191กวาดล้างยานรก-ฝึกรับมือเหตุร้าย

483

191 แกะรอยใช้หลากเทคนิคกวาดล้างยาเสพติดในชุมชน – อบรมตำรวจป้องกันเหตุกราดยิงบ้าคลั่ง

หลากหลายวิธีการของตำรวจสายตรวจ 191 ในเมืองหลวงถูกนำมาใช้ในการจับกุมยาเสพติดในชุมชน

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ชุดสืบสวนของตำรวจนครบาลสืบสวนจับกุมยาบ้า ไอซ์ และกัญชาได้จำนวนมาก ทำให้รู้ว่าในชุมชนต่างๆในพื้นที่กรุงเทพฯยังมีความต้องการยาเสพติดอยู่อย่างไม่ขาดสาย

ปฏิบัติการตระเวนตรวจค้นชุมชนต้องสงสัยจึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลานี้ มีอย่างน้อย 19 ชุมชนถูกตำรวจเข้าทลายไปแล้ว

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา พล.ต.ต.สำราญ นวลมา ผู้บังคับการตำรวจสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (บก.สปพ.) กองบัญชาการตำรวจนครบาล หรือตำรวจ 191

สั่งการ พ.ต.อ.ปิยรัช สุภารัตน์ ผู้กำกับการงานสายตรวจ บก.สปพ. พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจปิดล้อมตรวจค้นแหล่งชุมชนในกรุงเทพฯ 19 แห่ง

หลังรับแจ้งจากสายลับ มีการแพร่ระบาดของยาเสพติดอย่างเป็นล่ำเป็นสัน เช่น ชุมชนย่านมีนบุรี หนองจอก สายไหม บางกะปิ รามคำแหง บางขุนเทียน บางกอกน้อย ลาดพร้าว และพหลโยธิน เป็นต้น

ผลการปิดล้อมตรวจค้นสามารถตรวจยึดยาบ้าได้ 80 เม็ด ยาไอซ์ 46.69 กรัม ยาเคตามีน 6.06 กรัม อาวุธปืนยาว 1 กระบอก กระสุนปืนลูกซอง 50 นัด ปืนปากกาไทยประดิษฐ์ 1 กระบอก และจับกุมผู้ต้องหาเสพยาเสพติด 13 คน

การตรวจค้นชุมชนเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมานั้นสืบเนื่องจากในรอบครึ่งปีที่ผ่านมาตำรวจ 191 สามารถสืบสวนจับกุมยาเสพติดไว้ได้จำนวนมากอย่างต่อเนื่อง

มีรายใหญ่ๆ คือ เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมจับกุมผู้ค้ายาบ้ารายใหญ่ 3 ราย ได้ผู้ต้องหารวม 11 คน ได้ยาบ้ากว่า 6 ล้านเม็ด

ต่อมาวันที่ 14 กรกฎาคม จับกุมยาบ้าได้อีกรวม 6.5 ล้านเม็ด ยาไอซ์ 600 กิโลกรัม เฮโรอีน 44 แท่งรวมหนัก 15.4 กิโลกรัม และยาเคตามีน 41 กิโลกรัม

ได้ผู้ต้องหารวม 8 คน และยังมีผู้ต้องหาบางส่วนที่ทิ้งรถที่ขนยาเสพติดไว้ก่อนที่จะวิ่งหลบหนีการจับกุมไปได้

นอกจากนี้ยังมีการจับกุมยาบ้าที่ส่งผ่านทางไปรษณีย์ได้อีกจำนวนมาก

จากการสืบสวนขยายผลทราบว่ายาบ้าทั้งหมดส่วนใหญ่จะส่งลงไปทางภาคใต้เพื่อออกนอกประเทศ

แต่ส่วนหนึ่งถูกแบ่งจำหน่ายให้กับผู้ค้ารายย่อยที่อยู่ในกรุงเทพฯนำไปขายในชุมชนหนาแน่น การปฏิบัติการปิดล้อมชุมชนจึงเริ่มขึ้น

