ชักมาต้องยิง ข่มขู่ดูเชิงไม่ทำ


...พัฒนพงศ์ ศรีพิณเพราะ เป็นอีก1นักสืบซีรี่ส์5 นรต.50

ตามติดผลงานผกก.อ๊อฟ ตั้งแต่เป็นรองผกก.อยู่กองปราบฯ เพราะเป็นคีย์แมนระดับผู้ปฏิบัติในคดีอุกฉกรรจ์สำคัญหลายต่อหลายคดี

ยิ่งมาได้คุยย้อนประวัติในอดีต ก็ยิ่งทึ่งเพราะนายตำรวจคนนี้เกือบสละชีพเป็นชาติพลีเมื่อดวลเดือดตัวต่อตัวกับโจรใต้ระดับแกนนำ จนฝ่ายตรงข้ามเสียชีวิต เมื่อครั้งเป็นสารวัตร

วันนี้จะพามาย้อนอ่านเรื่องเขี้ยวเล็บคู่กายของนายตำรวจคนนี้กันครับ

ชักมาต้องยิง ข่มขู่ดูเชิงไม่ทำ
         

พ.ต.อ.พัฒนพงศ์ ศรีพิณเพราะ ผกก.1 กองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมเกี่ยวกับเศรษฐกิจ         
ผ่านการสืบสวนปราบปรามมาอย่างมากมาย โดยเฉพาะช่วงปี 50 ที่ลงไปเป็นสารวัตรสืบจังหวัดยะลา ท่ามกลางสถานการณ์ไฟใต้ที่ลุกโชน
ได้เข้าร่วมปฏิบัติภารกิจกับชุดสืบสวนคดีสำคัญ ที่มบิ๊กแหม๋ว( พล.ต.ท.รณศิลป์ ภู่สาระ ผบช.ภ.9) เป็นหัวหน้าชุดในขณะนั้น
        
รับตำแหน่งวันแรก รุ่นพี่(เดอะต๋อย-พล.ต.ต.พิชญ์วุฒิ สงวนสมบัติศิริ นรต.40)พาไปปิดล้อมตรวจค้นที่ ต.ลำใหม่
พอเข้าถึงบ้านเป้าหมาย เสียงปืนดังสนั่น ยิงปะทะกัน คนร้ายตาย 3 ศพ
                    
เหตุการณ์นั้น ได้บรรยากาศการทำงานสืบสวนเต็มที่
หลังจากนั้นได้ไปร่วมสืบสวนในเคสต่างๆ ของชุดสืบสวนคดีสำคัญ จ.ยะลา อีกหลายเคส
ไม่ว่าจะเป็นการวิสามัญ6 ศพ กลุ่มผู้ต้องหายิงหมวดตี้(พ.ต.ต.กฤตติกุล บุญลือ)เสียชีวิต ร่วมกับ สภ.บันนังสตา ตอนนั้นพี่เพียร(พล.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา) เป็น ผกก.
        
ครั้งสุดท้ายเฉียดตาย ขณะไปปิดล้อมจับกุมหัวหน้ามือวางระเบิดในยะลา ชื่อนายอิสมาแอ ปะจู ระดับแกนนำสั่งการตัวสำคัญที่บ้านบ่อเจ็ดลูก  เขตติดต่อระหว่างเมืองกับลำใหม่
 ถูกนายอิสมาแอ ใช้ปืนที่ซ่อนไว้ยิงจี้เข้าที่เอว 2 นัดได้รับบาดเจ็บ ส่วนคนร้ายถูกนักสืบหนุ่มกัดฟันยิงโต้ในระยะประชิดจนเสียชีวิต
        
หลังเหตุการณ์นั้น ถูกโรเทชั่นมาเป็นสารวัตรสืบจังหวัดสงขลา ก่อนจะย้ายมาอยู่กองปราบฯเมื่อปี 53 โดยมาเป็น สว.กก.5 บก.ป. ปี59

ขึ้นรองผกก.2 บก.ป. โยกเป็นรองผกก.1 บก.ป.ร่วมพิชิตคดีอุกฉกรรจ์สำคัญอีกหลายคดี


อาทิ
คดีฆาตกรต่อเนื่องวางยาชิงรถกระบะ 9คดีที่ชุมพร

ยิงสจ.ที่มหาชัย คดียักยอกเงิน สจล. คดีจับผู้ว่าจ้างยิงทนายสมยศคดีฆ่า 2ผัวเมียเศรษฐีที่ตลาดคลองหาด .สระแก้ว

