สาวเปิ้ล คู่ใจข้างกาย สารวัตรปริญฯ

2846

คนเราคู่กัน อยู่ที่ไหนก็คู่กัน

อย่างสาวเปิ้ล-สุภาพร พัฒนะ สาวสวยดอนพุด สระบุรี เข้ากรุงมาเรียนจบชั้นมัธยม ที่โรงเรียนยานนาเวศวิทยาคม ปริญญาตรี นิเทศศาสตร์ สาขาประชาสัมพันธ์ ปริญญาโท นิเทศศาสตร์ สาขาการตลาด จากหอการค้าฯ 

เส้นทางชีวิตคู่ของเปิ้ล สาวพีอาร์ และสารวัตรปริญฯ คอมมานโดหนุ่ม เริ่มจากกามเทพดลใจฝ่ายหญิงไปเดินเล่นคนเดียวในห้างย่านลาดพร้าว จนไปเจอพ.ต.ต.ปริญญา เอิบอาบ ตำรวจหนุ่มขี้เหงา ที่กามเทพนำมาเดินเล่นคนเดียวในห้างเดียวกัน คนเหงาย่อมเข้าใจคนเหงา เมื่อเคมีตรงกัน ความรักทั้งคู่เลยเริ่มจากตรงนั้น

ฝ่ายชายรุกขอไลน์ขอเบอร์
“ก็ไปเดินช็อปปิ้งคนเดียว นู่นนี่นั่น ก็ไปเจอเขา แล้วเขาก็เข้ามาคุยด้วย เขาก็แบบว่าโสดมานานแล้ว ก็เหมือนอารมณ์แบบว่าอยากจะคุยกับใครสักคนหนึ่ง เขาก็มาขอไลน์ ขอเบอร์เลย แต่งตัวก็ธรรมดา ไม่เหมือนตำรวจ ก็ไม่รู้ว่าเขาเป็นตำรวจ เขาก็ไม่ได้บอก เราก็ไม่ได้ถาม แต่ว่าไม่นานมาก ประมาณ 2-3 วันหลังจากรู้จักกัน เขามาบอกว่าเป็นตำรวจ จริงๆ ก็ไม่ได้ชอบ แต่คิดว่าลองคุยดูก็ได้ คือปกติ มีคนมองภาพลักษณ์หนู ว่าจะดูเซ็กซี่ นู่นนี่นั่น แต่จริงๆ หนูเป็นคนขี้อาย เรียบร้อย ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร ยังคิดว่าเคยเจอกับคนที่ตัดสินเราจากภายนอก

สาวสวยผู้มัดใจตำรวจหนุ่มเริ่มเล่าถึงเส้นทางรัก

โสดอยู่เลยลองคุยด้วย
ก็เลยคิดลองคุยดูก็ได้ โสดอยู่ไม่ได้เสียหายอะไร ไม่รู้ว่าเป็นตำรวจก็ มีโทร.หา นัดเจอกันบ้าง เขาก็แบบว่าเหมือนว่าตามนายอยู่ แต่เราไม่ได้สนใจ นายคือใคร เขาก็จะทำงานแล้วถ่ายรูปส่งมา แต่ชุดที่ใส่ เป็นสูท ไม่ใช่ชุดตำรวจ ตอนนั้นคิดว่าเขาน่าจะทำงานแบบตามใครสักคน จนมารู้เองว่าเขาเป็นตำรวจ แล้วเขาก็บอก

ขู่ก่อน มาเล่นๆไม่เล่นนะ
แต่เราก็บอกเขาก่อนว่า ถ้ามาแบบเล่นๆ ไม่เอานะ เราก็อายุเยอะแล้ว อายุ ก็เท่าๆ กัน ตอนนั้นประมาณ 30 กว่าๆ หนูก็บอกว่าไม่เล่นแล้วนะ ถ้าแบบ มาเล่นๆ คบกันมาประมาณปีครึ่ง หลังจากนั้นก็แต่งงานกัน นั่นแหละ เริ่มจากที่ได้ลองๆ คุยกันดู ที่ประทับใจ ก็คงเพราะเขาดูแลเราดี เป็นคนเอาใจใส่ดี ตั้งแต่สมัยที่หนูทำงานที่เดิม เขาจะตื่นเช้า เขาก็โทร.มาปลุกเรา เกือบทุกวัน ก็ผลัดกัน

