ่หลายท่าน เช่น พล.ต.ท. บุญเพ็ญ บำเพ็ญบุญ พล.ต.อ. โกวิท วัฒนะ (อดีต ผบ.ตร.) ท่านเห็นผมตั้งแต่เด็กและดึงตัวมาทำงานในสำนักงาน ผบ.ตร.
อยู่กับท่านมีชัย หน้าที่หลักคือประสานกับมาเลเซียเรื่องโจรกรรมรถและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เป็นล่ามและคอยจัดการเรื่องยากๆในยุคที่ไม่มีอินเทอร์เน็ต

“บิ๊กกอล์ฟ”เล่าเส้นทางแรกเริ่มชีวิตสีกากี
ผบช.ภ.9 ท่านต่อมา คือ พล.ต.ท.บุญเพ็ญ บำเพ็ญบุญ เห็นหน่วยก้าน ทักษะภาษาอังกฤษตั้งแต่ตอนอยู่กับท่านมีชัย ท่านเลยมาเอ่ยปากขอตัว “ไอ้กอล์ฟ” อยู่ภาค 9 ต่อ เปรียบเหมือนหมูถูกตาเจ๊ก (หัวเราะร่า) ทำหน้าที่ประสานงานกับสันติบาลมาเลเซียและต่างประเทศ ตั้งแต่ขั้นตอนรับตัวและสอบปากคำแกนนำรายสำคัญอย่าง หะยีดาโอ๊ะ ท่าน้ำ หะยีสะมะแอ ท่าน้ำ ทำให้เข้าใจเบื้องลึกเบื้องหลังปัญหาไฟใต้เป็นอย่างดี
ยุคนั้นเป็นยุคที่ฝั่งผู้ก่อเหตุรุนแรงลอบทำร้ายเจ้าหน้าที่รายวัน เช่น แต่งชุดฮิญาบเดินมาเอาปืนจ่อคอยิงตำรวจจราจรกลางถนน จนกระทั่ง “ท่านประชา”-พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ต้องคาดโทษ ผบช.ภ.9 แต่สุดท้ายทีมงานก็ร่วมมือกันจับกุมกลุ่มหะยีสะมะแอได้สำเร็จ เหตุการณ์สงบไปพักใหญ่
จากใต้ขึ้นเหนือเป็นตำรวจท่องเที่ยว
เมื่อท่านบุญเพ็ญขึ้นเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร. ด้วยความชอบงานต่างประเทศ ถูกส่งไปลง สว.ท่องเที่ยวเชียงใหม่ นาน 4 ปี ก่อนเติบโตขึ้นเป็น รอง ผกก.ท่องเที่ยวภาคเหนือ
อยู่ตอนนั้น วิเคราะห์ลึกพฤติกรรมนักท่องเที่ยวแต่ละชาติ มองงานท่องเที่ยวเป็นงานละเอียดที่ต้องเข้าใจสาเหตุของปัญหา ไม่ใช่งานบริการส่วนหน้าธรรมดา โดยถอดรหัสพฤติกรรมออกมา
เช่น ทำไมรัสเซียชอบน้ำตก เพราะบ้านเขาเมืองหนาวเป็นน้ำแข็งมาตลอดทั้งปี พอมาเจอน้ำตกบ้านเราจึงมองว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ ส่วนคนจีนจมน้ำตื้น เกิดจากพฤติกรรมลงเครื่องมาแล้วเที่ยวหนักทันที อัดทุเรียนตอนเช้าแล้วลงน้ำจนช็อก หรือปัญหาเรือสปีดโบ๊ทไม่มีเซฟตี้โซน อุบัติเหตุรถทัวร์ไปชลบุรี มักเกิดช่วงเช้าเพราะแสงแดดแยงตา คนขับรถพักผ่อนน้อย

พล.ต.ท.อาชยน ย้อนพฤติกรรมและอุบัติเหตุของกลุ่มนักท่องเที่ยวแต่ละชาติ สมัยเป็นตำรวจน้อยท่องเที่ยว
คลังข้อมูลต่างชาติเคลื่อนที่
ทุกอย่างที่เป็นมูฟเม้นท์ของคนต่างชาติ จะรู้หมด หากมีประเด็นเกี่ยวกับคนต่างชาติ ผู้ใหญ่ระดับกองบัญชาการ หรือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ยุคนั้น จะต้องต่อสายตรงหา “กอล์ฟ” เพื่อสอบถามข้อมูลทันที
