ย้อนอดีตผู้นำตำรวจป่า วิชิต ปักษา

2922

6 พ.ค.63 เป็นวันคล้ายวันสถาปนากองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนปีที่ 67      

ผบช.ตชด.คนปัจจุบันคือพล.ต.ท.วิชิต ปักษา รหัสเรียกขาน ช้างศึก1  เจ้าตัวเป็นคนเงียบๆเรียบง่ายไม่ค่อยชอบออกสื่อ

Policenewsvarieties อาสาพาไปทำความรู้จักชีวิตช้างศึก1คนนี้ ผ่านบทสัมภาษณ์เมื่อครั้งรับตำแหน่ง ผบช.ตชด.ได้สักระยะ และยังไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน

อยากเป็นคนในเครื่องแบบตั้งแต่เด็ก
ประวัติคร่าวๆเป็นคน จ.เพชรบุรี  จบจากโรงเรียนพรหมานุสรณ์   ครอบครัวก็รับราชการ ทางลุง ทางตา เป็นทหาร ตา ก็เหมือนกับช่วงสงครามก็หายไปทางใต้ หายตัวไปเลย  ไม่รู้ว่าเป็นตายยังไง เหมือนสาบสูญ

เราก็เหมือนเป็นเด็กชนบท ชอบอยากจะเป็นนักรบ อยากจะเป็นคนในเครื่องแบบ ตั้งใจจะเป็น ตชด. รู้สึกว่ามันเหมือนกับถูกกับนิสัย ชอบงานแบบนี้

“อาจจะเป็นเด็กต่างจังหวัด ชอบบุก ลุยป่าแถวๆ บ้านก็มีเขา มีทุ่งนา ชอบสมบุกสมบันเหมือนนักรบ ชีวิตก็เลยหันมาทางนี้…”ช้างศึก1ย้อนอดีต

จบปี27ติดยศร.ต.ต.ที่มุกดาหาร
มาเข้าเตรียมทหาร 2 ปี  เข้าโรงเรียนนายร้อยนรต.37  จบครั้งแรกบรรจุเป็น รอง สว.สอบสวน ที่มุกดาหาร ปี 2527 พอทำงานได้ระยะหนึ่ง เหมือนกับผู้บังคับบัญชาให้ลองไปเป็นผู้บริหารหน่วย

ไปเป็นหัวหน้าสถานี สภ.ต.ดงเย็น อ.เมือง จ.มุกดาหาร  แต่อยู่ในเขา ออกจากเมืองไปประมาณ 24-25 กิโลเมตร เขตต่อชานุมาน เขตต่อนิคมคำสร้อย ที่กำลังมีความเคลื่อนไหว ตรงนั้นมันมีอยู่ 2-3 โรงพัก ที่มีปัญหาเรื่อง ผกค. ช่วงนั้น 

แรกๆ ก็ไปจับ การตัดไม้ทำลายป่า มวลชนมาเต็มเลยมาล้อม ไม่ให้ออก กว่าจะคุยจะต้องทำงานมวลชนกันจนต้องยอมรับกติกาเป็นปี

ถูกส่งเป็นหัวหน้าสถานีเดิมที่ถูกเผา
คือยศ ร.ต.ต.ตอนนั้นก็เป็นหัวหน้าสถานีแล้ว  สภ.ต.ดงเย็น เป็นสถานีที่เพิ่งตั้ง เดิมเป็นสถานีเก่า โดน ผกค.เผา แล้วมาตั้งขึ้นใหม่

ตอนนั้นที่มุกดาหาร เริ่มมีการมอบตัว แต่เป็นพื้นที่ที่ยังแดงคล้ายๆ คนยังมีความคิดที่ยังไม่ค่อยฟังเจ้าหน้าที่รัฐเท่าไหร่ เช่น บางทีทำผิดอะไร ก็ใช้กฎหมู่มาล้อมโรงพักประมาณนี้ พอไปอยู่ก็ได้โอกาสใช้งานมวลชน ครองใจคนในพื้นที่ได้

