จับเข่าคุยแม่ทัพใหม่ตำรวจปัตตานี

5704

  

บิ๊กต๋อยพล.ต.ต.พิชญ์วุฒิ สงวนสมบัติศิริ  ผบก.ภ.จว.ปัตตานี นรต.40

ถึงจะเป็นนายพลใหม่ป้ายแดง แต่ก็ไม่ได้เป็นคนหน้าใหม่กับเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือผู้คนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้แต่อย่างไร

เพราะชีวิตราชการส่วนใหญ่อยู่ในดินแดนด้ามขวานมาตั้งแต่ พ้นรั้วสามพรานเมื่อปี 2530

เริ่มชีวิตสีกากีด้วยการบรรจุเป็น รอง สว.ส.ที่หาดใหญ่ รอง สว.ส.  รอง สว.ป.หาดใหญ่   ปี 2538เป็น รอง สว.สืบสวน ภาค 9

ขึ้นเป็น สว.ส.ยะรัง จ.ปัตตานี  1ปี  ย้ายไปอยู่กองปราบ เป็นสว.ประจำ ป. ปี 2539  ปีถัดไปเป็นสว.ผ.5กก.5ป.  รับผิดชอบพื้นที่ภาค 9 ตอนบน สงขลา พัทลุง ตรัง

ขึ้นรอง ผกก.5ป.รอง ผกก.1ป. รอง ผกก.3ป.กระทั่งปี 2550 ย้ายมาเป็น รอง ผกก.สืบ จ.ยะลา

ปีเดียวติดยศพ.ต.อ.เป็นผกก.สภ.เมืองยะลา ผกก.สืบสวน จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยุคพล.ต.ท.รณศิลป์ ภู่สาระ ผบช.ภ.9  เป็นหัวหน้าชุดสืบสวนคดีสำคัญ  ยศพ.ต.อ.ตำแหน่งรองผบก.ป.

ปี 2554 ย้ายข้ามกองบัญชาการไปอยู่ตรวจคนเข้าเมือง จ.มุกดาหาร  ขึ้นเป็นรอง ผบก.ตม.4

จนกระทั่งปี 2563 ถึงได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้มาเป็น ผบก.ภ.จว.ปัตตานี

ผู้การต๋อยบอกว่า การได้รับโอกาสมาดำรงตำแหน่งผบก.ภ.จว.ปัตตานี  ไม่หนักใจอะไร สามารถปฏิบัติงานได้เลย

เนื่องจากที่ผ่านมาเคยเป็นรองหัวหน้างานสืบสวนคดีสำคัญของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ มาปฏิบัติการในพื้นที่จังหวัดปัตตานีหลายครั้ง

ทั้งเรื่องของการสืบสวนคดี ปิดล้อมตรวจค้นในหลายอำเภอ ไม่ว่าจะเป็นเขตอำเภอเมือง หนองจิก ไม้แก่น ยะรัง นาประดู่ สายบุรี  

เป้าหมาย ทั้งตัวทั้งเครือข่าย ผู้ก่อความไม่สงบ อยู่ในความทรงจำ แผนประทุษกรรมคนร้าย พื้นที่การก่อเหตุ พื้นที่รุนแรง ก็ไม่ได้หนักใจอะไร  ทำงานได้เลย

ข้าราชการตำรวจในภูธร จ.ปัตตานี ตั้งแต่รอง ผบก.ลงไป ประมาณ 80% ผมรู้จักอยู่แล้ว คือทำงานเข้าขากันได้เป็นอย่างดี

ส่วนการทำงานอีกด้านหนึ่งที่สำคัญ คือ ภาคสังคม ในฐานะหัวหน้าตำรวจภูธรจังหวัด จะต้องประสานกับ ฝ่ายปกครองหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี หน่วยราชการ และภาคประชาชนตลอดจนผู้นำศาสนา อย่างแน่นแฟ้น

ที่สำคัญ เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บัญชาการมณฑลทหารบก นายกเทศมนตรีเมืองปัตตานี องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประธานคณะกรรมการกลางอิสลามปัตตานี ก็รู้จักเป็นส่วนใหญ่