เปิดหัวจับแก๊งคอลเซนเตอร์เจ้าแรก
สมัย พล.ต.อ.ปัญญา มาเม่น เป็นผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว ผมเป็น ผกก.1 ท่องเที่ยว ได้เบาะแสมีกลุ่มคนไต้หวันมาเช่าบ้านหรู นั่งเรียงกันเป็นโต๊ะเรียนทั้งวันพฤติกรรมน่าสงสัย เมื่อเข้าตรวจสอบจับกุมพบอุปกรณ์สื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ต (VOIP) รุ่นเก่า พบ “โพยแพทเทิร์นคำพูดหลอกลวง”
เมื่อขยายผลทำให้รู้ว่า แก๊งคอลเซ็นเตอร์ถูกคิดค้นโดยคนไต้หวันเป็นหัวหน้า มีคนจีนเป็นลูกน้อง กระจายตัวเช่าบ้านหรูในเมืองท่องเที่ยว เช่น กรุงเทพฯ, พัทยา, ภูเก็ต และเชียงใหม่ ช่วงปี 2552-2553 แก๊งเหล่านี้ใชไทยเป็นฐาน “โทรไปหลอกคนจีน” ก่อนวิวัฒนาการกลายเป็นการหลอกลวงคนไปทั่วโลก รวมถึงหลอกคนไทยด้วยกันเองในปัจจุบัน
ปาฏิหาริย์แห่งคอนเนกชัน
ผมมีความเชื่อเรื่อง Connecting the dots การเชื่อมโยงจุด ไม่เคยขี้เกียจที่จะไปงานต่างประเทศ เพราะเชื่อว่าคอนเนกชันที่สร้างวันนั้น จะกลับมาเกื้อหนุนงานในวันนี้แน่นอน


ต่อมา มีคดีคอลเซ็นเตอร์หลอกคนไทยกลุ่มสุดท้ายที่อยู่ต่างประเทศ ตรวจพบสลิปโอนเงินเวสเทิร์นยูเนี่ยนตกอยู่ในไทย แกะรอยพบปลายทางอยู่ที่ “ดูไบ” สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
ผม”หน้าด้าน” เดินเข้าไปที่สถานทูต UAE ประจำประเทศไทย ที่อาคารออลซีซั่นส์ ขอเข้าพบเอกอัครราชทูต โดยที่ไม่นัดหมายล่วงหน้า
เมื่อได้เข้าพบ ถึงกับดีใจ เพราะผู้ใหญ่ของสถานทูตที่นั่งอยู่ตรงนั้นคือ “เพื่อนต่างชาติที่เคยนั่งคุยถูกคอในงานประชุมต่างประเทศ” มาก่อน
แล้วเป็นเพื่อนสนิท ผบ.ตร.ดูไบ เพื่อนต่างชาติคนนั้นเลยดีลตรงเขียนจดหมายแนะนำตัวให้ทันที ก่อนบินเจรจาแจ้งพิกัดแก๊งคนไทยหลอกคนไทย ตั้งฐานอยู่ที่ดราก้อน มาร์เก็ต ห่างตัวเมืองดูไบ 40 นาที มีการกักขังทรมานร่างกาย หากข่าวนี้หลุดไป ภาพลักษณ์ดูไบจะเสียหาย ขอให้ตำรวจดูไบช่วยจับกุมแบบเงียบๆ
ตี 3 ผบ.ตร.ดูไบ โทรศัพท์แจ้งว่า “เข้าเรียบร้อยแล้ว” ขอร้องไม่ให้ทำข่าวในดูไบ แต่ให้ส่งตัวคนร้าย 20- 30 คนกลับมาดำเนินคดีที่ไทย ถือเป็นความสำเร็จในการประสานงานที่ไร้รอยต่อ อย่างไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน

ปฐมบท “สวาทชาเลนจ์”ของตำรวจไทย