สมัครใจไปเป็นตำรวจป่าช่องโอบก
หลังจากนั้นก็สมัครใจมาอยู่ ตชด. ทีแรกก็คิดว่ามีพี่ๆที่เป็นผู้บังคับบัญชา มาอยู่ ตชด.ก็ต้องอยู่ที่นี่ก่อน จะได้มองภาพกว้าง แล้วค่อยมาอยู่พื้นที่

แต่พอมาเจอผู้บังคับบัญชาอีกส่วนก็บอกว่า เป็น ตชด.ถ้าไม่ได้นำหน่วย ไม่ได้ปกครอง ไม่ได้เป็นผู้หมวด หรือนำหน่วยในสนาม ต่อไปจะปกครองคนยาก เลยสมัครใจ ไปอยู่ ช่องโอบก บ้านกรวด บุรีรัมย์  

เสียงปืนเสียงระเบิดระงมทุกวัน
ช่วงนั้นมันมีสถานการณ์ ก็ได้ทำงาน ได้ดูเส้นทางเข้าตี ผลักดันกำลังที่เขามาวางไว้ตามแนวชายแดน ตอนนั้นเหมือนวัดใจเลยนะ  บรรยากาศตอนนั้นก็มีเสียงปืน มียิงกัน มีการเหยียบกับระเบิดอะไรกันทุกวัน

แล้วเป็นชุดที่เจอกับระเบิดเยอะมาก  ป่าเหมือนเป็นสนามทุ่นระเบิดเลยนะ  ตอนไปก็จะมีกำลังอยู่มาก ทหารก็เอามาจาก ร.พัน 3 ที่นครพนม ระดมมาเหมือนกัน

เป็นหัวหน้าชุดเจาะช่องทางเข้าตี
เพราะตอนนั้นช่องบก ที่อุบลฯ เราสูญเสียเยอะ ที่ช่องบัวบก ก็เลยใช้แนวทางในการแก้ปัญหาเหมือนช่องบก คือไม่ใช้กำลังขนาดใหญ่ จะใช้ชุดปฏิบัติการขนาดเล็ก ชุดละ 18-19 คน ทุกคนฉีดยาได้ ทำงานวิทยุได้ ซุ่มยิงได้ ทำได้ทุกคน คือใครเจ็บปุ๊บ ทดแทนได้ ก็ใช้แบบนี้

พี่ก็โชคดีเป็นหัวหน้าชุดขนาดเล็ก กองร้อยมี 21 ชุด มีอยู่ 4 กองร้อย ที่เข้าไปในพื้นที่ พี่เป็นทั้ง 4 กองร้อยเลย

พาเจาะช่องทางเข้าตี ใช้เวลา 3-4 เดือน กว่าจะเจาะเข้าไปในพื้นที่เขา หลังจากนั้นก็เข้าแผนผลักดัน ก็รบกันอยู่

เจาะหากับระเบิดทั้งฝ่ายเราฝ่ายเขา
การเจาะคือมันเป็นพื้นที่ซึ่งเราไม่รู้ว่ามันมีทุ่นระเบิด มีเยอะ ตอนนั้นมันจะมีที่เรียกว่า แผนเค 5 ของฝ่ายนู้น  จะทำสนามทุ่น โดยใช้เป็นแนวรั้ว กว่าจะเจาะผ่านสนามทุ่นแต่ละที่ มันจะใช้ประมาณ 5-10 เมตร เขาจะวางไว้ เราก็ไม่รู้ว่าพื้นที่ไหน

เพราะพวกนั้นพอมาตั้งฐานหรือทำงานปุ๊บ มันก็วางๆ  ทุกวันนี้ก็ยังไม่หมด วางไว้แล้วก็ลืม พอตัวเองถูกตี ก็ทิ้งไป เราก็ไปใช้เวลาเจาะ หมายความว่า ต้องเปิดช่องทางที่จะเข้าไป หมายความว่าพื้นที่ที่เราเจาะ วิ่งได้

