อดีตรองนส.ไทย คุณนายบิ๊กตำรวจ

2255

รองหวาน-พล.ต.ต.ดร.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผบช.ภ.2 เป็นนายตำรวจที่มีโปรไฟล์เยี่ยมอีก1คน อัธยาศัยดี กีฬาเก่ง มีคอนเนคชั่นมากมาย จบ สวนกุหลาบ103 ก่อนเข้าโรงเรียนเตรียมทหารรุ่น26 และโรงเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น42 เพิ่งได้รางวัลเกียรติยศจักรดาว ศิษย์เก่าเตรียมทหาร เมื่อต้นปีที่ผ่านมา

ใครไม่รู้กล่าวไว้ ผู้ชายที่ยิ่งใหญ่ ล้วนแล้วแต่มีผู้หญิงอยู่เบื้องหลัง

รองหวานก็เช่นกัน ในเรื่องของครอบครัว รองหวาน- สมรสกับ คุณหวาน-ณฐิกา ประกอบบุญ มีโปรไฟล์ไม่แพ้กัน เพราะเป็นลูกสาวคุณพ่อ อดีตรองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคุณแม่อดีต รศ.คณะเกษตรฯ ภาควิชาพืชไร่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ซ้ำยังมีดีกรีอดีตรองนางสาวไทยอันดับ 1 รุ่นเดียวกับนุ้ย-สุจิรา อรุณพิพัฒน์ นางสาวไทยประจำปี2544 ตอนนี้เป็นผู้บริหาร และเจ้าของ HUB 53 ธุรกิจเกี่ยวกับ Coworking&Coliving Space กลางเมืองเชียงใหม่

ลองมาดูกัน คนเก่งชายหญิงคู่นี้ ที่มีทายาทตัวน้อยเป็นโซ่ทองคล้องใจทั้ง2คน มีเส้นทางชีวิตรักกันมาอย่างไร ผ่านบททดสอบโดยเฉพาะฝ่ายหญิงมาขนาดไหน 

ป.ตรี วิศวะ เชียงใหม่ ป.โท บริหารงานก่อสร้าง
ประวัติคร่าวๆ เจ้าตัวเล่าให้ฟัง เป็นคนเชียงใหม่โดยกำเนิด จบจากโรงเรียนมงฟอร์ต ก่อนสอบโควต้าเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ต่อปริญญาโท ที่ University of Southern California, Los Angeles, California, USA สาขาConstruction Management &Real Estate Development เพราะน่าจะเหมาะกับผู้หญิง แล้วเป็นเรียลเอสเตรท จบ คศ.2000 ทำงานพักหนึ่งก็กลับมาเมืองไทย

ตั๋วบินฟรีกลับไทย ล่อใจเข้าวงการนางงาม
เบื้องหลังเข้าวงการนางงาม เจ้าตัวเล่าย้อนหลังให้ฟังด้วยน้ำเสียงสนุกสนาน

“คงเป็นเพราะความงก ตอนนั้น หวานเรียนโทเทอมสุดท้าย ปีสุดท้ายจะจบ แล้วไม่ได้กลับบ้านเลย เพราะค่าเงินบาทขณะนั้นฟองสบู่แตก อยู่ที่ 48 บาท ก่อนไปแม่ก็บอก ไปเลย ไม่ต้องกลับมา เปลืองค่าเครื่องบิน เรียนให้มันจบ ไม่มีธุระอะไรไม่ต้องมา แต่เราอยากกลับบ้าน พอดีมีประกวดนางงามสงกรานต์ที่วัดไทยในแอลเอ รางวัล ที่ 1 จะได้ตั๋วเครื่องบินไปกลับ กรุงเทพฯ-แอลเอ”

ก็เลยแบบฉันต้องได้ แล้วพอดีแม่ไม่ค่อยสบาย แม่เป็นมะเร็งตอนนั้น ก็แบบอยากมาหาแม่ อยากกลับบ้าน