ด้านพ.ต.อ.ปิยรัช สุภารัตน์ ผู้กำกับการงานสายตรวจ ตำรวจ 191 เปิดเผยให้รู้ว่า การที่ตำรวจ 191 หันไปให้ความสนใจกับการจับกุมยาเสพติดมากขึ้น เนื่องจากภัยของยาเสพติดที่ไม่ใช่แค่ใครคนใดคนหนึ่ง

แต่เป็นปัญหาสังคม หากระบาดลงไปสู่ชุมชน มันจะกระทบต่อหลายๆครอบครัว และถ้ากระทบปัญหาครอบครัวก็นำพาไปกระทบต่อสังคม

เป็นต้นเหตุของการเกิดอาชญากรรม ทำให้ตำรวจทำงานยากต้องไปตามแก้ไข แม้ว่างานหลักของตำรวจสายตรวจคืองานป้องกัน แต่ก็ต้องทำงานปราบปรามควบคู่กันไปด้วยทั้งก่อนเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุ

“ก่อนเกิดเหตุก็คือเป็นการป้องกันปราบปรามไม่ให้เกิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องยาเสพติดหรือว่าอาชญากรรมภัยต่างๆ ที่มันจะเกิดขึ้น ก็เลยเป็นแนวทางที่ว่า ทำไมเราถึงมาแก้ปัญหาเรื่องยาเสพติด

ถ้าพูดตามตรงก็คือว่า ตำรวจปราบปรามยาเสพติด เขาก็จัดการปัญหารอบนอก แต่พื้นที่นครบาล เราก็มาดูแล ไม่ให้ยาเสพติดเข้าไปสู่ชุมชน

เราสกัดกั้นคือรอบกรุงเทพฯดำเนินการไม่ให้เข้ามาในเมืองหลวงของเรา เพื่อไม่ให้ส่งไปทางใต้ด้วย ถ้าปัญหายาเสพติดมันลงไปสู่ชุมชน มันจะเป็นปัญหาครอบครัว

ถ้ามันเกิดกับครอบครัวไหน ครอบครัวนั้นก็ได้รับความเดือดร้อน เป็นต้นเหตุของอาชญากรรมตามมา ไม่ว่าจะเป็นลักทรัพย์ วิ่งราว ชิงทรัพย์ ไปจนถึงปล้นทรัพย์”

พ.ต.อ.ปิยรัช กล่าวถึงสาเหตุที่ต้องส่งตำรวจ 191 เข้าไปในชุมชนมากขึ้นในช่วงนี้โดยเน้นไปที่ชุมชนแออัดในเมืองหลวง เช่น ย่านลาดกระบัง ร่มเก้า มีนบุรี โชคชัย 4 บางบอน บางขุนเทียน เป็นต้น

พ.ต.อ.ปิยรัช เล่าให้ฟังต่อว่า การจับยาเสพติดในชุมชนไม่ใช่เรื่องง่ายและมีหลากหลายเทคนิควิธีการที่จะเข้าไปจับกุม

ใช้วิธีทั้งทางเทคโนโลยีแกะรอยโทรศัพท์และแกะรอยบัญชีธนาคาร ที่นักสืบเมืองไทยเรียกว่าการแกะรอยทางอากาศ และการเดินดิน คือ ใช้วิชาสืบสวนเดินหาข่าวแบบโบราณ

เช่น การปลอมตัว ลงไปอยู่กับชาวบ้านในชุมชนเป็นต้น การสืบสวนจึงมีหลากหลายรูปแบบในการสืบสวน

ที่ยากคือการตรวจสอบการเดินบัญชีซึ่งจะเชื่อมโยงกับผู้ต้องหาหรือขบวนการที่ลอบค้ายาเสพติด บางครั้งตรวจสอบแล้วสามารถโยงข้อมูลไปถึงประเทศเพื่อนบ้าน