หลังจบเคสนี้ผบ.ตร.ดูไบ ได้เอ่ยปากชวน “กอล์ฟ…เราจะจัดแข่งสวาทครั้งแรก ส่งทีมไทยมา เราออกค่าเครื่องบิน ที่พัก อาหาร รถรับส่งให้ฟรีทั้งหมด มีเงินรางวัล 1 ล้านเหรียญ
ผมนำเรื่องกลับมารายงาน พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ในขณะนั้น จัดตั้งทีมสวาทตำรวจไทยไปร่วมแข่งขัน กลายเป็นปฐมบทและประเพณีที่ตำรวจไทยส่งทีมไปแข่ง SWAT Challenge ที่ดูไบต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
เหตุที่ตำรวจไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยสนใจงานต่างประเทศ ไม่ค่อยรู้บริบทการทำงานของตำรวจสากล ผมกล้าพูดได้เต็มปากว่า ไม่มีใครในตำรวจที่มีคอนเนกชันต่างประเทศที่กว้างขวางเท่าผม รู้จักทุกสถานทูต คอยช่วยเหลือแก้ปัญหาให้ทูตและชาวต่างชาติตลอด 24 ชั่วโมง
แต่ผมจะยึดหลักความถูกต้องอยู่บนพื้นฐานกฎหมาย หากคนเขาผิดจริง จะอธิบายตรงไปตรงมาว่าติด Blacklist เพราะอะไร ทำให้ต่างชาติยอมรับและเชื่อใจ
ผมถึงกล้าบอกว่า งานต่างประเทศมันฝังอยู่ในสายเลือด จนผมมั่นใจว่า “สามารถประสานงานหยิบใช้คอนเนกชันกับใครระดับไหนก็ได้ในโลกนี้”
ภูมิใจสูงสุดในชีวิต ผ่านบททดสอบเข้าสู่รั้ว FBI
พล.ต.ท.อาชยน เล่าถึงโอกาสครั้งสำคัญในชีวิต ด้วยการผ่านการคัดเลือกเข้าเรียนในหลักสูตร FBI National Academy (FBINA) ที่ควอนติโก รัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา เป็นเวลา 11 สัปดาห์ หลักสูตรสุดยอดที่ตำรวจทั่วโลกใฝ่ฝันว่าต้องไปให้ได้สักครั้งในชีวิต และมีตำรวจไทยน้อยมากที่จบจากสถาบันนี้
ร่วมกินนอนกับตำรวจทั่วโลก
แต่ละรุ่นจะมีตัวแทนตำรวจฝีมือดีจากทั่วโลกประมาณ 30 คน มาเรียนและใช้ชีวิตร่วมกับตำรวจอเมริกัน นอนเตียงบน-เตียงล่าง ร่วมฝึกด้วยกันตลอด 24 ชั่วโมง เหมือนย้อนเป็นนักเรียนนายร้อยอีกครั้ง
การใช้ชีวิตร่วมกันทำให้ได้เปิดอกคุยซึมซับสถานการณ์จริงของตำรวจในแต่ละประเทศ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาคอร์รัปชัน, มุมมองที่ประชาชนเกลียดหรือต่อต้านตำรวจในแต่ละรูปแบบ รวมถึงวิธีรับมือของแต่ละประเทศ เป็นข้อมูลเชิงลึกที่หาไม่ได้จากตำราไหน

คอนเนกชันระดับโลก-เพื่อนแท้ตลอดชีวิต
ผลลัพธ์จากการฝึก 11 สัปดาห์ ทำให้ได้เครือข่ายมิตรภาพที่เหนียวแน่นกับตำรวจทั่วสหรัฐอเมริกาครบทั้ง 50 รัฐ รวมถึงตำรวจจากประเทศต่างๆทั่วโลก เป็นความสัมพันธ์แบบ “Friend for Life”