ใช้มีดค่อยๆแซะกลัวอีกฝ่ายได้ยิน
คือตอนนั้นเราก็ต้องมองก่อน ต้องเฉือน เพราะถ้าเราเหยียบตรงๆ น้ำหนักจะลงตรงๆ ต้องแซะเฉียงๆ พอเจอกับระเบิดที่ฝังดินอยู่ มันจะดังแก๊ก ต้องค่อยๆเปิด จะมีชุดพลระเบิดทำลายอยู่ในทีม เราคอยควบคุม

เพราะจริงๆ แล้วในพื้นที่ ไม่ใช่ว่าเราเห็นโล่งๆ จริงๆ มันมีใบไม้ทับถม ขนาดเอามือค่อยๆจับ ยังดังแกร็กๆ มันดังขนาดนั้น  ต้องค่อยๆเปิด เพราะกลัวอีกฝ่ายจะได้ยิน 

สักระยะหนึ่งต้องทำหลุมกว้างประมาณ1เมตร เขาเรียกเบิร์นหลุม สำหรับเวลาเราเข้าไปแล้วเกิดปะทะ หรือโดนปืนใหญ่ เราก็ลงไปได้ เพื่อป้องกัน จะทำเป็นชั้นๆ

เนิน462เนินที่มองไม่เห็นฟ้า               
ในป่านี่เรามองขึ้นไป เห็นแต่ใบไม้ ฟ้านี่จะมองไม่เห็น  เขาเรียกว่าเนิน 462  เป็นเนินที่มองขึ้นไปไม่เห็นฟ้า แม้แต่เนินจุดตรวจการณ์ที่เรามอง เพราะช่องบัวบก เราอยู่ที่สูงก็จะมองไป พอเราลงไปข้างล่างปุ๊บ เรามองขึ้นมาข้างบน มองไม่เห็น

ต้องใช้วิธีปีนต้นไม้ขึ้นไปมอง แล้วมาร์คตัวเองไว้อยู่ตรงไหน เวลาเกิดเหตุอะไร ข้างบนจะได้มาช่วย แล้วก็ไม่ยิงกันเอง บอกพิกัด

ระยะ4-5ม. แซะเจอ30-40ลูก
พอเจาะได้ระยะหนึ่ง ไปเจอเส้นทางลาดตระเวน  กว้างประมาณสัก 5-6 เมตร ไม่มีใบไม้เลย มองไปสุดลูกหูลูกตา เหมือนเป็นที่ที่รถวิ่งได้ เป็นแนวลาดตระเวนของเขา 

แล้วก่อนถึงตรงนั้น มันมีทุ่นระเบิดเต็มไปหมด บางทีระยะทางแค่ประมาณ 4-5 เมตร  เจอ 2 ข้างทาง นี่ 30-40 ลูก ก็ค่อยๆไป ไปเร็วไม่ได้
              
ระยะไม่กี่กิโล ใช้เวลาถึง3เดือน
วันหนึ่งได้สัก 40 เมตร หรือ 50 เมตรต้องใจเย็นๆ  คิดดู ใช้เวลา 3 เดือน กว่าจะเข้าไปได้ เราไปเราก็ต้องระวังด้วย  ต้องมีชุดคอยระวัง  หลังจากนั้นเสร็จปุ๊บก็วางกำลังป้องกัน แล้วมีแผนเข้าผลักดัน ชุดเข้าตีก็เข้าตี เราก็ระวังการตีโอบ

จนวันหนึ่งก็พอฐานแตกปุ๊บ เขาก็ถอยร่นไป ซึ่งจริงๆ ฐานปฏิบัติการเดิมก็เป็นของฝ่ายเรา  มันยึดไป แล้วเราก็ทำไว้ท่อนไม้ขนาดนี้ ปรส.ยิงเข้ามาไม่เป็นไร มันยืนยิ้ม แบบลิงหลอกเจ้า
               
