มหาเทพ“โอริกี”

 

จู้กหู้กกู้กราบคารวะมหาเทพ ดิวอก โอริกี ตัวสำรองระดับเวิลด์คลาส เจ้าของวลีเด็ด

“แค่เท้าผมเเตะสนาม ทีมก็ชนะเเล้ว”

จากนักเตะดาวรุ่งอายุ 19 สู่ดาวร่วงไร้อนาคต จากการกลับไปเล่นให้ลีลล์

อนาคตก็ยังไม่สดใสอีกเช่นเคย เขากลายเป็นผู้เล่นยอดเเย่ที่สุดในลีคเอิง ในปีนั้น เเละถูกส่งกลับสู่ถิ่นเเอนฟิลด์

ฟอร์มไม่ดี + ไม่มีโอกาส = ไร้อนาคต

หลายเสียงพูดกันหนาหู “ทำไมไม่ขาย”

ก็จะขายได้ไง นักเตะไร้อนาคต เเถมยังเเพงอีก คงต้องรอหมดสัญญาไปเองนั่นเเหละ

นี่คือเสียงที่โอริกี้ได้ยินมาตลอดในสีเสื้อของลิเวอร์พูล เขาเป็นได้เเค่เพียง กองหน้าในตัวเลือกที่ 6 เท่านั้น

สิ่งที่เขาทำได้อย่างเดียวคือ ก้มหน้าก้มตาซ้อม มาซ้อมตรงเวลา ซ้อมให้หนัก เชื่อฟังคำสั่งของโค้ช แม้ว่าเขาจะถูกปล่อยยืมให้โวล์ฟบวกต่ออีกก็ตาม เขาก็ยังแสดงความมุ่งมั่นที่เขามีต่อลิเวอร์พูล จนทำให้เจอร์เก้น คล็อปป์ เริ่มเห็นแวว

ตลอดเวลาที่เขาก้มหน้าก้มตาซ้อม สิ่งที่เรียกว่าเป็นรางวัลของคนที่อดทน คือ “โอกาส” เเม้จะเป็นเพียงในม้านั่งสำรอง เขาก็ถือว่าเขาได้โอกาสอันมีค่าเเล้ว

เกมเเล้วเกมเล่า เขาใช้โอกาสนั้นได้อย่างคุ้มค่าที่สุด ในทุกประตูของเขามันเปลี่ยนเกมได้จริงๆ เเละกลายเป็นฮีโร่ในการคว้ายูฟ่า เเชมเปียส์ ลีก สมัยที่ 6 ให้กับลิเวอร์พูล  เป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จของลิเวอร์พูล จวบจนปัจจุบันนี้

การกระทำของเขาเเสดงให้เห็นถึงทัศนคติที่ยอดเยี่ยมเเละรักลิเวอร์พูลเเบบโคตรๆ ทั้งที่มีหลายสโมสรให้ความสนใจรับตัวเขาไปเล่นเป็นกองหน้าตัวจริงของสโมสร แต่เขาเลือกที่จะอยู่ต่อกับลิเวอร์พูล

เพราะเขา เชื่อว่า สโมสรที่เขารักนี้ มันยังไปได้ไกลกว่านี้ ก็แค่นั้นเอง

อย่าคิดว่าตนไร้อนาคต อย่าคิดว่าเรามันส่วนเกิน ถ้าเรารู้จักพัฒนาตนเอง ส่วนเกินนั้นก็จะเเปรเปลี่ยนเป็นตัวหารที่ลงตัว และพร้อมที่จะไปต่อได้เสมอ

แฟนหงส์คงหวังอีก 2 นัด ถ้าเทพลงสนามปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้นได้
__________________________________

จู้กหู้กกู้ขอเเสดงความยินดีกับเส้นทางใหม่ของมหาเทพ จากการย้ายซบมิลาน คุณคือมหาเทพตัวจริงตลอดไป

ตบมือสิครับ ตบมิอ