ความสนิทสนมนี้ไม่ได้จบแค่ในห้องเรียน เมื่อมีโอกาสไปต่างประเทศ จะได้รับเชิญให้ไปร่วมทานข้าวกับครอบครัวเพื่อนตำรวจถึงในแฟลตหรือบ้านพัก ได้เห็นวิถีชีวิตจริงๆ ของพวกเขา เกิดเป็นความร่วมมือที่ไร้รอยต่อ
เมื่อเพื่อนตำรวจต่างชาติมีปัญหากระทบในไทย ผมพร้อมช่วยเหลือเต็มที่ กลับกัน เมื่อผมต้องการความช่วยเหลือหรือข้อมูลในการทำงานต่างประเทศ เพื่อนตำรวจทั่วโลกก็พร้อมซัพพอร์ตให้อย่างเต็มกำลังเช่นกัน

ผมเชื่อว่า “ดวง” มีผลต่อความก้าวหน้า แต่ที่สำคัญกว่าดวงคือ “การทำตัวเองให้พร้อมและคู่ควรเมื่อโอกาสมาถึง” คือทำตัวให้เข้ากับดวง เพราะต่อให้มีดวงแต่คุณสมบัติไม่ครบ ไม่ใช่คนดี ผู้ใหญ่ไม่เชื่อใจ ดวงก็ช่วยไม่ได้
ตลอดชีวิตราชการตั้งแต่เริ่มจนถึงปัจจุบัน ในเส้นทาง “สายขาว” ผมไม่เคยต้องวิ่งเต้นซื้อตำแหน่ง ไม่เคยต้องหิ้วของขวัญหรือใช้เงินแลกความก้าวหน้า แต่ผู้ใหญ่เมตตาเอ็นดูเหมือนลูกหลานเพราะผลงานและความทุ่มเท
สู่จุดสูงสุดสายขาว “นายเวร ผบ.ตร.”
จุดเปลี่ยนเกิดขึ้น ตอนนั้นตำแหน่งในกองบัญชาการสอบสวนกลาง (บช.ก.) มีน้อย มีผู้ใหญ่กลุ่มที่ใกล้ชิดกับ ผบ.ตร. ขณะนั้น มองหาคนที่มีคุณสมบัติพร้อมเพื่อดึงขึ้นมาแทนตำแหน่งที่ว่างลง ทุกคนเห็นตรงกันว่า “ไอ้กอล์ฟมันครบเครื่องแล้ว”
เมื่อมีการเสนอชื่อตัวเลือกให้ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. ในขณะนั้น ท่าน “จิ้มเลือก” โดยไม่ลังเล เพราะท่านเคยเห็นผมตั้งแต่สมัยท่านทำงานกับ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ตอนนั้นผมเป็นผู้ช่วยนายเวรอยู่
เป็นผลลัพธ์จากการทำหน้าที่อย่างดีที่สุดในอดีตที่ส่งผลมาถึงอนาคต
ที่ผ่านมาเป็น “ผู้ช่วยนายเวร” มาเกือบตลอดชีวิตราชการ อยู่กับ พล.ต.อ.มีชัย, พล.ต.ท.บุญเพ็ญ, พล.ต.อ.โกวิท เพราะเติบโตตามยศไม่ทันผู้ใหญ่ จนกระทั่งสำเร็จและเติบโตสูงสุดในสายนี้คือการเป็น “นายเวร ผบ.ตร.”-พล.ต.อ. วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ได้สำเร็จ
ซึมซับคัมภีร์มองคนและบริหาร
ถือเป็นความโชคดีในชีวิตราชการ คือเป็นนายเวร “อยู่ข้างบน สลับกับลงไปอยู่ข้างล่าง สายปฏิบัติการ/หน่วยพื้นที่ ” ตอนอยู่ข้างบน ได้อยู่ใกล้ชิดผู้ใหญ่ เห็นวิสัยทัศน์ การสั่งงาน มองผู้ใหญ่ขาดว่าแต่ละท่านเติบโตมาอย่างไร มีวิธีคิดและการสั่งการอย่างไร
ตอนอยู่ข้างล่าง ได้ลงไปรับตำแหน่งในพื้นที่จริง เป็น สว.ท่องเที่ยว, รอง ผกก. และ ผกก.1 ท่องเที่ยว ทำให้เข้าใจความยากลำบากและหน้างานของลูกน้อง