ตอนนี้มารับตำแหน่งได้ประมาณ 2 เดือน สถานการณ์ดีขึ้นกว่าแต่ก่อน ในระยะ 2-3 ปีหลัง นี่ ดีขึ้นกว่าแต่ก่อน มาก  คดีลดลงไปเยอะ

แต่ขณะเดียวกัน ทางด้านยุทธการ ยังคงดำรงไว้ซึ่งการปิดล้อมตรวจค้น ปฏิบัติการเชิงรุก  1 วัน 1 เป้าหมาย ต่อ 1 อำเภอ เราก็ยังทำของตำรวจเราเพื่อจำกัดความเคลื่อนไหวของผู้ก่อเหตุ ไม่ให้เขาเคลื่อนที่โดยเสรี

ขณะเดียวกัน เรามีข้อมูลเครือข่ายในแต่ละพื้นที่ นำมาใช้ในการกำหนดเป้าหมายในการปิดล้อมตรวจค้น เก็บพยานหลักฐาน และหาข้อมูลต่างๆ 

ส่วนในพื้นที่เขตเมือง มีการใช้ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด นำเครื่องมือพิเศษตรวจพื้นที่ในรอบ 1 วัน พื้นที่ในการป้องกันเมือง ก็จะร่วมกัน 3ฝ่าย

ในเมือง จะเน้นไปที่ตำรวจภูธร หน่วยปฏิบัติการพิเศษของตำรวจภูธร อาสาสมัครของฝ่ายปกครอง ส่วนพื้นที่รอบนอก ให้ฝ่ายทหาร ฉก.ปัตตานี

พื้นที่หนักใจตอนนี้ ที่มีเหตุค่อนข้างเยอะ ค่อนข้างบ่อย ก็จะเป็นรอยต่อระหว่างสายบุรี กับไม้แก่น

ช่วงมารับตำแหน่งใหม่ๆ มีคนร้ายใช้ปืน6กระบอกยิงเจ้าหน้าที่ชุดคุ้มครองตำบล แล้วลอบวางระเบิดทำร้ายเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ ถึงแก่ความตาย 1 คน 

ก็ยังหนักใจอยู่ เนื่องจากว่า ถ้าอาวุธปืนยังอยู่ แสดงว่าคนร้ายก็ยังมีการก่อเหตุ ใช้ปืนถึง 6 กระบอก

ปืน 6กระบอกนี้ ตรวจปลอกกระสุนแล้วมีประวัติก่อเหตุมาหลายคดี ทั้งในพื้นที่ของสายบุรี ไม้แก่น 

ตรงนี้เป็นพื้นที่ซึ่งค่อนข้างสุ่มเสี่ยง  ได้เน้น ให้ ผกก.พื้นที่ ประสานกับหน่วยที่ขึ้นกับยุทธการ ประสานกำลัง 3 ฝ่าย วางแผนออกตรวจให้ครอบคลุมพื้นที่ เพื่อทำพื้นที่ให้ปลอดภัย

เมื่อมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น ต้องออกเผชิญเหตุ ตรวจที่เกิดเหตุ วิเคราะห์คดี ทั้งในเรื่องของพื้นที่ปฏิบัติการของกลุ่มผู้ก่อเหตุ แผนประทุษกรรมของคนร้าย อาวุธที่ใช้ ความเชื่อมโยงวัตถุพยานต่างๆ

ไม่ว่าจะเป็นหัวกระสุนปืน ปลอกกระสุน สะเก็ดระเบิด สามารถวิเคราะห์กลุ่มเครือข่ายผู้ก่อเหตุ ซึ่งแต่ละสถานีตำรวจ จะมีฐานข้อมูลไว้อยู่แล้ว

หลังเกิดเหตุก็จะเอาข้อมูลเครือข่ายเหล่านั้น มากำหนดเป้าหมายในการปิดล้อมตรวจค้น เพื่อหาพยานหลักฐาน และเอาตัวผู้กระทำผิด

หากยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะออกหมายจับ จะเอาตัวมาสู่กระบวนการซักถาม ตลอดจนเข้าสู่กระบวนการสอบสวน จะต้องโปร่งใส เป็นธรรม ตรวจสอบได้

