ผู้กองเบนซ์ นักพูดถ้วยพระราชทาน

9312

แฟ้ม(ไม่)ลับสีกากี โดย สมถวิล

หน้าที่ 23 “ผู้กองเบนซ์” หนึ่งเดียวตำรวจไทย ที่ได้ถ้วยพระราชทาน(การพูด) ในหลวง ร.9

ร้อยตำรวจเอกอมรพันธุ์ ฉิมอิ่ม หรือผู้กองเบนซ์ รองสารวัตรฝ่ายตรวจคนเข้าเมืองขาออก ด่านตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เกิดเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2533 อายุ 27 ปี พื้นเพเป็นคนจังหวัดชัยนาท แต่ได้เติบโตและศึกษาที่จังหวัดลพบุรีตั้งแต่เด็ก จบการศึกษาระดับประถมศึกษา โรงเรียนตันติวัฒน์ รุ่น 5 ระดับมัธยมศึกษา โรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย ลพบุรี รุ่น 8

จากนั้นได้สอบเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหาร รุ่น 50 นักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 66 และจบการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช รุ่น 32 ได้ศึกษาต่อเป็น เนติบัณฑิตไทย สมัยที่ 68 โดยได้รับคัดเลือกให้เป็นรองคณะกรรมการรุ่น ฝ่ายประชาสัมพันธ์และประสานงาน ปัจจุบันกำลังศึกษาต่อในระดับปริญญาโท สาขาอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม โดยเป็นนักศึกษาทุนเรียนดี ของมหาวิทยาลัยรังสิต

รับราชการครั้งแรกเมื่อปี 2556 ในตำแหน่งพนักงานสอบสวน สภ.สำโรงเหนือ จ.สมุทรปราการ ได้ย้ายมาดำรงตำแหน่ง รองสารวัตรฝ่ายตรวจคนเข้าเมืองขาออกฯ ในปี 2559 ถึงปัจจุบัน

ผู้กองหนุ่มคนชัยนาทเล่าว่า ได้โควตาเตรียมอุดมฯ แต่สละสิทธิ์เพื่อมาสอบเตรียมทหาร ช่วงใกล้จบการศึกษามัธยมต้น ด้วยความสามารถในด้านการเขียนโปรแกรมและคอมพิวเตอร์ ซึ่งผมได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือ JSTP ของ สวทช. จึงได้ทดลองสมัครและสอบคัดเลือกโควตา โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ที่จัดสรรให้จังหวัดลพบุรี และได้เลือกสายวิทย์ – คอม

ผลการคัดเลือกผมได้เป็นลำดับ 1 แต่ก็เกิดความลังเลใจ เนื่องจากมีความใฝ่ฝันที่จะเป็นนักเรียนเตรียมทหาร เดินตามคุณพ่อซึ่งเป็นวีรบุรุษสงครามเวียดนาม เพราะหากเราเลือกเตรียมอุดมแล้ว ไม่ไปรายงานตัว ในปีต่อไปจังหวัดอาจถูกตัดสิทธิ์ได้ จึงตัดสินใจสละสิทธิ์ให้ผู้ได้ลำดับที่สอง แล้วมาสมัครสอบเตรียมทหาร (ทั้งที่ยังไม่ทราบว่าจะสอบติดหรือไม่) และเป็นการสอบครั้งแรกของเรา แต่เราเชื่อว่าเราทำได้ แม้สอบไม่ติดก็ไม่เสียใจที่สละสิทธิ์โควตา เพราะผมเชื่อเสมอว่า “สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นดีเสมอ” และเราก็ทำได้จริง ๆ