คบกันบ้านไม่ว่า พ่อแม่เชื่อใจ
ถ้าวันไหน นายเขาออกช้ากว่า หนูก็เป็นคนโทร.ไปปลุก ว่างก็หาเวลาเจอกัน เพราะปกติถ้าถึงเวลาตามนาย เขาก็จะไม่ค่อยว่าง ที่บ้านก็ไม่ว่าอะไร ก็แล้วแต่การตัดสินใจของเราเลย เป็นลูกสาวคนโต ก็จะออกแนวแบบว่าค่อนข้างจะมีความเป็นผู้นำนิดหนึ่ง ที่บ้านก็เลยเชื่อ แล้วก็ไม่เคยทำอะไรให้เขาผิดหวัง พอโตแล้ว เขาก็เชื่อใจเรา ก็ไว้ใจเรา ทำอะไรก็ไม่ว่าเรา

แต่งงานลาออกมาทำจิวเวลรี่
เมื่อก่อนทำโฆษณา ประชาสัมพันธ์ อยู่บริษัทในเครือสหพัฒน์ ก็ดูพวกสื่อต่างๆ พอแต่งงานแล้ว ก็ออกจากงาน มาทำธุรกิจส่วนตัว เกี่ยวกับออกแบบเครื่องประดับ พวกแหวน ต่างหู จี้ อะไรประมาณนี้ แล้วตอนนี้ทำเครื่องหมายตำรวจด้วย ติดต่อได้ที่เพจ พีแอนด์พี จิวเวลรี่ เพราะปริญชอบด้านนี้ แล้วก็รู้จักคนขายเพชร เขามาถามด้วยว่าเราชอบเพชรมั้ย นู่นนี่นั่น แล้วส่วนตัวก็เป็นคนชอบเครื่องประดับ แต่ไม่ได้หมายถึงว่าต้องเป็นเพชร คือหมายถึงเครื่องประดับทั่วไปก็เลยรู้จักคนขายเพชร ที่มีราคาถูก เลยลองไปหาร้านที่ทำตัวเรือน ก็เลยมาทำเป็นราคาที่ถูกกว่าร้านทั่วไป เมื่อลองขาย ก็ขายได้ เปิดทางเพจ

รายรับมากกว่าเงินเดือนที่เคยได้
ร้านก็มี แต่เป็นลักษณะเป็นออฟฟิศ มีตู้โชว์ มีของให้เขาดู แต่ไมได้เน้นขายที่นั่น เน้นขายออนไลน์ แล้วอาศัยปากต่อปาก แนะนำกันมามีแหวน เครื่องหมายตำรวจ จี้ กำไลข้อมือ กรอบพระ ทั่วไป ก็ทำได้หมดเลย ก็โอเค. เพราะบางทีชิ้นหนึ่ง เราขายถูกกว่าคนอื่น แต่ราคามันก็ดี ถือว่ากำไรยังโอเค. สมมติว่า เดือนหนึ่งขายได้ 5-6 ชิ้น ก็ได้มากกว่าเงินเดือนที่เคยทำงาน ชิ้นต่ำสุดประมาณ 8-9 พันบาท จนถึงราคาก็แล้วแต่ มีมากสุดก็ 7-8 หมื่น ตามที่เขาสั่งทำนะ อันนี้เฉพาะแบบจิวเวลรี่ ไม่รวมเครื่องหมายตำรวจ ถ้าเครื่องหมายตำรวจถูกสุดก็ประมาณ 350 บาท

ฝ่ายชายสบายใจ ชมเราคิดบวก
ชีวิตคู่ก็โอเค.อาจจะมีทะเลาะกันบ้าง แต่ก็ไม่มีอะไรมาก ก็ส่วนใหญ่ก็แบบสไตล์ตำรวจ ที่ชอบไปกินโน่นกินนี่ แต่ถ้ามันบ่อยๆ ก็มีพูดบ้าง แต่ว่าถ้าทะเลาะกันก็ต้องคุยกัน จะไม่ปล่อยให้ทะเลาะกันนาน อายุเราก็เท่ากัน เวลาเขามีปัญหาอะไร ก็จะคอยให้คำปรึกษากันอย่างนี้ คอยปลอบใจ เขาบอกว่าหนู เป็นคนคิดบวก เวลาคุยกับหนู แล้วเขาสบายใจ คือเป็นลูกคนโตด้วยกันทั้งคู่