การผ่านงานทั้งสองด้านทำให้ชีวิตราชการครบเครื่อง มองงานทะลุปรุโปร่ง รู้ซึ้งว่าในสถานการณ์ไหนควรจะใช้ใครทำงาน และควรจะวางตัวอย่างไรให้เหมาะสม
เรียนรู้วิชาจาก “ครูผู้เป็นไอดอล” และนักสืบระดับตำนาน
ตลอดเส้นทาง ได้เรียนรู้และครูพักลักจำวิชาจากผู้ใหญ่และรุ่นพี่เก่ง ๆ หลายท่าน เช่น
“พี่โจ๊ก” พล.ต.ท.อรรถกิจ ธารีฉัตร ไอดอลคนแรกในดวงใจ เป็นต้นแบบ “นายเวรอาชีพ” ที่ทำงานเก่ง คล่องแคล่ว ว่องไว ตามงานผู้ใหญ่ได้ดีเยี่ยม เรียนรู้
สไตล์การสั่งการและแนวคิดของ พล.ต.อ.ชุมพล อรรถศาสตร์ และ พล.ต.อ. วิสุทธิ์ กิตติวัฒน์
ผ่านการทำงานร่วมกับทีมงานนายเวรของ”พี่อ๊อด” พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา นักสืบระดับตำนานเมืองไทย ได้เรียนรู้งานสืบสวนจริง โดนด่า โดนเคี่ยวเข็ญ
“ผบช.กอล์ฟ”พูดถึงเหล่าครูต้นแบบของเขา

พลิกโฉม ตม. สู่ระบบดิจิทัล
กระทั่งได้เป็นผู้การ ตม.3 ปรับปรุงระบบงานเอกสารแบบเก่าให้ขับเคลื่อนด้วยไอทีและอินเทอร์เน็ต พัฒนาห้องกักกันตัวผู้ต้องกักให้มีมาตรฐานและคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน ทลายขบวนการเอเย่นต์ขูดรีด วางสโลแกน “คนดีอยู่ง่าย คนไม่ดีต้องถูกจับ” ลดสถิติคนอยู่เกินกำหนด Overstay ให้เหลือน้อยที่สุด
เป็นคนน้ำไม่เต็มแก้ว
อยู่ ตม. ผมชอบคุยกับเด็กเพื่อหาคำตอบให้ผู้ใหญ่เวลาประชุม เลือกที่ไม่นั่งฟังรายงานบนหอคอยงาช้าง แต่ลงพื้นที่เดินเลาะพรมแดนไทยกว่า 6,000-7,000 กิโลเมตร ตั้งแต่เหนือสุดยันใต้สุด พูดคุยกับ “ตำรวจเด็กๆ ในพื้นที่จริง”
เจาะลึกแต่ละด่านจนกระจ่าง เช่น ด่านเจดีย์สามองค์, แม่สอด, แม่สาย (สายเก่า-สายใหม่) ที่เดินข้ามฝั่งไปมาง่ายดาย, แม่น้ำโก-ลก, ท่าเรือกรุงเทพฯ, ท่าอุเทน (แม่น้ำโขง), เขมราฐ, และถนนศรีเพ็ญ (สระแก้ว) ว่าขบวนการเหล่านี้หลบหลีกทหาร ตชด. และ ตม. เข้ามาทางช่องทางไหน บ่อนไหน บ้านใคร
ข้อมูลผมถูกนำไปพรีเซนต์ในที่ประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ จนทหารยอมส่งข้อมูลความมั่นคงมาบูรณาการร่วมกัน ส่งต่อให้ตำรวจภูธรไล่ล่าจับกุม “แก๊งค้าลูกหมู”
ขึ้นเป็น รอง ผบช.สตม. รื้อระบบการทำงานแบบ “ต่างคนต่างอยู่” ของ ตม. แต่ละภาค เรียก ผกก.สืบสวน ตม. ทั่วประเทศ กางแผนที่แผ่นใหญ่รวมข้อมูลเอเย่นต์ โรฮิญจา, อุยกูร์, เกาหลีเหนือ ป็น “ชุดข้อมูลเดียวกัน” เพื่อตามล่าแบบเป็นระบบ
“บิ๊กเด่น”ตั้งเป็น โฆษกตร.
ตุลาคม 2565 พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร.ขณะนั้น แต่งตั้งผมเป็นโฆษก ตร.