ครั้งแรกได้ที่1 ย่ามใจประกวดต่อได้ที่2
เลยไปประกวด แล้วได้ที่1 ตอนนั้นผลักดันตัวเอง ไม่มีใครชวน ด้วยความที่อยากได้ตั๋วเครื่องบิน ก็ขับรถไปเองเลย ไปเช่าชุดไทยใส่ประกวด พอได้ปุ๊บ แล้วมันฮึกเหิม เราไม่เคยคิดว่าเราสวย แต่จริงๆ เพราะไม่ค่อยมีคนประกวดจริงๆ แล้วเหมือนงานวัด ประกวดกันอยู่ 4-5 คน เลยมีความรู้สึก มันง่ายนะ

พอมีประกวดอีกก็เลยไป คิดว่าฉันก็ต้องได้ เลยไปประกวดที่วัดใหญ่ใน แอลเอ ครั้งที่ 2 มีช่อง 5 ถ่ายทอดสดด้วย

พ่อแม่ รู้ไม่ว่า สั่งรีบกลับมาประกวดนส.ไทย
ผลได้ที่ 2 ไม่ได้ที่ 1 เสียใจนะ แต่การที่หวาน ไปประกวดตอนนั้น ทำให้คนเริ่มรู้ มีลงหนังสือพิมพ์ด้วย ว่าหวาน เป็นลูกสาวอธิบดีกรมประมง หวานก็ไม่รู้นะ แล้ว พ่อ แม่ก็ไม่รู้ด้วยว่าไปประกวด เพราะเราไม่เคยบอก แค่เราอยากได้รางวัล ส่วนพ่อมารู้ เพราะมีกระเทยคู่หนึ่งไปหาพ่อที่ทำงาน บอกอยากให้ลูกสาวประกวดนางสาวไทย เขาก็เลยไปเปิดหนังสือพิมพ์ดู ถึงรู้ว่าหวานไปประกวด เขาก็เลยโทร.มา ไม่ใช่จะต่อว่านะ แต่บอกว่า รีบๆ กลับมาประกวดเลย คือพ่อหวาน เขาจะเป็นพวกชอบแข่งขัน ตอนนั้นปี2544

ไม่ขัดใจ เพราะอยากมาหาแม่
ส่วนตัวหวาน ไม่ได้อยากไง เพื่อนผู้ชายก็เยอะ อายก็อาย ใส่ชุดว่ายน้ำประกวด เขาก็พยายามอธิบายว่า นางสาวไทยสมัยนี้ ไม่เหมือนสมัยก่อน เขาเอาไปเป็นทูตวัฒนธรรม และการท่องเที่ยว รู้จักมั้ย อะเมซซิ่งไทยแลนด์ เขาให้ไปทำงานกับ ททท.แล้วไปโปรโมท มีโรดแมป หวานก็คิดว่าพ่อโกหกแน่ คงแค่อยากให้เราไปประกวด แล้วถ้าได้ก็คงดีใจ ก็คือไม่เชื่อพ่อ

แล้วแม่ก็โทร.มาบอก จะปิ๊กมาก็มาเน่อ อะไรอย่างนี้ ทีนี้ก็มีตั๋วเครื่องบินแล้ว เขาให้เป็นสิทธิเลือกเที่ยวบินได้ แล้วพอดีหวานอยากกลับมาหาแม่ ส่วนพ่อหวาน เต็มที่มาก ด้วยความที่เขารู้จักสื่อนะ สมัยก่อน เขาก็เอารูปหวานไปลง จำได้เลย ลงไทยรัฐ หน้า 1 สุดท้ายมาประกวดจนได้รองนางสาวไทยอันดับ1 รองจากนุ้ย-สุจิรา

แม่สื่อเข้าทางพ่อ นัดพารองหวานเจอตัว
หลังได้รางวัล ถึงได้มาเจอกับรองฯหวาน ตอนนั้นอยู่ในช่วงที่ไปขอบคุณสปอนเซอร์ แล้วแม่หวานป่วย ตอนหลังก็เป็นเยอะ หวานก็มาอยู่กรุงเทพฯเป็นเพื่อนแม่ที่รพ.จุฬาฯ หวานเองก็ปรับชีวิต คือเหมือนกับบ้านที่ห้องพักแม่ ก็ดูแลแม่ด้วย เวลามีกิจกรรมนางงามอะไรก็ไป แล้วกลับมานอนเฝ้าแม่

