ผบช.ก.สั่งกองปราบฯเกาะคดีฆ่า2ผัวเมียไทยที่ไต้หวัน

เมื่อเวลา 15.00 น.วันที่ 12 มิ.ย.65  พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก.เปิดเผยถึงคดีคนร้ายไทยฆ่าสองสามีภรรยาชาวไทยด้วยกัน ที่กำลังตั้งท้องฝาแฝดได้ 5 เดือน หมกท้ายรถ บีเอ็มดับบลิว X4 ที่ไต้หวันว่า

ทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว เบื้องต้นได้สั่งให้ พล.ต.ต.มนตรี เทศขัน ผบก.ป. พ.ต.อ.พัฒนศักดิ์ บุปผาสุวรรณ รองผบก.ป.จัดกำลังสืบสวนเรื่องนี้ พร้อมประสานไปยังตำรวจไต้หวันเพื่อรับทราบข้อมูลต่างๆ อยู่

ด้านพ.ต.อ.พัฒนศักดิ์ กล่าวว่า เบื้องต้นได้สั่งให้พ.ต.อ.วิวัฒน์ จิตโสภากุล ผกก3.บก.ป. และ พ.ต.อ.ปทักข์ ขวัญนา ผกก.4.บก.ป.ตรวจสอบเบาะแสและทำข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นและตัวคนร้ายที่หนีกลับมาประเทศไทยไว้แล้ว

แต่เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีนอกราชอาณาจักร ประเทศไทยไม่มีสนธิสัญญาเรื่องส่งผู้ร้ายข้ามแดน รวมทั้งทางตำรวจไต้หวันเอง ยังไม่ประสานเรื่องมาให้กับตำรวจไทย ขณะนี้ทำได้แค่รวบรวมข้อมูลต่างๆ ไว้ เพื่อเตรียมความพร้อมไว้ตลอดเวลา

สำหรับรายละเอียดดังกล่าว เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2565  ตำรวจไต้หวันได้รับแจ้ง พบร่างผู้เสียชีวิต 2 รายในรถคันหนึ่ง จอดอยู่ในลานจอดรถบริเวณเลขที่ 26 ถนนเหยี่ยนโซ่ว เขตถู่เฉิง เมืองซินเป่ย

ผู้เสียชีวิตคือนายประเสริฐ โนราษ และนางสาวพจนีย์ แซ่หลี่ สัญชาติไทย เป็น2ผัวเมียโดยฝ่ายหญิง อยู่ระหว่างตั้งครรภ์ 5เดือน เด็กในครรภ์เป็นฝาแฝด ตามร่างกายของทั้งคู่ถูกทำร้ายด้วยของแข็ง เสียชีวิตมาประมาณ2วัน

www.ettoday.net/news/20220610/2270394.htm?from=ettoday_app


จากการสืบสวนพบว่าคนร้ายคือนายสันติ   อายุประมาณ35ปี หลังจากลงมือฆ่าแล้วได้ขึ้นเครื่องบินหนีกลับมายังประเทศไทยเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2565 ส่วนสาเหตุคาดว่ามาจากผู้ก่อเหตุและผู้ตายขัดผลประโยชน์เงินกู้ที่ร่วมกันปล่อยให้กับแรงงานชาวไทย

ด้านพล.ต.ต.เขมรินทร์ หัสศิริ ผู้บังคับการกองการต่างประเทศ (ผบก.ตท.)​ เปิดเผยว่าได้รับการประสานขอความร่วมมือในการสืบสวนติดตามจับกุมตัวผู้ก่อเหตุ โดยได้พูดคุยเบื้องต้นกับผู้ช่วยทูตฝ่ายตำรวจไต้หวันตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งหนังสืออย่างเป็นทางการคาดว่าจะถึงในวันที่จันทร์ที่ 13 มิ.ย.นี้

อย่างไรก็ตามตำรวจไทยและไต้หวันมีความร่วมมือที่ดีต่อกัน หากมีการร้องขอให้ติดตามตัวผู้ก่อเหตุก็จะมีการพิจารณาติดตามจับกุมให้ ในหลักต่างตอบแทน เนื่องจากไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน

รายงานข่าวแจ้งว่า ตำรวจจะต้องพิจารณาว่า ผู้ก่อเหตุได้สละสัญชาติไทยไปแล้วหรือไม่เนื่องจากได้รับแจ้งข้อมูลว่าปัจจุบันผู้ก่อเหตุได้ถือสัญชาติไต้หวันด้วย แต่จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าผู้ก่อเหตุยังคงถือหนังสือเดินทางของไทยอยู่