หลังรับตำแหน่ง 5 วัน เจอบททดสอบใหญ่ระดับโลกและวิกฤตการณ์ต่อเนื่องยาวนาน 3 ปี เช่น คดีโศกนาฏกรรมหนองบัวลำภู เมื่อ 6 ต.ค. 65 คดีตำรวจขายปืน, คดีตู้ห่าว / จินหลิงผับ
สู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน ผบ.ตร. เหตุกราดยิงที่พารากอน ยุค พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รถบัสทัศนศึกษาไฟไหม้ ยุค พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ และการปะทะกันของขั้วอำนาจในตำรวจ

พล.ต.ท.อาชยน เล่าถึงงานโฆษก ตร.ว่า
เป็นงานที่ท้าทายและทดสอบกำลังใจที่สุด เพราะต้องอยู่ท่ามกลางศึกผู้ยิ่งใหญ่ปะทะกัน พูดอะไรก็โดนโจมตี ถึงขั้นโดนตัดต่อคำพูดแปลกๆ ไปปั่นในโซเชียล เช่น เฟกนิวส์ว่าโฆษก ตร. บอกว่าเรื่องคนต่างด้าวติดโควิดเป็นหน้าที่หมอ ไม่ใช่ตำรวจ จนผู้ใหญ่และปลัดกระทรวงสาธารณสุขเข้าใจผิด เป็นยุคแรกๆที่ต้องสู้กับวิกฤตข่าวลวง
ขึ้นเป็น ผบช.ประจำตร.
คือทีมงานนายกรัฐมนตรีอยากได้ “ผบช.รุ่นใหม่ ที่มีความคล่องตัวสูง”ช่วยขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลและเป็นตัวเชื่อมประสานงานตำรวจกับทุกหน่วยงาน ทำให้เป็นครั้งแรกที่ได้ลงไปทำงานสัมผัสกับการเมืองในพื้นที่ โดยเฉพาะการแก้ปัญหายาเสพติดในชุมชนตามที่ สส.ร้องเรียน ท่านจึงเรียก ผบช.ปส.ขณะนั้น มาร่วมวางแผนจนงานเห็นผล
สไลด์ไปกำลังพลต่อด้วยปส.
จากนั้นผู้ใหญ่สไลด์ให้ไปเป็น ผบช.กำลังพล 1 ปี เรียนรู้งานเสนาธิการที่สำคัญที่สุดในการกำหนดชะตาชีวิตตำรวจ ตั้งแต่แรกเข้า เกษียณ จนถึงวันเสียชีวิต รวมถึงดูแลสวัสดิการ กีฬา ดุริยางค์ และสหกรณ์ตำรวจ เมื่อถึงเวลาโยกย้ายวาระประจำปี 1 ต.ค.68 ผู้ใหญ่มอบหมาย เป็นผบช.ปส.
คราวนี้ได้นำทักษะงานต่างประเทศ (FBI), งานสืบสวนชายแดน (ตม.) และงานประสานนโยบาย มารวมกันเพื่อแก้วิกฤตยาเสพติดของชาติอย่างเต็มตัว

ยอมรับว่าตอนมารับตำแหน่งกังวลมาก เพราะไม่คุ้นเคยกับหน้างานปราบปรามยาเสพติดโดยตรง
แต่เมื่อวิเคราะห์อย่างละเอียด พบจุดเชื่อมโยง 2 ประเด็นที่ทำให้มั่นใจว่า “ไปได้แน่” คือ ปส. เป็นงานระดับสากล มีเครือข่ายอยู่ทุกประเทศทั่วโลก ตรงกับคอนเนกชันและมิตรภาพสายอินเตอร์ที่มีทุนเดิมอยู่แล้ว
ต้นทุนที่เติบโตมาจาก สตม. ดูแลหน้างานเฉพาะทางระดับประเทศ ทำให้รู้วิธีบริหารจัดการและขับเคลื่อนกำลังพลในสังกัดให้ทำงานตอบโจทย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“ผมใช้เทคโนโลยีทดแทนกำลังพลที่มีเพียง 1,300 นาย ใช้ Mobile X-ray รถเอ็กซเรย์เคลื่อนที่ที่ตรวจค้นรถบรรทุกสินค้าเกษตร เช่น ข้าวโพด โดยไม่ต้องรื้อของให้เสียหาย