มีคนรู้จักผ่านทางคุณพ่อ เป็นภรรยาท่านทูต ชื่อท่านทูตไก่ ภรรยาชื่อพี่แตน เขาก็รู้จักพี่หวาน แล้วเขามาทางพ่อ มาหาคุณพ่อ แบบว่าอยากให้เจอกัน แล้วพี่แตน ก็พยายามอยากจะนัดให้เจอกัน เลยนัดให้เรากินข้าว

เจอครั้งแรก หายไป1เดือน 
เจอกันตอนแรก ก็มีผู้ใหญ่ก็เยอะ แล้วด้วยความที่เราเป็นเด็กเรียน ชอบคนเก่ง จะดูว่าโปรไฟล์ดีใช่มั้ย เป็น รศ. เป็น พ.ต.ท.ดร.เป็นอาจารย์ที่โรงเรียนนายร้อยอะไรอย่างนี้ เราก็ว่าคนนี้มันต้องมีอะไรสิ ก็โอเค.ก็รู้จักกันไว้ วันที่เจอกันวันนั้น เขาได้เบอร์โทรศัพท์หวานไป เหมือนแบบว่าให้ไปเถิด วันหลังติดต่อกัน เพราะพี่แตนบอกว่า เขาก็จบจากอเมริกา เดี๋ยวหวานกลับไป ถ้ามีปัญหาอะไรก็ถามเขาได้ หวานก็ค่ะๆ

แต่หลังจากเขาได้เบอร์ไป เขาไม่โทร.หาหวานนะ 1 เดือน หายไปเลย หวานว่าเขาไปเคลียร์ตัวเอง เพราะหวานเชื่อว่าเขามีแฟนแล้ว แต่เขาจะเลิกหรืออะไร เหมือนพยายามไปทำให้ตัวเองไม่มีปัญหา

คิดหนัก เพราะฝ่ายชายห่าง 9ปี
พี่หวาน เขาก็ห่างกับเราตั้ง 9 ปี ก็ไม่เคยมีความรู้สึกแบบว่า มีคนอายุห่างเราตั้ง 9 ปี มาจีบนะ แก่สุดก็ 7 ปี คือเราไม่รู้สึกว่าแก่ แต่พอไปกินข้าวกับเพื่อนเรา เพื่อนบอกว่าแก่ มันไม่ใช่ แล้วสองคือ หวานเพิ่งอายุ 25 ก็รู้สึกว่าไม่เห็นต้องสิ้นคิด แล้วจริงๆ หวาน กำลังจะเข้าเรียนต่อเอก ที่อเมริกา เป็นช่วงปิดเทอม แล้ว พี่แตน นี่แหละ บอกว่าชื่อหวานเหมือนกันเลย พี่หวาน เขาก็จบด็อกเตอร์ นะ เขาก็บอกเหมือนว่าเรามีอะไรคล้ายๆ กัน

พ่อช่วยเช็ค สงสัยทำไมไม่มีลูกเมีย
ส่วนพ่อหวาน ถามว่า แฮปปี้มั้ย ด้วยสไตล์แบบพ่อหวงลูกสาว ก็ต้องมี เพราะตอนที่พี่หวานเริ่มจีบปุ๊บ พ่อหวานก็เหมือนแบบเช็ค เพราะอายุตั้ง 34 แล้วตอนนั้น ไม่มีเมียเหรอ นึกออกมั้ย ตอนนั้นเราอายุ 25 มีผู้ชายอายุ 34 มาจีบ พ่อก็คิดว่าทำไมยังไม่แต่งงาน หรือมีเมียเก็บไว้แล้ว มีลูกรึเปล่า

พ่อก็เช็คๆ นะ ถามแม่ว่ามั้ย แม่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ เพราะเวลานั้น ด้วยความที่ไม่สบาย ก็จะมีพ่อนี่แหละที่คอยคอมเมนต์

สถานการณ์บังคับ ต้องมาจีบที่รพ.เท่านั้น
ช่วงที่เขาจีบเรา มันไม่ใช่แบบไปกินข้าว ไปเที่ยว เพราะหวานต้องเฝ้าแม่ทุกวัน กิจกรรมคือหวาน ต้องอยู่ รพ.เป็นบ้าน เช้ามาวันไหนจะมีงาน จะให้รถที่บ้านไปส่งที่ไอทีวี แต่งตัวเสร็จไปกับรถตู้เขา แล้วรถที่บ้านก็ไปรับจากไอทีวี กลับมาที่ รพ.ไม่ได้นอนบ้านเลย แม่หวาน นอน รพ.จุฬาฯ 7 เดือน จนเสีย