สำหรับบก.ภ.จว.ปัตตานี ที่นี่ มีทั้งหมด 16 โรงพัก 12อำเภอ

ก็มีสวัสดิการ มีเบี้ยเลี้ยงเต็ม เบี้ยเลี้ยงค่าเสี่ยงภัย เป็นขวัญกำลังใจ ของลูกน้องทั้งหมดประมาณ 3,500 คน ที่นี่ ก็มีขวัญกำลังใจดี 

ตอนที่มารับตำแหน่ง ได้ให้นโยบายกับหัวหน้าโรงพัก มีจุดเน้นที่สำคัญๆ ในสังคมที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม หรือสังคมตำรวจที่มีพหุวัฒนธรรม

พหุสังคม คือมีทั้งไทยพุทธ ไทยมุสลิม ก็ให้จุดเน้นกว้างๆ ไว้ว่า

อันดับแรกเลย เราจะต้องมีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ ต้องสนองนโยบายในเรื่องของโครงการจิตอาสาพระราชทานในทุกๆเรื่อง

แล้วจะต้องดูแลประชาชนให้มีความปลอดภัย ให้มีความสงบเรียบร้อย

ขณะเดียวกัน ตำรวจเราจะต้องมีความตระหนักถึงสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ จะต้องมีระเบียบวินัย ทั้งในเรื่องของการพกพาอาวุธ การใช้อาวุธต่างๆ เช่น ต้องให้มิดชิด ให้เรียบร้อย

การแต่งกาย ทรงผม จะต้องเรียบร้อยถูกต้อง ต้องดูแลอาคาร ที่ทำการ ให้สะอาด เรียบร้อย สง่างาม เป็นการแสดงถึงอำนาจรัฐ เชิงสัญลักษณ์ 

ต้องมีวินัยในการดำเนินชีวิต ต้องอยู่บนพื้นฐานของความพอเพียง เช่น ไม่ไปเที่ยวเตร่ ไม่ไปกินเหล้า ไม่ประพฤติผิดลูกเมียเขา ต้องมีวินัยในการดำเนินชีวิต

แล้วจะต้องรักษาตัวเองให้ปลอดภัยด้วย ไม่ประมาท จะไปไหนมาไหน ก็ต้องระแวดระวัง

ตำรวจเราจะต้องไม่สร้างเงื่อนไขต่างๆ อันจะก่อปัญหาต่างๆ ต่อเนื่องไปจนถึงการก่อเหตุความไม่สงบ การตรวจค้นจับกุมต่างๆ การซ้อมทรมาน เป็นต้น 

การไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด จะต้องไม่ไปเกี่ยวพัน ต้องไม่ไปเป็นผู้ค้า หรือผู้เสพ การละเมิดสิทธิมนุษยชน ต้องหลีกเลี่ยง เช่น การใช้กำลังทำร้าย ซ้อมทรมาน ให้รับสารภาพ ต้องไม่มี

ต้องไม่ละเมิดเรื่องวัฒนธรรมด้วย เพราะที่นี่ส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม

ไม่ว่าจะเป็นการพูดจา กิริยาท่าทาง ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของประชาชน  การบังคับใช้กฎหมาย กระบวนการสอบสวน ต้องโปร่งใส เป็นธรรม ตรวจสอบได้      

ส่วนเรื่องการปกครองผู้ใต้บังคับบัญชา เน้นการใช้เมตตาธรรมนำหน้า

สร้างจิตสำนึก สร้างความตระหนักในหน้าที่ความรับผิดชอบ

ในเรื่องการตรวจเยี่ยมนั้น จะไปให้ขวัญและกำลังใจ เป็นพลังที่มีอานุภาพ เป็นพลังที่มองไม่เห็น มุ่งจับถูกมากกว่าจับผิด ให้คำแนะนำการปฏิบัติหน้าที่ มากกว่าการลงโทษลงทัณฑ์

ยกเว้นกรณีเข้าไปพัวพันกับยาเสพติด ไม่ว่าจะเป็นผู้ค้าหรือผู้เสพ จะต้องดำเนินการทั้งทางอาญาและทางวินัยอย่างเฉียบขาด   

“ตำรวจปัตตานี มีวินัย ใจรุกรบ…”

ผู้การต๋อย-พิชญ์วุฒิ ปิดท้ายสั้นๆง่ายๆเห็นภาพตำรวจชายแดนใต้จังหวัดนี้ครับ

กากีกลาย7/12/63