โดรนตรวจจับความร้อน ใช้ติดตามคนร้ายในป่าหรือจุดที่ตำรวจเข้าถึงยากลดความเสี่ยงจากการถูกซุ่มโจมตี
Digital Footprint สืบสวนผ่านดาร์กเว็บและการโอนเงินคริปโต…”

โชว์ผลงานต่อยอดคดีใหญ่ระดับโลก
เคสก่อนรับตำแหน่งแต่มาลุยต่อคือ คดีสกัด เรือจีเชง ที่ขนไอซ์กว่า 5 ตันในน่านน้ำสากล ประสานงานร่วมกับดีอีเอ สหรัฐฯ และโคสต์การ์ดของจีน ประชุม 3 ฝ่ายทางลับ ร่วมแชร์ข้อมูลอย่างเป็นระบบกับประเทศแถบเอเชียแปซิฟิก ยกระดับการสืบสวนแบบยกหูถึงกันทันที
ขึ้นบัญชีล่าเด็ดหัว “กัปตันตุ้ย”
การทลายเครือข่ายทางเรือทำให้พบชื่อ “กัปตันตุ้ย” ศิษย์เก่าโรงเรียนนายเรือที่ผันตัวมาขนยาเสพติดทางน้ำ ปัจจุบันหนีกบดานฝั่งเมียนมาและยังไม่ยอมเลิก
ผมสั่งปฏิวัติระบบหมายจับใหม่ ไม่เน้นปริมาณ แต่คัดตัวท๊อประดับสั่งการมา 10-30 คน” บี้ออก “หมายแดงอินเตอร์โพล เพื่อสร้างน้ำหนักระดับสากลในการลากตัวกลับมาดำเนินคดี
ล้านเม็ดบนถนนต้องจับ- 1 เม็ดในชุมชนต้องใส่ใจ
มาวันหนึ่ง ผมไปทำกิจกรรมจิตอาสาทาสีตีกรอบคลองบางบัว เดินเข้าไปแนะนำตัวอย่างเท่ว่าเป็น ผบช.ปส. แต่ถูกคุณลุงริมหน้าต่างสวนกลับว่า “ไม่ต้องมาดูหรอก ยาบ้าขายกันเกลื่อนทั้งวันทั้งคืน” ทำให้หน้าชา อาย และทำให้เกิดการเปลี่ยนมายเซ็ต ปส. ทันที
ปรับสายตาลงสู่ชุมชนแออัด
ผมประกาศนโยบายให้ ผกก.ปส. ทุกคน มองลงไปที่ชุมชนแออัด (กทม. มีกว่า 2,000 ชุมชน) อย่างน้อยต้องรับผิดชอบฟื้นฟูให้ได้คนละ 1 ชุมชน ดึงผู้นำชุมชนร่วมมือ ยึดหลักทฤษฎีปรับกายภาพและภูมิทัศน์ชุมชน
จุดไหนอับกลิ่นเหม็น ขยะล้น ประสานเขตปูหญ้าเทียม จุดไหนมืดเป็นมุมขายยา ประสานการไฟฟ้าติดไฟโซลาร์เซลล์ และติดตั้งกล้องวงจรปิดบริจาค จนพวกค้ายาตอนดึกหายเกลี้ยง

จัดหนักผู้ค้ารายย่อย
ต่อด้วยเอ็กซเรย์พื้นที่ ออกหมายจับผู้ค้ารายย่อยเฉียบขาด จับได้ 4 หนีไป 7-8 ราย ก็ตั้งป้อมเฝ้าไม่ให้กลับมา ร่วมมือกับสาธารณสุขบางเขนนำผู้เสพไปบำบัด ตรวจสอบผลทุกเดือนเพื่อไม่ให้กลับมาเสพซ้ำ ซื้อแบตตาเลี่ยนให้ฝึกอาชีพตัดผมสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว สร้างจิตวิญญาณบ้านพี่เมืองน้อง