พี่หวาน จะมาจีบหวานเหรอ ต้องที่ รพ.เท่านั้น คือไม่ได้ไปที่บ้าน กินข้าว กุ๊กกิ๊ก หรือมีเวลาไปดูหนัง คือเรามีภารกิจของนางสาวไทย แล้วสองต้องดูแลแม่ เพราะน้องยังเรียน ส่วนพ่อหวานงานเยอะ จะมาตอนค่ำ เช้ามาก็ทำงาน แล้วก็มา อย่างนี้ทุกวัน เพราะฉะนั้นเราต้องเป็นหลัก

ชอบเพราะฝ่ายชายเก่ง มีวินัยสูง
ตอนนั้นก็ไม่ได้สนใจเรื่องรูปร่างหน้าตา คิดว่าเราก็เคยเจอคนหล่อใช่มั้ย อยู่วิศวะ ผู้หญิงชอบเด็กวิศวะเยอะแยะ หล่อ เท่ แต่หวานไม่ใช่ชอบคนสนใจคนตรงรูปร่างหน้าตาดี แต่หวาน ชอบเขา ตรงที่เขาเป็นคนเก่งคนหนึ่ง แล้วสอง เป็นคนมีวินัยสูง แล้วหวาน ก็เป็นคนมีวินัยสูงนะ ด้วยความที่เป็นลูกคนโต เราคุยกันแล้วรู้เลยว่า คนที่มีวินัยสูงจะรู้เลยว่าอะไรถูกอะไรผิด อะไรควรไม่ควร อย่างที่เขาบอกว่า เหมือนศีลเสมอกัน คนจะเป็นอะไรกันได้ มันต้องพอๆ กัน เหมือนว่าคุยแล้วคลิ๊ก

มีหมอมากะลิ้มกะเหลี่ย 
ตอนนั้น คิดว่าเหมือนคบเป็นเพื่อนกันก็ได้ ก็คบกันไป ถ้าไม่ใช่ ก็ไม่ใช่ แต่เขาเป็นหนึ่งคนที่เป็นเพื่อนหวานได้ ตอนนั้นหวานก็ยังไม่มีใคร แต่มีหมอมาจีบ หมอที่ดูแลแม่นั่นแหละ พี่หวานเขาก็รู้ เขาก็เหมือนจะสู้นะ หมอนี่ก็จะเจอกันบ่อยไง เหมือนว่าเขาเป็นเรสซิเด้นท์ เขามาหาแม่ เขาก็จะต้องเจอ คือตอนหลัง เหมือนว่าหมอก็มีแฟนแล้ว แต่ก็มาทำกะลิ้มกะเหลี่ยกับเรา เราก็เลยแบบไม่ใช่ละ

คบกันปีเดียวแต่ง (เพราะพ่อ)
แล้วพ่อหวาน ก็ชอบเขามาก จะว่าได้ดีก็เพราะพ่อก็ได้ ด้วยความที่เป็นเด็กหัวอ่อน ไม่เรื่องมาก พ่อแม่ว่ายังไง ก็ไม่ค่อยขัด พ่อหวานชอบเขามาก เพราะเขาเคยสอบได้ทหาร แต่สอบสัมภาษณ์ไม่ผ่าน เป็นไส้เลื่อน เขาจะชอบพวก ทหาร ตำรวจ ชอบผู้มีอิทธิพล อะไรพวกนี้ เพราะฉะนั้นถ้าลูกเขยเป็นตำรวจ เขาชอบอยู่แล้ว ส่วนเราก็เฉยๆ

นี่แต่งเพราะคุณพ่อ พูดได้เต็มปากเลยนะ เพราะจริงๆ ไม่อยากแต่ง ก็แบบคบกันแค่ปีเดียว มาแต่งอะไรกันเล่า มันต้องเลือกหลายๆ คน ใช่มั้ย แล้วอายุแค่ 25 ยังไม่ถึง 30 หวานทะเลาะกับพ่อจะตาย เขาก็รู้