4ปีวนอยู่แถวกาบเชิงบ้านกรวด
มันก็เห็นๆ นี่แหละ ยืนมองส่องมาจากที่สูง ส่องกล้องดู เราอยู่สูง พื้นที่เราเป็นเนิน มันไปสูงโดยไม่รู้ตัว ค่อยๆ ไต่ไป พออยู่สูงที่เขาเรียกเขมรต่ำ เหมือนเขาพระวิหาร ที่พอไปสุดปุ๊บ มันจะดิ่งลงดินอย่างนี้เลย บางที่ขึ้นได้ บางที่ขึ้นไม่ได้

จบตอนนั้นเป็นช่วงที่เหมือนว่า เขมร 3 ฝ่ายก็แตก ก็ไปอยู่แถวกาบเชิง เดี๋ยวนี้เป็นเฉลิมพระเกียรติแล้ว มีแยกกันออกมา ก็อยู่ตรงนั้น 4 ปี อยู่วนอยู่ตรงนั้น
               
ขึ้นงาน 5 คุมงานโรงเรียนตชด.
พอดีได้มีโอกาสขึ้น เป็นหัวหน้าแผนก 5 ที่กก.ตชด.21 สุรินทร์  รับผิดชอบงานโรงเรียนคุม 4 จังหวัด  มีพื้นที่ของสุรินทร์ บุรีรัมย์ อีสานใต้ ที่มีโรงเรียนตชด.

เราก็ทำงานจนมาอยู่ภาค รับผิดชอบโรงเรียน ตชด.ภาค 2 ก็อยู่ ยังเป็นหัวหน้าแผนก 5 อยู่  ก็คืองานรับผิดชอบงานโรงเรียนก็คิดว่า ต่อไปงานโรงเรียนจะได้ช่วยเหลือเด็ก
         
2นายเก่าดึงไปทำงานกองปราบฯ
คุมโรงเรียน คุมงานมวลชนทั้งหมด มันจะมีงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยภัยต่างๆ งานลูกเสือชาวบ้านสมัยก่อน งานมวลชนทั้งหมดของ ตชด. จากนั้นมีนายชวนให้ไปอยู่ที่กองปราบ

ก็มีนายเก่าๆทั้งนายอดุลย์ นายเสรีฯ คือ สมัยตอนที่ลงมุกดาหาร แกเป็น ผกก. นายเสรีฯ เห็นเราทำงาน พอย้ายไป ก็สมัครใจไปอยู่ นายอดุลย์ ก็ชวนมาอยู่ ตชด.เราก็มาอยู่ มาเติบโตที่นี่
              
ลงสมรภูมิชายแดนใต้ตั้งแต่ปี47
หลังจากเป็นหัวหน้าแผนก 5 กก.ตชด.21 ก็ไปอยู่กองปราบ นายวงกตให้ไปรับผิดชอบสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ไปเริ่มชุดแรกเลย เมื่อปี 2547 ตอนนั้นตำแหน่ง ผกก.

แต่ความจริงไปตั้งแต่เป็นรอง ผกก.4 ป.  ตอนนั้นเป็น ผกก.ยุทธการก่อน จากรอง ผกก.4ป. แล้วขึ้น ผกก.ฝ่ายอำนวยการ 2 บก.อก. บช.ก.ก็ลงใต้เลย เป็นงานยุทธการ  สรุปแล้วอยู่ใต้ทั้งหมดประมาณ 10 ปี หรือ 11 ปี

อยู่ ป.-ทล.กลับใต้สวมชุดเขียวต่อ
แต่ก็มีเว้นอยู่ช่วงหนึ่ง กลับมาทำงานที่กองปราบ  เป็น ผกก.2 คุมภาค 1-2 ได้ปีกว่าๆ เสร็จแล้วไปทางหลวงอยู่ 6 เดือน ทางหลวง 4 พี่เขาก็โทร.มาจากใต้ บอกให้ไปช่วยกันหน่อย ก็กลับไปอยู่ใต้อีก เป็นตั้งแต่รองผบก.ตชด.4  คุม นปพ. คุม ตชด. 

