ผบช.ก.แถลงตำรวจทางหลวง เปิดปฏิบัติการ“ ทลายคอกม้ารังมังกร อันดับ 3 ปอยเปต” รวบตัวการระดับสั่งการ เผยเจ้าตัวช็อกเข้า ICU แฉใช้ตรายางบริษัทนิติบุคคลบังหน้า
เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 19 มิ.ย.69 ที่ ห้องแถลงข่าวชั้น 2 กองบัญชาการสอบสวนกลาง (บช.ก.)
พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย ผบก.ทล. พ.ต.อ.ภคพล สุชล ผกก.2 บก.ทล., พ.ต.ท.ณัฐพงศ์ อำไพจิตร์ สวญ.ส.ทล.1 กก.2 บก.ทล., พ.ต.ท.กฤตย์ ธีรเวศย์สุวรรณ สวญ.ส.ทล.2 กก.2 บก.ทล., พ.ต.ท.กล้า สมบัติพิบูลย์ สว.ส.ทล.4 กก.2 บก.ทล., พ.ต.ต.ศรัณยพงศ์ อ่อนสิงห์ สว.ส.ทล.1 กก.2 บก.ทล.
ร่วมกันแถลงข่าวผลการเปิดปฏิบัติการ “ทลายคอกม้ารังมังกร อันดับ 3 ปอยเปต ”ทลายเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์และขบวนการฟอกเงินข้ามชาติ รวบบอสใหญ่ฝั่งไทย และล่ามข้ามชาติ พร้อมยึดตรายางม้านิติบุคคลกว่า 20 บริษัท ออกหมายจับ 10 ราย จับผู้ต้องหาตัวการหลัก 4 ราย
พ.ต.อ.ภคพล กล่าวว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการสืบสวนขยายผลอย่างต่อเนื่องจากการทลายปาร์ตี้คอกม้าพูลวิลล่า เมื่อเดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา ในครั้งนั้นตำรวจได้เข้าจับกุมเครือข่ายบัญชีม้า9 ราย ที่มีพฤติการณ์ตระเวนเก็บเงินสดจากเหยื่อ สร้างความเสียหายรวมกว่า 30 ล้านบาท
จากนั้นได้นำไปสู่การขยายผลในภาคที่ 2 เพื่อทลายขบวนการ “ฟอกเงิน–ฟอกคน” ให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เมื่อเดือนมีนาคม 2569 โดยเจ้าหน้าที่ได้บุกเข้าค้นเซฟเฮาส์คอนโดหรูย่านห้วยขวางและจับกุมผู้ต้องหาเพิ่มอีก 8 ราย
พบรูปแบบการฟอกเงินผ่านแพลตฟอร์มเทรดหุ้น การซื้อทองคำ การใช้โรงเรียนสอนภาษาบังหน้าเพื่อทำหน้าที่ “ฟอกคน” ข้ามชาติ โดยมีเงินหมุนเวียนสูงถึงกว่า 100 ล้านบาทต่อเดือน
ล่าสุดในปฏิบัติการนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนเชิงลึกจนสามารถถอนรากถอนโคนกลุ่มผู้บริหารจัดการเงินดำฝั่งประเทศไทยได้สำเร็จภายใต้ชื่อปฏิบัติการ “ทลายคอกม้ารังมังกร ภาค 3 ปอยเปต ”
“ครั้งนี้ตำรวจได้รวบรวมพยานหลักฐานจนสามารถออกหมายจับผู้ต้องหาได้ 10 ราย ประกอบด้วยบุคคลสัญชาติไทย จีน และกัมพูชา ขณะนี้จับกุมตัวมาดำเนินคดีได้แล้ว 4 ราย ประกอบด้วย นายกฤตพัฒน์ หรือเฟรม อายุ 30 ปี หัวหน้าเครือข่ายฝั่งไทย ทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมและสร้างคอกม้า รวมถึงบริหารจัดการการฟอกเงินทั้งหมด โดยรับคำสั่งโดยตรงจากบอสใหญ่ชาวจีน
นายสิทธิ อายุ 45 ปี ม้าตัวแทนระดับสูง มีหน้าที่ทำธุรกรรมต่าง ๆ ตามคำสั่งของนายเฟรม และยังให้นายเฟรมใช้ชื่อ เอกสาร รวมถึงบัญชีส่วนตัวในการทำธุรกรรม นายพลธวัฒน์ หรืออาเซน อายุ 33 ปี ทำหน้าที่เป็นล่ามคอยถ่ายทอดคำสั่งจากบอสจีนส่งตรงให้กับนายเฟรม และ น.ส.ณัฐพร อายุ 24 ปี แฟนสาวนายเฟรม คอยให้ความช่วยเหลือในการจัดหาบัญชีม้าและอำนวยความสะดวกในด้านอื่น ๆ”