กลับเชียงใหม่ดูแลงานแทนแม่
หวานได้รองนางสาวไทย เดือน พ.ค. พี่หวานก็เทียวไล้เทียวขื่อ จีบจนกระทั่งแม่หวานเสีย ตอนนั้นอายุเบญจเพส เหมือนทุกอย่างมันเข้ามาแบบมะรุมมะตุ้มเลย ตอนก่อนแม่ใกล้เสีย พ่อบอกว่า หวานต้องกลับไปดูแลหมู่บ้านที่แม่ทำที่เชียงใหม่ ที่หางดง คือคล้ายๆ ว่าแม่ก็ไม่น่ารอด แล้วปล่อยให้ผู้จัดการเขาดู งานมันถึงไหนๆ แล้ว ก็ไม่รู้ หวานต้องไปเคลียร์ ช่วงนั้นหวานเลยเริ่มบินกลับเชียงใหม่ มาอยู่เชียงใหม่เยอะขึ้น

ฝ่ายชายแอบย่องมาเซอร์ไพรส์ อดีตรองนางสาวไทยอันดับ1ปี44เล่าต่อ

พี่หวานก็ตามมาอีก ตอนนั้นค่าตั๋วแพงนะ การบินไทย แต่เหมือนโชคดีของเขาอีกแหละ เป็นช่วงโอเรียนท์แอร์กำลังจะเปิด ตั๋วถูก แล้วหวานมาเชียงใหม่ วันดีคืนดี ก็จะโผล่มาเซอร์ไพร์ส บางทีหวานจะกลับบ้าน แล้วก็โผล่มาจากโรงจอดรถ คืออะไรที่แบบอย่างนี้ตลอด หวานถึงบอกว่า เขาก็ดูพยายามดี ตั้งแต่รู้จักกันวันแรกแล้วหายไป1เดือน ไม่เคยมีวันไหนที่เขาไม่โทร.หา

พิสูจน์ตัวเองกระทั่งวันแม่เสีย
บางทีก็โทร.มาจีบ บางทีเราก็ไม่อยากคุย เพราะเราไม่มีโอกาสพูด แบบ เออวันนี้พี่ว่าพี่จะไปทำงานที่นั่นที่นี่ พี่ว่าอย่างนี้ หวานว่ายังไง เหมือนจะคุยเรื่องงานตัวเองให้เราฟัง แล้วเหมือนว่าบางที สร้างคอนเวอร์เซชั่นให้เราต้องตอบ ก็ว่าคงดีมั้ง เขาก็พยายามๆ จะใกล้ชิด โทร.มาทุกวัน มาเชียงใหม่ ก็โผล่มา จนแม่หวานเสีย ม.ค. วันก่อนแม่เสีย เขาก็อยู่ คือเขาได้พิสูจน์ให้เราเห็น ชีวิตเราไม่ได้สบาย ตอนจีบกัน

พ่อเร่งเร้าให้แต่ง อยากให้มีครอบครัว
เขาพยายามเข้ากับกิจกรรมที่มันลำบากกับเราได้ มันอยู่ในช่วงที่เราลำบาก แล้วมีช่วงที่เราห่าง คือมาอยู่เชียงใหม่แล้ว จะเลิกกันก็ได้ ใช่มั้ย มันมีทะเลาะกัน แล้วอยู่ดีๆ ก็โผล่มา เอาดอกไม้มาให้ ก็ดูพยายามรักเราดี ตอนนั้นรู้สึกว่าเขาพยายามพิสูจน์หลายๆ อย่าง ให้ชนะใจเรา

แล้วพอแม่เสีย พ่อนั่นแหละ เหมือนอยากให้แต่งงาน ไม่รู้ด้วยความที่อะไร แต่เขาก็ชอบพี่หวาน อยู่แล้ว เขาคงอยากให้เราเป็นฝั่งเป็นฝาไปคนหนึ่ง เหมือนลูกจะได้มีครอบครัวไปทีละคน