ต้องยอมรับและเข้าใจเขา
เป็นห่วงเขานะ เวลาทำงาน เพราะบางครั้งก็มีความเสี่ยง ห่วงมาก บางครั้งก็คอยถามว่าอยู่ไหนแล้ว เรื่องการเดินทางอะไรแบบนี้เราก็ห่วง จะคอยถามว่าใครขับรถ บอกว่าพยายามคุยกับคนขับรถนะ อย่าให้เขาหลับ หรือให้คอยเปลี่ยนคนขับ ก็จะเป็นห่วง เป็นภรรยาตำรวจก็รู้สึกว่าจริงๆ ถามว่าชอบมั้ย ก็ไม่ได้ชอบ เพราะไม่ได้ชอบตำรวจตั้งแต่แรก แต่มันเหมือนกับว่าเรามาอยู่ตรงนี้แล้ว เราก็ต้องยอมรับ และเข้าใจ ว่าส่วนหนึ่ง เขามีไลฟ์สไตล์แบบนี้ เขาเป็นตำรวจก็จะมีไลฟ์สไตล์แบบนี้

เดือนพ.ค.มีโซ่ทองคล้องใจ
ตอนนี้ก็เริ่มเตรียม เพราะมีน้อง ก็เริ่มแบบว่าจัดระเบียบอะไรมากขึ้น คิดว่าจะมีน้องคือเขาอยากมีสัก 2 คน แต่หนูก็ขอดูคนแรกก่อน ดูว่าเราจะเลี้ยงไหวรึเปล่า แต่เขาอยากมี 2 คน อยากมีตั้งแต่แรกแล้ว ไม่ซีเรียสว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ตอนนี้ 5 เดือนครึ่งแล้ว หมอนัดอีกประมาณ 3 เดือนครึ่ง ประมาณปลายเดือน พ.ค.ตั้งแต่ 20 ซาวด์แล้ว ผู้หญิง อีกคนไม่ซีเรียส ถ้าได้ผู้หญิงก็คือเป็นเพื่อนกัน เป็นพี่น้องกัน อยู่กับแม่ แม่ก็แต่งตัวให้ลูก ถ้าได้ผู้ชายก็ดี ก็จะมีทั้งหญิงและชาย

ว่าที่คุณพ่อตื่นเต้น ฝ่ายหญิงกังวล
ถามว่าตื่นเต้นมั้ย ก็ไม่ตื่นเต้นที่จะมีน้อง แต่เขาจะตื่นเต้น ส่วนหนู มันเลยจุดที่ตื่นเต้นแล้ว แต่มันกังวลมากกว่า เพราะก่อนหน้านี้หนูเคยท้อง 2 รอบ แต่หลุด ก็เลยเหมือนว่ากังวล ว่าจะยังไง อันนี้เขาจะตื่นเต้น คุยกับลูกทุกวัน เขาเหมือนจะแบบว่า ดีไอวาย ทำเหมือนแบบว่า หูฟังกับที่พูด ไว้คุยกับลูก เอาไฟฉายส่องท้องอะไรอย่างนี้ เขาตื่นเต้น เวลาไปหาหมอ ก็แบบว่าจะถ่ายคลิปไว้ดู เขาจะส่งให้หนู

หลักครองคู่ ไม่โกรธกันข้ามคืน
หลักในการครองชีวิตคู่ หลักๆคือ เข้าใจกัน ให้ความสำคัญในกันและกัน ถ้ามีปัญหาอะไรก็พยายามคุยกัน แล้วหนูจะไม่ชอบแบบเหมือนว่า คือถ้าส่วนตัว ถ้าทะเลาะกัน หนูจะแบบไม่ไปบอกใครว่าเราทะเลาะกัน ถ้าเราทะเลาะกับเขาก็ไม่อยากให้เขาไปคุย ไปปรึกษากับคนอื่น ก็จะคุยกัน แล้วพยายามไม่โกรธกันข้ามคืน ต้องคุยกัน เพราะไม่เช่นนั้น ถ้าโกรธกันข้ามคืน หนูจะนอนไม่หลับ แต่นี่เขาก็นอนหลับ เขาไม่คิดอะไร แต่ถ้าหนู ก็ไม่ได้ หนูจะต้องเคลียร์

ฝากข้อคิด เป็นแฟนตร.ต้องเข้าใจเขา
อยากให้คนที่มีคนรักเป็นตำรวจ คือผู้หญิงที่มีแฟนเป็นตำรวจ หรือผู้ชายที่มีแฟนเป็นตำรวจ อยากให้เข้าใจกันให้มาก เพราะบางที ถ้าเราไม่เข้าใจเขา เขาก็ไม่รู้ว่าจะต้องการคนอื่นเข้าใจเขายังไง เพราะปกติตำรวจ มีแต่คนอคติอยู่แล้ว ถ้าเรายังไม่เข้าใจเขา เขาก็คงไม่รู้จะไปปรึกษาใคร

ขวัญดาว 17/2/61