จากเด็กขี้อาย สู่ชายนักพูด

ช่วงเด็ก ๆ ผมเป็นคนขี้อาย และไม่กล้าเข้าหาผู้ใหญ่ ยิ่งการพูดต่อหน้าชุมชนไม่ต้องพูดถึง เป็นเรื่องที่ไม่อยากแตะเลย ตอนประถมเคยไปยืนรออาจารย์ที่ปรึกษาหน้าห้องเป็นชั่วโมง แต่ไม่กล้าเข้าไปพบ เพราะไม่รู้จะเริ่มบทสนทนาอย่างไร กระทั่งชะตาชีวิตพลิกผัน เมื่อชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผมได้ลงสมัครคัดเลือกเป็นประธานนักเรียนของโรงเรียนตันติวัฒน์ และต้องมีการหาเสียงเลือกตั้ง เป็นครั้งแรกที่ผมได้พูดต่อหน้าคนจำนวนมาก แต่นั่นยังไม่ใช่จุดเปลี่ยน

หลังจากผมได้รับเลือกเป็นประธานนักเรียน วันหนึ่งอาจารย์ที่ปรึกษาให้ผมมาพูดเรื่องวันวิสาขบูชา โดยเตรียมข้อมูลมาให้ (ปกติเป็นหน้าที่ของครูเวร ประธานนักเรียนจะนำร้องเพลงชาติ สวดมนต์อย่างเดียว) ตอนนั้นสั่นมากเป็นเจ้าเข้าเลย แล้วอาจารย์ก็ให้เราทำหน้าที่ครูเวร ชี้แจง ปล่อยแถวจนเสร็จสรรพ วันนั้นตื่นเต้นมากแต่ก็ผ่านไปได้ด้วยดี พร้อมกับความรู้สึกว่าเราก็ทำได้นี่ แค่นี้เอง

ต่อมาในช่วงปลายปี ทางโรงเรียนได้จัดงานขึ้นปีใหม่ มีการแสดงของนักเรียน ครูใหญ่เรียกผมไปพบ บอกว่าจะให้ทำหน้าที่เป็นพิธีกรผู้ช่วย ร่วมกับคุณครูของโรงเรียน ตอนนั้นตื่นเต้นมาก และเป็นครั้งแรกที่โรงเรียนจัดให้นักเรียนไปเป็นพิธีกรด้วย เราก็รับปากและทำได้สำเร็จ เมื่อกลับมาถึงบ้าน พี่ป้าน้าอาแถวบ้านก็มาชมว่าพูดดี ทั้งที่ตอนนั้นเพิ่งอายุแค่ 12 ปี ยังไม่รู้เรื่องอะไรมาก แต่ครั้งนั้นเป็นจุดให้เราค้นพบตัวเองว่า การพูดไม่ใช่เรื่องยาก ซึ่งทุกคนสามารถฝึกได้

เมื่อมาเรียนต่อในระดับมัธยม ได้ทดลองเข้าสู่สนามการแข่งขันพูดครั้งแรก ตอนชั้น ม.2 เป็นการ
พูดวิทยาศาสตร์ คล้าย ๆ พูดสุนทรพจน์ แต่เอาเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาพูด ผมได้ลงสมัครรอบคัดเลือกในระดับโรงเรียนโดยอาศัยความรู้ความเข้าใจส่วนตัว ไม่มีที่ปรึกษาใด ๆ และได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวแทนของโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย ลพบุรี ไปแข่งขันต่อในระดับที่สูงขึ้น จึงได้รับการแนะนำจากอาจารย์หลาย ๆ ท่าน ปีนั้นผมได้รางวัลชนะเลิศทั้งในระดับศูนย์ ระดับเขต ระดับจังหวัด จนไปถึงรอบภูมิภาค ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง จึงไม่มีสิทธิ์จะไปแข่งขันต่อในระดับประเทศ แต่ก็ถือว่าประสบความสำเร็จเกินคาด เพราะเป็นการลงสนามครั้งแรกของเรา

