Thursday, June 20, 2024
More
    Homeอาชญา (ลง)กลอนอมเงินแล้วไง...ใครแคร์?

    อมเงินแล้วไง…ใครแคร์?

     

    อาชญา (ลง) กลอน
    โดย…ธนก บังผล

    มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางว่า “พระรับเงินได้หรือไม่”

    ในขณะที่ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาวงการตำรวจเองก็มีเรื่องเงินๆทองๆ ให้ปวดหัว

    หลังจากโป๊ะแตกว่า พล.ต.ต.สุทิพย์ ผลิตกุศลธัช รอง ผบช.สำนักงานกำลังพล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อดีต ผบก.ภ.จว.เลย ตกเป็นผู้ถูกร้องเรียนและแจ้งความดำเนินคดีฐานฉ้อโกงประชาชนจากกรณีการทุจริตเงินโครงการรวมหนี้และบริหารหนี้ ของข้าราชการตำรวจ192 นาย ในสังกัดตำรวจภูธร จ.เลย

    นัดหมายกันมาแล้ว 3 ครั้ง ให้อดีตผู้การ จ.เลย เข้าให้การและรายงานตัวกับคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของ บช.ภ.4

    แต่ก็เบี้ยวเข้าพบทุกครั้ง มีแค่เสียงเซย์ฮัลโหลมาบอก พล.ต.ต.ธนาศักดิ์ ฤทธิเดชไพบูลย์ รอง ผบช.ภ.4 ในฐานะโฆษกตำรวจภูธรภาค 4 แค่ว่า “

    เดี๋ยวใช้คืน” แต่ขอเวลาสักพัก

    เนื่องจากในขณะนี้ เงินทั้งหมดนั้นถูกล็อกระบบในการลงทุนของตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งเครือข่ายที่ พล.ต.ต.สุทิพย์ ร่วมลงทุนด้วยนั้นสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้แล้ว และพร้อมที่จะนำเงินมาคืนให้กับตำรวจ จ.เลยได้ ตั้งแต่วันที่ 14 มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยจะจ่ายวันละ 30 ล้านบาท จนกว่าจะครบจำนวน 229 ล้านบาทที่ได้นำไป

    อุ…แม่เจ้า ผมไม่ได้เข้าใจผิดหรอกครับ วันละ 30 ล้านบาท นี่ขอประทานโทษ ถ้ามีเงินขนาดนี้จะมาเป็นตำรวจทำไมครับ

    แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ยักมีข่าวเข้ามาให้ชื่นใจว่าท่านรองผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล ตร. ได้จ่ายเงินคืนตามที่ได้ตกลงแล้วหรือยัง

    คือจะยังไง อมแล้วไง…ใครแคร์

    ข้อหากู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ซึ่งมีอัตราโทษปรับตั้งแต่ 5 แสนบาทถึง – 1 ล้านบาท จำคุก 5-10 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ
    นี่มีเงินควักคืนให้วันละ 30 ล้านบาท จะมีปัญหาอะไร?

    เฮ้อออออออออออออออออออออออออออ

    เวลามีเรื่องเงินๆทองๆแบบนี้ หรือเรื่องตำรวจชั้นผู้น้อยถูกอมตังค์ มันเป็นเรื่องที่อึดอัดพอสมควรนะครับ

    ไอ้ครั้นจะเข้าไปทวงถามนายก็อาจจะโดนหมายหัวหมดอนาคตเอาได้ง่ายๆ แต่ถ้าไม่ทวงหนี้สินที่ต้องจ่าย ลูกเมียที่ต้องเลี้ยงดู กระทบสร้างความเดือดร้อนไปเป็นลูกโซ่ ดีไม่ดีออกนอกลู่นอกทาง สุดท้ายโดนสังคมประณามว่าเป็นตำรวจเลวอีก

    ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน วลียอดฮิตนี้ไม่รู้ว่าปัจจุบันยังรับประทานอิ่มหรือไม่

    หากยังจำกันได้เป็นเรื่องเป็นข่าวกันมาแล้ว จ่าสิบตำรวจท่านหนึ่ง ตำแหน่งเพียงผู้บังคับหมู่สืบสวน สน.พหลโยธิน นำเอกสารร้องเรียนเรื่องการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ

    พร้อมหลักฐานแชตข้อความคำสั่งของสารวัตรสืบสวน สน.พหลโยธิน 2 นาย ที่สั่งการขอหักเงินเบี้ยเลี้ยงจากตำรวจชั้นผู้น้อย 11 นาย เพื่อใช้จัดซื้อเครื่องปรับอากาศติดตั้งในห้องสืบสวนของโรงพัก มาร้องขอความเป็นธรรมผ่านศูนย์รับเรื่องร้องเรียน สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)

    สุดท้ายเป็นอย่างไรครับ อยู่ดีกันที่ไหน โดนหมายหัวว่าเอาเรื่องภายในไปฟ้องสื่อจนวุ่นวาย ถ้าจำไม่ผิดนะครับ ผมเข้าใจว่าตอนจบ จ่าสิบตำรวจท่านนั้นต้องขอย้ายโรงพักหนีซะเอง

    นี่ยังไม่นับเงินทอนโรงพักที่จังหวัดแห่งหนึ่งในภาคกลาง ที่กระหึ่มกันว่าผู้กำกับ หักเงินสนับสนุนเข้ากระเป๋าหายไป 50 เปอร์เซ็นต์ทุกเดือน

    บรรทัดนี้ผมคิดว่า ตำรวจกับพระอาจคล้ายกันอยู่ประการหนึ่งคือเรื่องเงิน ไม่ใช่ว่าห้ามจับเงินนะครับ

    ที่แต่มีเงินทีไรแล้วมันปั่นป่วนเหลือเกิน (ฮา)

    RELATED ARTICLES
    - Advertisment -

    Most Popular

    Recent Comments