จับกุมนักฆ่าทมิฬ พันศักดิ์ มงคลศิลป์ คดีฆ่ายัดถังโบกปูนฝังดินที่สน.บางเขนฯลฯ

ก่อนได้รับการปูนบำเหน็จเป็นผกก.1 บก.ปอศ.ในคำสั่งปี 62
                        

ถามถึงเขี้ยวเล็บที่ใช้ปราบโจร ผกก.อ๊อฟเล่าว่า  
        
กระบอกแรกที่ใช้เป็น Glock 26 จบมาก็ใช้ตัวนี้ เพราะตอนอยู่โรงเรียนนายร้อย เห็นว่าเป็นปืนที่ใช้ง่าย ดูแลรักษาง่าย พกพาสะดวก ไม่ต้องชโลมน้ำมันหรือมาดูแลอะไรมาก
จากการที่ใช้และซ้อมยิงบ่อยๆ รู้สึกว่ายิงแม่นเลยชอบปืน Glock มาตลอด
ตอนอยู่ใต้นอกจาก Glock 26 ก็มีปืนหลวงที่เขาให้ใช้เป็น เอ็ม 16 กับเอชเค แล้วแต่ภารกิจ
ส่วนปืนที่วิสามัญฯนายอิสมาแอ ก็ใช้ปืน Glock 26 กระบอกนี้  
        
พอมาอยู่กองปราบฯเปลี่ยนมาใช้ Glock 19 เพราะคิดว่าในการปฏิบัติงานจริงๆ ถ้าปืนที่มีลำกล้อง 4 นิ้ว น่าจะแม่นกว่า
แล้วจำนวนกระสุนที่มากกว่าก็เป็นสาเหตุที่เปลี่ยน กระสุน 2 แมกกาซีนรวมกัน  30 นัด ก็คิดว่าพอแล้ว ไม่คิดจะหากระบอกอื่นหรือหาปืนแบ็กอัพ  
        
สำหรับกระสุนใช้ธรรมดาไม่ใช่หัวรู จากประสบการณ์เข้าทำงานจับผู้ร้ายคดีสำคัญมาหลายๆครั้ง ผมว่าใช้กระสุนธรรมดาปัญหาน้อยกว่า
เราไม่มีเจตนาจะไปทำลายล้างแต่ต้องการหยุดยั้ง เราใช้เท่าที่จำเป็นแค่นั้น
                   
การใช้อาวุธ การใช้กำลัง เราใช้ตามขั้นตอนของกฎหมาย ไม่ได้คิดว่าจะไปฆ่าแกง หรือคิดว่าเรามีอำนาจแล้วจะไปใช้เกินขอบเขตของกฎหมาย จะไปยิงเหมือนในหนังไม่ได้
        
ผมผ่านการอบรมเรื่องหลักการใช้กำลัง ไม่ว่าจะจากอรินทราช 26 ที่เขามาสอน หรือหลักสูตรต่างๆ ที่ไปร่วมอบรมมา
รวมทั้งหลักสูตร ALETS ของท่านอดีต ผบ.ตร.(พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา)
ตามโครงการฝึกอบรมหลักสูตรพัฒนาผู้ปฏิบัติงานด้านการสืบสวนให้มีประสิทธิภาพในระดับสากลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
(Advanced Law Enforcement Training Seminar : ALETS Session 2) โดยใช้มาตรฐานสากลของเอฟบีไอ   
จะมีหลักการสอนในเรื่องของการใช้ยุทธวิธี  กำชับในเรื่องของการใช้กำลังว่าสามารถใช้อาวุธได้เมื่อไหร่ อย่างไร
แล้ววิธีการใช้ ต้องใช้ตามหลักการใช้กำลัง ต้องใช้จากเบาไปหาหนักแล้วแต่สถานการณ์                          
แล้วก็มีลูกซองติดไว้อีกกระบอก ผมใช้ Benelli 8 นัด ติดเอาไว้
ผมคิดว่าในชุดปฏิบัติการเข้าจับกุมผู้ร้ายสำคัญ ควรจะมีลูกซอง 1 กระบอกไว้ใช้สำหรับยิงเปิดทาง กรณีที่เราตัดสินใจใช้กำลังอย่างเต็มที่แล้ว
                    
หลักใช้ปืนคือ ถ้าไม่คิดจะยิง จะไม่ชักออกมา จะมาชักเพื่อข่มขู่ดูเชิงไม่ทำ ชักมาต้องยิง
                                        
โรนิน26/6/64