หลังจากครั้งนั้นก็มีโอกาสลงแข่งขันการพูด ทั้งการพูดสุนทรพจน์ การบรรยายธรรม ฯลฯ ได้รับรางวัลมาอีกหลายรายการ ทั้งในระดับจังหวัด และระดับภูมิภาค ชื่อของอมรพันธุ์ เริ่มเป็นที่รู้จักในหมู่นักพูดระดับมัธยมของจังหวัดลพบุรี และผลงานด้านการพูดนี้ เป็นหนึ่งในผลการที่นำเสนอคณะกรรมการประเมินรางวัลพระราชทาน จนผมได้รับการคัดเลือกให้เป็นนักเรียนรางวัลพระราชทาน ประจำปี 2548 และได้รับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี นับเป็นความภาคภูมิใจสูงสุดในชีวิตการเป็นนักเรียน

เมื่อเลือกเข้ามาศึกษาต่อที่โรงเรียนเตรียมทหาร ซึ่งเป็นโรงเรียนที่เน้นการเรียนควบคู่ไปกับการฝึก ต่างจากโรงเรียนมัธยมทั่ว ๆ ไป ทำให้ไม่มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมการแข่งขันต่าง ๆ กับโรงเรียนภายนอก ผมจึงไม่มีโอกาสได้ใช้ความสามารถด้านการพูด ในเวทีการประกวดต่าง ๆ จนกระทั่งมาศึกษาต่อที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ในชั้นปีที่ 2 ตอนนั้นทางโรงเรียนได้จัดโครงการแข่งขันการโต้วาที ผมได้รับการชักชวนจากเพื่อนและรุ่นพี่ให้เข้าร่วมทีมแข่งขัน จึงตอบตกลงเพราะอยากจะกลับมาพัฒนาทักษะทางการพูดอีก ปรากฏว่าทีมของผมได้รับรางวัลชนะเลิศ เราจึงเชื่อว่าความสามารถทางการพูดที่เราเคยมีไม่ได้หายไป เพียงแค่หยุดใช้ไปสักพักเท่านั้น

ช่วงชั้นปีที่ 2 เราได้เริ่มเรียนวิชาสอบสวน จำต้องมีอุปกรณ์เพิ่มเติมคือโน๊ตบุ้ค สำหรับเรียนการทำสำนวน เพื่อน ๆ หลายคนทางบ้านสนับสนุนให้ แต่สำหรับผมซึ่งทางบ้านมีฐานะไม่ค่อยดีเท่าไร และราคาโน๊ตบุ้คสมัยนั้นนั้นแพงมาก หลักสามสี่หมื่น ผมไม่อยากรบกวนทางบ้าน และคิดว่าทักษะด้านการพูดที่เรามีจะช่วยเราได้ จึงตัดสินใจก้าวสู่สังเวียนการพูดอีกครั้ง

ผมใช้เวลาว่างจากการเรียนการฝึก เข้าเว็บ Google เพื่อค้นหารายการประกวดการพูดเอง ไม่มีที่ปรึกษาใด ๆ ไม่มีใครส่งแข่งขันผมก็จะส่งตัวเอง แล้ววันหนึ่งผมก็ค้นเจอการประกวดสุนทรพจน์ โครงการ “ไทยโปร่งใส – ไทยเข้มแข็ง” โดยจะต้องทำการคัดเลือกในระดับจังหวัดก่อน สัปดาห์นั้นผมจึงขออนุญาตผู้บังคับบัญชา ทำเรื่องลาช่วงบ่ายวันศุกร์เพื่อไปส่งใบสมัครที่สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนครปฐม

หลังจากสมัครเรียบร้อยแล้วก็รอวันแข่งขัน แต่การซักซ้อมขณะเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจทำได้ยาก เนื่องจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจไม่เหมือนสถาบันการศึกษาทั่ว ๆ ไป ซึ่งมีการฝึกควบคู่ไปด้วย ทุกวันเรามีตารางการเรียนการฝึกตั้งแต่ตื่นยันเข้านอนว่าเวลาไหนทำอะไรบ้าง แทบจะหาเวลาซักซ้อมได้ยาก บางครั้งหลังจากปิดไฟนอน ผมต้องแอบไปซ้อมบทในห้องน้ำ โดยใช้ไฟฉายส่วนตัวส่องบทพูด พูดไปคนเดียว หรือเวลาที่เข้าเวรยามตอนกลางคืน ก็แอบเอาบทพูดมาท่อง ยืนยามไปด้วย ท่องไปด้วย