ปัจจุบันโมเดลลงพื้นที่เงียบๆเพื่อคุยกับผู้นำชุมชนส่วนตัวและเดินตรวจด้วยตัวเองจนเหงื่อท่วม ถูกส่งต่อไปยัง ผกก.ปส.ทั่วประเทศ ทั้งชุมชนโรงปูน (นครสวรรค์), ชุมชนที่กาญจนบุรี และพัทยา
อุดช่องว่างกฎหมายบำบัด
“บิ๊กกอล์ฟ”เล่าอีกว่า จากเดิมที่ตำรวจจับผู้เสพส่งโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ได้ยามาแผงหนึ่ง 8 โมงเช้าถึง 4 โมงเย็นก็กลับมาเสพและแอบซื้อขายเหมือนเดิมจนชาวบ้านด่า รวมถึงปัญหา “คนคลั่งซ้ำซาก”
ในฐานะเลขานุการศูนย์ปราบปรามยาเสพติด ตร. ผมพยายามผลักดันข้อมูลให้รัฐบาลเห็นความสำคัญในการกระจายอำนาจและงบประมาณลงสู่ รพ.สต.ให้มีศักยภาพบำบัดผู้ป่วยยาเสพติดอย่างแท้จริง
เตรียมทำพื้นที่นำร่อง แชร์ข้อมูลร่วมกันระหว่างสายตรวจและสาธารณสุขเพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ไม่ใช่ให้ตำรวจมารองรับที่ปลายเหตุอย่างเดียว
พล.ต.ท.อาชยนยอมรับด้วยว่า
เรื่องที่น่ากังวลที่สุด คือเงินในอากาศ กลุ่มทุนสแกมเมอร์และยาเสพติดที่แปลงเป็นเงินถูกกฎหมายผ่านการฟอกเงิน การเมืองท้องถิ่น เงินยาเสพติดเริ่มไหลเข้าสู่ระดับ อบจ. อบต. และ สส. ผ่านกลุ่ม “วัยรุ่นสร้างตัว” ที่อาสาทำงานพื้นที่แต่ใช้เงินจากธุรกิจสีเทา
สกัด “สารตั้งต้น”3ด่านสำคัญ
ยาเสพติดจะผลิตไม่ได้หากไม่มี “สารตั้งต้น” ส่วนใหญ่หลุดออกไปจากประเทศไทยในปริมาณมหาศาลเป็นแกลลอน ตั้งเป้าดึง กรมศุลกากร และกรมโรงงาน มาเป็นภาคีเครือข่ายควบคุมเข้มงวด
ยอมรับว่าสารเคมีเหล่านี้ใช้ในภาคอุตสาหกรรม (โรงฟอกหนัง, ยาสลบในโรงพยาบาล) จึงครอบครองได้โดยไม่ผิดกฎหมาย แต่ในยุคผม จะขอกฎหมายพิเศษหรือระเบียบเฉพาะเพื่อ “ห้ามส่งออกทางบกผ่านด่านชายแดนเด็ดขาด”
มุ่งเป้า 3 ด่านสำคัญที่เป็นหน้าต่างสู่โรงงานผลิตฝั่งเพื่อนบ้าน ได้แก่ ด่านเจดีย์สามองค์ ด่านเมียวดี ด่านท่าขี้เหล็ก เพราะข้อมูลสืบสวนเชิงลึกจากนักค้ายารายใหญ่ระบุชัดเจน มีโรงงานผลิตตั้งรอรับสารเคมีอยู่ตามแนวเขาฝั่งตรงข้าม
ยุทธศาสตร์ หลังจากนี้ ปส. ร่วมกับ ปปส. จะจริงจังกับการบล็อกท่า ด่าน และเส้นทางลำเลียงสารเคมีทุกรูปแบบ เพื่อตัดวงจรการผลิตในดินแดนสนธยาให้สิ้นซาก

“ผมไม่ใช่คนที่เก่งที่สุด แต่ผมไม่เคยเป็นน้ำเต็มแก้ว และผมพร้อมจะเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับทุกโอกาสที่เข้ามา เพื่อทำให้สังคมไทยปลอดภัยจากยาเสพติดอย่างยั่งยืน….”
พล.ต.ท.อาชยนกล่าวปิดท้ายจบการสนทนาในวันนั้น
เฮียเก๋ 6/6/69

