ชีวิตคิดหนัก อยากกลับไปเรียนต่อเพื่อแม่
พอแม่เสีย ชีวิตก็เริ่มเคลียร์ หมู่บ้านที่เราต้องดูแลก็ควบคุมได้ หวานก็บอกพ่อจะกลับไปเรียนต่อ ถามว่ารักพี่หวานมั้ย ตอนนั้นก็รักนะ เป็นแฟนกันแล้วแหละ แต่อารมณ์ไม่ใช่แบบว่า ฉันอยากแต่งงาน เพราะอายุยังน้อย เราก็อยากเรียน แล้วแม่หวานสมัยก่อนเป็นเด็กเรียนเก่ง ได้ทุน กพ.ไปเรียนต่อเมืองนอก คือแบบมันสุดที่ปริญญาโท เขาก็แต่งงาน เลยไม่ได้เรียนต่อเอก เลยพูดกับเรา เหมือนรู้ว่าเราเรียนได้ อยากให้เรียนไปก่อน

แล้วหวานคิดอีกว่า เรา 25 แล้ว กว่าจะเรียนจบก็ 30 แล้วจะมีสามีได้มั้ย คิดอย่างนี้เหมือนกันนะ เพราะไม่ใช่คนกุ๊กกิ๊กน่ารัก หรือมีคนมาจีบเยอะ หวานจะอยู่ในคณะที่คนจะเกรงใจ แล้วเราก็จะแมนๆ ก็มีความกังวลตรงนั้นอยู่ แต่แม่ก็บอกเรียนไปเถอะ

พ่อยื่นคำขาด ถ้าเลือกจะเรียน ก็ไม่ต้องแต่ง
แล้วหวานคิดว่า เรียนไปทำอะไร ปริญญาเอก อย่างดีก็ทำวิจัย อยู่บริษัท ที่ทำงานวิจัย แม่ก็บอกด้วยความสุขของเขา เรียนไปเถอะ เรียนแล้วกลับมาเฝ้าบ้าน แม่อยากให้เรียน เลยรู้สึกว่า แม่เสียแล้ว อยากไปทำในสิ่งที่แม่บอกไว้ เราก็ไปบอกพ่อ จะกลับไปเรียนนะ แต่พ่อไม่อยากให้เรียน เหมือนจะให้หวานเลือก ถ้าหวานจะเรียน ก็ไม่ต้องแต่ง แต่ถ้าหวานจะแต่ง ก็ไม่ต้องเรียน ทะเลาะกันบ้านแตกเลย

คือพ่อหวานคงเห็นว่า มันอาจมีความไม่แน่นอนอยู่ เขาพูดเหมือนคล้ายๆ ว่า ผู้หญิงเรียนไปแค่ไหน ถ้าเกิดได้สามีไม่ดี มันก็จบแค่นั้น ประมาณนี้

ทะเลาะบ้านแตก แค่จับมือกันแล้วต้องแต่ง
“แล้วหวานเป็นคนอินดีเพนเด้นท์ ทำอะไรเอง ชีวิตนี้ไม่มีผู้ชายก็ได้ เป็นคนสไตล์นั้นตั้งแต่เรียนแล้ว ก็ต้องเลือกไม่ให้ทำ 2 อย่าง ก็เลยแบบเอาไงดี แบบว่าใจไม่อยากแต่ง เอาจริงๆเลยนะ แต่งเพราะพ่อจริงๆ เพราะคบกันยังไม่ทันถึงปี แล้วพ่อหวานมาพูดแบบว่า จับมือกันแล้วก็ต้องแต่งงานกันสิ เป็นลูกผู้ใหญ่อายเขา ไปเที่ยวจับมือกัน ใครเห็นเขาก็ว่า ”คุณหวานหัวเราะเมื่อย้อนความหลังเล่าเรื่องวันวาน

ตัดสินใจ แต่งก็แต่ง
ในบ้านน้องก็เฉยๆ นะ น้องยังเด็ก ยังเรียนอยู่ด้วย มีหวานคนเดียวที่เรียนจบ ตัดสินใจแต่งก็ได้ แต่งกันเดือน ส.ค.ปี 45 ปีนั้นแหละ ปีที่แม่เสียเลย ไม่รู้ว่าพ่อจะเร่งไปไหน เหมือนว่าพ่ออยากได้ลูกเขยเป็นตำรวจมาก กระทั่งลูกเขยมาขอ ไม่เอาอะไรจากเขาสักอย่างเดียว ไม่ขอสินสอดทองหมั้น ไม่มีอะไรเลย แบบว่าขอแหวนให้หวาน 1 วง เขาก็คิดว่าผู้ใหญ่สนับสนุน ก็ยิ่งอยากแต่ง ถึงวัยแล้วด้วย กลัวว่าเราไปเรียนแล้วจะไขว้เขว อยู่ห่างกันด้วย ไม่ได้มีไลน์ เหมือนสมัยนี้