แล้ววันแข่งขันก็มาถึง ผมคว้ารางวัลชนะเลิศของจังหวัดนครปฐม และได้รับการคัดเลือกให้ไปแข่งขันต่อในระดับภูมิภาคที่จังหวัดชลบุรี ครั้งนี้เป็นการเดินทางข้ามจังหวัด ผมไม่สามารถทำเรื่องลาไปได้อีก จึงไปปรึกษาผู้บังคับบัญชา เมื่อ ผบ.ร้อย ทราบเรื่อง จึงให้การสนับสนุนเรา โดยจัดรถตู้ให้ เพราะถือว่าเราสร้างชื่อเสียงให้สถาบัน

ถึงวันแข่งขันรอบภูมิภาคที่จังหวัดชลบุรี มีนักศึกษาในเขตภาคกลางและภาคตะวันออก ตัวแทนแต่ละจังหวัด มาแข่งขันจำนวนมาก ผมตื่นเต้นมากที่ได้สัมผัสเวทีที่ยิ่งใหญ่ระดับนี้ แล้วเราก็ทำได้ สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศ ในระดับภูมิภาค ได้ไปแข่งขันต่อในระดับประเทศ

เป็นครั้งแรกของผมในเวทีการพูดระดับประเทศ ผมรู้สึกตื่นเต้นมาก และรางวัลชนะเลิศของเวทีนี้ คือโล่เกียรติยศของท่านนายกรัฐมนตรี วันแข่งขันรอบชิงมีผู้บังคับบัญชา เพื่อน ๆ มาให้กำลังใจ แล้วผมก็ทำได้คว้ารางวัลชนะเลิศมาให้โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ชื่อของอมรพันธุ์จึงเริ่มเป็นที่รู้จักของผู้บังคับบัญชา ครูอาจารย์ พี่ ๆ น้อง ๆ ในโรงเรียน กระทั่งวันหนึ่งผมได้มีโอกาสสมัครเข้าร่วมแข่งขัน การพูดสุนทรพจน์โครงการ “ถวายงานผ่านภาษา” ซึ่งเป็นเวทีที่นักพูดทุกคนใฝ่ฝัน เพราะรางวัลสูงสุดของเวทีนี้ คือถ้วยพระราชทานของในหลวง รัชกาลที่ 9

หลังจากได้โล่นายกรัฐมนตรีไม่นาน ผมก็ลงแข่งต่อในเวทีถวายงานผ่านภาษา แต่การแข่งขันครั้งแรกของผมไม่ผ่านรอบคัดเลือก ตอนนั้นรู้สึกท้อและเสียใจมาก เพราะเราเชื่อมั่นว่าเราก็ที่หนึ่งของประเทศมาแล้ว ทำไมแค่รอบคัดเลือกยังไม่ผ่าน แต่เมื่อได้สติจึงนำมาแก้ไขข้อผิดพลาด เพราะเราตีโจทย์ของเวทีนี้ยังไม่แตกนั่นเอง

ผมจึงเริ่มวางแผนใหม่ ศึกษาพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ภูมิพลอดุลยเดชมากขึ้น เพื่อสามารถถ่ายทอดออกมาจากความรู้สึกมิใช่ความจำ เมื่อขึ้นชั้นปีที่ 3 ผมลงแข่งขันในเวทีนี้อีกครั้ง และได้รับรางวัลรองชนะเลิศในระดับภาคกลาง ไปแข่งขันต่อในระดับประเทศ ซึ่งสามารถคว้ารางวัลชมเชยในระดับประเทศมาได้