ตอนหลังนายเขาดูแล้วเห็นว่าเราเหมาะสม รู้สึกว่าชีวิตมันวนอยู่กับสถานการณ์ ก็ให้ไปอยู่ภาค 4 เป็นผู้การ ใช้ชีวิตเป็น ตชด.แทบจะตลอด มีช่วงหนึ่งที่มาอยู่กองปราบ แล้วกลับมาใช้ชีวิตทางใต้ก็มาอยู่ ตชด.อีกรอบ

ให้คำแนะนำแนวทางยุทธวิธี
ตอนที่ไปอยู่กองปราบ ได้มีโอกาสเรียนรู้ ได้ใช้ชีวิตแบบนักสืบ เรียนรู้อีกหน้างานที่กองปราบ ก็ได้ใช้งานด้านยุทธวิธีที่ภาคใต้ ทีนี้ช่วงแรกมันจะมีปัญหาก็คือ คนที่จะมีความรู้เรื่องยุทธวิธี ให้คำแนะนำกำลังในการปฏิบัติทางยุทธวิธี

เหมือนกับการเขาเรียกว่าให้แนวทางในการปฏิบัติ การป้องกัน การดูแลการลาดตระเวน ยังไม่มีเท่าไหร่ มันไม่มีคน นายก็เลยให้ไปทำ

ร่วมกับสมศักดิ์ จันทะพิงค์วางระบบ
เราก็เติบโตมาทางนี้ และเคยทำงานด้านยุทธวิธีมา เคยเป็นหัวหน้าชุดปฏิบัติการก็เลยมาตรงนี้ มาถ่ายทอด ทำบทเรียน ทำอะไรอยู่ที่โน่น

แล้วตอนนั้นก็มีพี่ศักดิ์-สมศักดิ์ จันทะพิงค์ อยู่ด้วย ก็ทำงานด้วยกัน เราก็แนะนำแนวทางการปฏิบัติให้ตำรวจพื้นที่ ทั้งภูธร  เราเป็นชุดแรกเลยที่เริ่มเขียนเหมือนไปวางระบบให้เขา

ขึ้นผู้การตชด.ภาค4 ปักหลักยะลา
พอเป็นผู้การภาค 4 นายก็บอกว่าให้ไปอยู่ในยะลา ไม่ให้ไปอยู่สงขลา ผู้การภาค 4 ปกติอยู่สงขลา แกบอกว่าไม่ต้อง ให้ไปโน่นเลยอยู่ยะลา ก็เลยไปคุมกำลังในภาคสนาม  ดูแลอยู่ 3 ปี ก่อนย้ายมาเป็นผู้การภาค 1  ขึ้น รอง ผบช. แล้วเป็น ผบช.สง.ผบ.ตร.เมื่อปี61 กระท่ังกลับมาเป็นผบช.ตชด.ถึงปัจจุบัน
 
งานตชด.ใช้งานมวลชนเข้านำ
การทำงานของตชด. ไม่ใช่ว่าเป็นหน่วยรบอย่างเดียว แต่เราใช้มวลชนนำการทหาร เอางานมวลชนเข้านำ คือเราไปอยู่ คนในพื้นที่เราก็ต้องไปหา ไปอยู่ที่ไหน ส่วนใหญ่ชาวบ้านเขาก็ไม่ค่อยอยากให้ไป พอจะย้ายก็ขอต่อ เราก็อยู่

ก็คือเขาเชื่อมั่นแล้ว คุยกันรู้เรื่องแล้ว ว่าอันนี้เป็นยังไง นิสัยใจคอ เขาก็เลยไม่อยากให้ไป เขาไม่อยากเริ่มต้นใหม่ เขาเบื่อการเริ่มต้น เพราะเป็นเรื่องของความไว้วางใจ

นี่คือเสี้ยวหนึ่งของชีวิตช้างศึก 1 พล.ต.ท.วิชิต ปักษา ลูกหม้อ ตชด.อีกคนหนึ่งครับ

กากีกลาย9/5/63