ทีนี้ก็เลยแต่ง เพราะรู้สึกว่า มันก็เข้ากันได้ แต่เราแค่ต้องการเวลาตัดสินใจเอง เราจะมีครอบครัว ไม่ใช่ให้คนอื่นมาบอก หวานรู้สึกว่า หวานอาจยังไม่ถึงจุดนั้น ณ โมเมนต์นั้นนะ แบบทุกคนก็พยายามเร่ง

ปิดโทรศัพท์ หนีกลับเชียงใหม่ 
มีเหตุการณ์หนึ่ง ทะเลาะกัน สักเดือนสองเดือนนี่แหละ ก่อนจะแต่ง ต้องไปเลือกการ์ด ก็ไปที่ดิโอลด์สยาม ก็ทะเลาะกันจะตาย ด้วยความคิดไม่ตรงกัน คือเรายังไม่ผ่านโปรเซสที่เรามีปัญหาทะเลาะกันมากเท่าไหร่ จำได้ว่า นั่งรถไปกัน แล้วเขาจอดรถเติมน้ำมัน ลงเดินไปเข้าห้องน้ำ หวานหนีเลย เรียกแท็กซี่ขึ้นเครื่องบินกลับเชียงใหม่ ปิดโทรศัพท์ด้วย เพราะฉะนั้นไม่มีทางรู้ หวานไปไหน หวานโกรธมาก ทะเลาะกันเรื่องอะไรไม่รู้

 พ่อโทรฯหาว่าที่ลูกเขยอย่าห่วง
กลับถึงบ้าน เจอพ่อนั่งอยู่ พ่อถามมายังไง หวานก็เล่าให้ฟัง เขาก็ยกหูโทรศัพท์หา น่าโกรธป่ะ เฮ้ย นี่หนี ขึ้นเครื่องมา แต่กลับมาถึงบ้าน พ่อโทร.ไปบอกเขา ว่า หวานอยู่นี่นะ ไม่ต้องเป็นห่วง ทุกคนให้ความร่วมมือพี่เขามาก ก็คิดว่า คงไปไหนไม่ได้แล้วแหละ เราก็ยอม แต่งก็แต่ง เดี๋ยวแต่งไปแล้วค่อยว่ากันอีกทีละกัน พ่อหวานก็จัดแจงหมด จัดงานแต่งที่อิมแพ็ค

สลับกันไปหาคนละอาทิตย์
หลังแต่งงาน ชีวิตทุกอย่างเหมือนเดิม หวาน ยังมาดูหมู่บ้านที่เชียงใหม่ เขาก็ยังสอนหนังสือที่นครปฐม ด้วยความที่ว่าอาชีพอาจารย์มันว่าง ใช้วิธีสลับกัน หวานไปกรุงเทพฯ อาทิตย์หนึ่ง เขามาหาที่เชียงใหม่ อาทิตย์หนึ่ง เป็นอย่างนี้จนถึงวันนี้ 10 กว่าปีแล้ว คือแบบว่า หวานเหมือนเป็นลองดีสแตน รีเรชั่นชิฟ เป็นความเคยชิน

ปีแรก หวานยังหาเรื่องไปกรุงเทพฯเยอะ หวานไปสอนหนังสือที่ ม.เกษตรฯ วิทยาเขตกำแพงแสน นครปฐม ไปสอนแบบเป็นหลักสูตรพิเศษ เสาร์-อาทิตย์ ก็มีรายได้ ก็ไปสอนหนังสือ จันทร์-ศุกร์ ก็กลับมา ก็พยายามให้มีแอ็คทิวิตี้ เพราะเรามีงานที่นี่ ก็เยอะอยู่ เป็นอย่างนี้มา ไม่เคยคิดอะไร คงเคยชิน