ผมยังไม่ละความพยายาม ความฝันที่จะคว้ารางวัลพระราชทานในเวทีนี้ จึงเริ่มศึกษา ค้นคว้า ฝึกฝน มากขึ้น ๆ เมื่อขึ้นชั้นปีที่ 4 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายที่มีโอกาสแข่งขัน ผมตั้งใจที่จะทำให้เต็มที่ เพราะหากหมดโอกาสครั้งนี้ คงไม่มีโอกาสดี ๆ นี้อีกแล้ว ช่วงชั้นปีที่ 4 เป็นช่วงฝึกงานตามสถานีตำรวจ เพื่อเตรียมจบออกมารับราชการ และผมยังได้รับหน้าที่เป็นผู้ช่วยผู้บังคับหมวด หรือคอมแมนด์ คอยช่วยเหลือนายตำรวจในการฝึกต่าง ๆ เมื่อว่างจากภารกิจ ก็จะมานั่งศึกษาข้อมูล และซักซ้อมบทพูด

จนถึงวันแข่งขันระดับประเทศ มีเพื่อน ๆ น้อง ๆ และผู้บังคับบัญชามาให้กำลังใจจำนวนมาก แล้วผมก็ไม่ทำให้ทุกคนผิดหวัง สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศพร้อมถ้วยพระราชทานมาครองได้ นับเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจคนแรกที่ได้รับรางวัลนี้
นอกจากรางวัลอันมีเกียรติยศยิ่งนี้แล้ว ก่อนจบการศึกษาผมยังมีโอกาสคว้ารางวัลในเวทีอื่น ๆ อีกหลายรายการ เช่น การแข่งขันอ่านฟังเสียงได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประเทศ พร้อมถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี รางวัลชนะเลิศการแข่งขันโต้วาทีระดับประเทศ โล่เกียรติยศรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นต้น

นำทักษะทางด้านการพูดมาประยุกต์ใช้กับวิชาชีพตำรวจอย่างไร

งานประชาสัมพันธ์หรืองานมวลชน ต้องควบคู่ไปกับงานตำรวจ นอกจากเป็นการสร้างภาพลักษณ์องค์กรแล้ว ยังเป็นการแสวงหาความร่วมมือกับประชาชนในการป้องกันอาชญากรรม ผมได้ใช้ทักษะด้านการพูดทำการชี้แจงการทำงานของตำรวจ ผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น เมื่อครั้งมีคดีรถมิตซูบิชิสีเหลือง เบียดแทรกเลน เป็นข่าวในสังคมออนไลน์ ก็ทำการชี้แจงการทำงานของตำรวจ จนทำให้ประโยค “ถึงแฟนจะทิ้งคุณไป แต่ตำรวจไทยไม่ทิ้งคุณ” โด่งดังในโซเชียลมีเดีย คดีคนขับรถตู้ที่อ้างว่าถูกจับเพราะใส่เสื้อเหลือง ก็ทำการชี้แจงข้อเท็จจริงผ่านสื่อต่าง ๆ และยังให้ความรู้ทางกฎหมายผ่านสื่อต่าง ๆ เช่น รายการ ทอล์คโชว์ โซไซตี้ ทางสถานีข่าว อ.ส.ม.ท. รายการสนามข่าว เสาร์ อาทิตย์ ช่อง 7 สี และยังเป็นผู้ดำเนินรายการเปิดประตูเมืองไทย ทาง Police Radio อีกด้วย

ยามว่างจากงานราชการ ผมรับหน้าที่เป็นพิธีกร วิทยากร อิสระ (ติดตามรายละเอียดได้ที่ www.facebook.com/pen1speak) ได้รับเชิญไปบรรยายตามหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเกริก สภาเด็กและเยาวชน สภาทนายความ ฯลฯ และยังเป็นอาจารย์สอนกฎหมาย ทั้งไม่หยุดพัฒนาตัวเองในด้านการพูด เช่น เคยผ่านการคัดเลือกในรอบออดิชั่น ไปออกรายการเดี่ยวดวลไมค์ ทางช่อง Workpoint TV และล่าสุดเพิ่งได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประชาชนทั่วไป ในการประกวดสุนทรพจน์ของกองทัพบก เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา

คติประจำใจ : โลกมนุษย์เป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ไปตลอดชีวิต ถ้ามีความตั้งใจ จะแปลกอะไรกับความสำเร็จ