พ.ต.อ.ภคพล กล่าวอีกว่า สำหรับผู้ต้องหาตามหมายจับที่เหลืออีก 6 ราย ขณะนี้อยู่ระหว่างการติดตามจับกุมตัวของเจ้าหน้าที่
มีผู้ต้องหารายสำคัญที่ยังหลบหนีคือ อาเทา ชาวจีน บอสใหญ่ฝ่ายการเงิน เปิดบริษัททำหน้าที่รับฟอกเงินให้กับแก๊งสแกมเมอร์ นายเหลาฉง ชาวจีน อายุ 35 ปี ทำหน้าที่ควบคุมทีมม้ากดเงินสดและคุมการซื้อทองคำแท่งในประเทศไทยเพื่อป้องกันไม่ให้มีการเชิดเงินหนี และตำรวจกัมพูชาขื่อเปรียว ทำหน้าที่คอยให้ความช่วยเหลือกลุ่มสมาชิกเครือข่ายที่พำนักอยู่ทางฝั่งประเทศกัมพูชา
พ.ต.ท.กฤตย์ กล่าวว่า การติดตามจับกุมนายกฤตพัฒน์ หรือ เฟรม ผู้ต้องหาตัวการหลักระดับสั่งการในประเทศไทย ถือเป็นความท้าทายของชุดสืบสวนเป็นอย่างมาก
เนื่องจากผู้ต้องหารายนี้มีพฤติการณ์หลบหนีที่รัดกุมและระมัดระวังตัวอย่างยิ่ง ใช้วิธีย้ายที่พักไปตามโรงแรมหรูต่าง ๆ และจะกบดานอยู่แต่ภายในห้องพัก ไม่ยอมออกมาภายนอก ทั้งยังสั่งห้ามไม่ให้แม่บ้านของโรงแรมเข้ามาทำความสะอาดห้องพักโดยเด็ดขาด
ในส่วนของการทำธุรกรรมจะใช้บุคคลอื่นทำแทนทั้งหมด รวมถึงการใช้ซิมโทรศัพท์มือถือที่เป็นชื่อของผู้อื่นมากกว่า 10 หมายเลข สลับเปลี่ยนหมุนเวียนไปเรื่อย ๆ แม้กระทั่งการสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชัน ก็จะใช้วิธีให้ไปส่งยังสถานที่อื่นเพื่อตบตาและป้องกันการแกะรอยของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ทั้งนี้ ชุดสืบสวนได้แกะรอยจนพบว่านายเฟรมอยู่ร่วมกับนายสิทธิ ซึ่งเป็นนอมินีคนสำคัญ อยู่ที่โรงแรม ย่านหลังสวน กทม.เจ้าหน้าที่จึงนำกำลังบุกเข้าจับกุมตัวไว้ได้
จากการตรวจค้นตัวนายเฟรมและภายในห้องพัก พบยาบ้าซุกซ่อนอยู่จำนวนกว่า 70 เม็ด ขณะจับกุม นายเฟรมเกิดอาการตกใจช็อกหมดสติล้มลงไปกับพื้น เจ้าหน้าที่ต้องรีบปฐมพยาบาลเบื้องต้นและประสานรถพยาบาลฉุกเฉินเพื่อนำตัวส่งรักษาที่ห้อง ICU จนพ้นขีดอันตรายแล้ว ได้ควบคุมตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย
พล.ต.ต.พรศักดิ์ กล่าวว่า จากปฏิบัติการครั้งนี้ นอกเหนือจากการจับกุมผู้ต้องหารายต่าง ๆ แล้ว ยังตรวจยึดตรายางและเอกสารการจดทะเบียนบริษัทได้มากกว่า 20 บริษัท ซึ่งบริษัทเหล่านี้ถูกจัดตั้งขึ้นโดยกลุ่มเครือข่ายของนายเฟรม เพื่อใช้ในลักษณะ “ม้านิติบุคคล” และใช้เป็นช่องทางหลักในการนำเงินดำที่ได้จากการกระทำความผิดมาฟอกผ่านบัญชีบริษัท
นอกจากนี้ยังตรวจพบพฤติการณ์การนำเงินที่ได้จากการหลอกลวงผู้เสียหาย โอนเข้าไปยังแพลตฟอร์มการลงทุนเพื่ออำพรางเส้นทางการเงิน ก่อนจะกระจายเงินออกไปยังบัญชีม้าในแถวถัดไป
การตรวจพบเส้นทางดังกล่าวได้นำไปสู่การสืบสวนและดำเนินคดีกับกลุ่มบัญชีม้าอีกจำนวน 28 ราย ที่ใช้แพลตฟอร์มดังกล่าวในการช่วยฟอกเงินให้กับขบวนการนี้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะสืบสวนขยายผลเพื่อจับกุมผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดมาลงโทษตามกฎหมายต่อไป


