คิดมีลูก หมอบอกมียากทั้งคู่
เพราะเป็นอย่างนี้เลยยังไม่มีลูก แล้วแต่งงานเร็วด้วย 25-26 หวานก็ไม่อยากมีลูก รู้สึกว่า ยังอยากใช้ชีวิตแบบนี้ ยังไม่อยากเป็นแม่ จนมาเริ่มคิดตอนอายุ 31 พอคิดปุ๊บกลายเป็นว่า เป็นคนมีลูกยากทั้งคู่ ซึ่งเราไม่เคยสงสัย ทำไมเราไม่มีลูกช่วง 4-5 ปีก่อนหน้านั้น แต่พออยากมีลูก ไปปรึกษาหมอ ก็บอกว่าถึงจะไม่ค่อยเจอกัน แต่ 5 ปี มันต้องมีจังหวะต้องได้ ต้องมี ก็เลยเริ่มตรวจกัน

พยายามอีก5 ปี สมหวังลูกชายคนแรก
ใช้เวลาอีก 5 ปี ในการพยายามจนได้คนแรกตอนหวานอายุ 36 หลังแต่งมา 10 ปี พี่หวานก็มีอายุเยอะแล้ว หวานก็เจาะน้ำคร่ำนะ คนแรกเป็นผู้ชายห่างกับอีกคน ตอนนี้อายุ 2 ขวบ เป็นผู้หญิง หน้าเหมือนเขาเลย ผู้ชายคน ผู้หญิงคน ตอนมีลูกคนแรกเขาขึ้นนายพลที่หาดใหญ่ จากที่เคยอยู่นครปฐม ไปอยู่ ตม.6 ไปอยู่หาดใหญ่ หวานเอง ด้วยความที่เป็นคนลุยๆ ก็หอบลูก เครื่องบิน เชียงใหม่-หาดใหญ่ 6 โมง 7 โมง หวานเอาลูกใส่เป้ จากเชียงใหม่ บินชั่วโมงสิบนาที ไม่ถึงชั่วโมงครึ่ง ยังเดินทางเหมือนเดิม

ก็เลี้ยงมาอย่างนี้แหละ จนมีลูกคนที่ 2 หวานเริ่มรู้สึกว่า พี่ หวานไม่ไหวแล้ว ต้องเอา 2 คน บินไปมาๆ เลยตัดสินใจ ตั้งรกรากที่กรุงเทพฯ คืออยู่บ้านพ่อแม่เขา แต่ด้วยความที่พี่หวานไม่เคยอยู่บ้าน อยู่แฟลตตำรวจ อยู่บ้านพักผู้การหาดใหญ่ แล้วเป็นจังหวะที่พี่เขาย้ายมา ตม.2 สุวรรณภูมิ เลยกลับมาอยู่บ้าน ก็เตรียมสร้างบ้านที่บางพลี เดี๋ยวค่อยขยับขยาย

หลักครองคู่ ให้เกียรติซึ่งกันและกัน
หลักการครองคู่ หวานว่า ต้องอยู่ด้วยความแฟร์ๆ เหมือนว่า เราก็แฟร์กับเขา เขาก็แฟร์กับเรา อยู่เป็นเพื่อนกัน หวานบอกกับเขานะ หวานไม่ได้คิดอะไรมาก ณ จุดนั้น บอกเขาว่า หวานคิดแค่ว่า ถ้าหวานจะเลือกคนสักคนมาเป็นคู่ 1.เขาจะต้องเป็นคนที่เข้ากับครอบครัวเราได้ อย่างน้อยมาเป็นพี่เป็นน้องเรา ไม่รู้สึกกระอักกระอ่วน เหมือนเขาเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวเรา เข้ามาแล้วด้วยนิสัยใจคอเหมือนเรา ไม่ได้แตกต่างกันมาก

2.เขาจะต้องเป็นเพื่อนหวานได้ คำว่าเป็นเพื่อน หมายความว่า อย่างคนที่เป็นเพื่อนเรา มันก็ต้องมีทะเลาะมีอะไรแหละ แต่ทำไมเราคบกันได้เป็นสิบๆ ปี คบกันมาได้

ที่แน่ๆคือต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน

ขวัญดาว5/12/61