อย่างไรก็ตาม การแกะรอยไม่มีรูปแบบที่ตายตัวขึ้นอยู่กับแต่ละเคสแล้วก็เอามารวมกัน เพื่อดูว่าแต่ละแก๊งว่ามีความเชื่อมโยงกันหรือไม่

ก่อนจะนำข้อมูลทั้งหมดไปลงถังเก็บข้อมูลไว้และวิเคราะห์ผ่านโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่ควบคุมโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายไอทีซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ที่เชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะ

“ยังมีชุมชนอีกหลายที่ ที่เราต้องทำต่อเนื่อง ชุมชนคลองเตยก็ยังเป็นเป้าหมายอยู่

ส่วนเป้าหมายที่เราเลือกไปค้นนั้นมาจากเรื่องร้องเรียน จากศูนย์รับแจ้งเหตุเรื่องร้องเรียน 191 แล้วก็ข้อมูลของ ป.ป.ส. มาตรวจสอบด้วย

เราอาจจะต้องมีการฝังตัว มีการข่าว มีสายลับคอยรายงาน และยังมีเทคนิคมีรูปแบบที่เป็นวิธีการของตำรวจในการสืบหา

ตัวผู้ค้า ผู้เสพ บางทีก็ปรับเปลี่ยนวิธีการรูปแบบ ไปได้เรื่อยๆ เพื่อตบตาเจ้าหน้าที่ อย่างล่าสุดผู้ต้องหาผู้หญิงจะใส่ชุดรัดรูป แต่ว่าซ่อนยาเสพติดมาในชุดที่ตัดเย็บเป็นพิเศษเพื่อนำยามาขายในชุมชน

พอเจ้าหน้าที่เห็นว่าเป็นผู้หญิงหรือว่าเป็นสาวประเภทสอง ก็ไม่กล้าตรวจค้น ทำให้ยาหลุดรอดด่านตรวจไปได้” ” พ.ต.อ.ปิยรัช กล่าว

เขาบอกว่า สิ่งที่น่ากังวลมากที่สุดในการปราบปรามยาเสพติดในชุมชน คือ เราอยากให้ประชาชนได้ตระหนักได้บอกกล่าว ให้พูด ให้กล้าที่จะออกมาบอกข่าวสารเพราะในชุมชนรู้อยู่แล้วว่าบ้านไหนพัวพันกับยาเสพติด

แต่ว่าส่วนใหญ่ชาวบ้านไม่กล้าให้ข้อมูลกับตำรวจเพราะกลัวอันตราย หรือไม่ก็เป็นเครือญาติพี่น้อง

หรือแม้กระทั่งคิดว่าธุระไม่ใช่จึงปล่อยเลยตามเลย เมื่อไม่กล้าแจ้งเบาะแสตำรวจก็ทำงานไม่ได้

อยากจะให้ชาวบ้านคิดว่าปัญหายาเสพติดมันเป็นปัญหาใหญ่ ปัญหาหลักปัญหาของสังคม เพื่อประโยชน์ของสังคมก็ควรที่จะออกมาแจ้งข้อมูล แจ้งให้เจ้าหน้าที่ทั้งสถานีตำรวจ หรือโรงพัก หรือว่าจะเป็นชุดสืบ หรือสายด่วน 191 ก็ได้

พ.ต.อ.ปิยรัช กล่าวด้วยว่า ยังให้ความสำคัญกับการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ตำรวจ เนื่องจากผู้ที่ใช้ยาเสพติดมีแนวโน้มที่ก่ออาชญากรรมรุนแรง หรือก่ออาชญากรรมด้วยความบ้าคลั่ง เหมือนในฝรั่งที่มีอาการทางจิต

คือการฝึกหลักสูตร Active Shooter Incident Management หรือ Asim คือ การบริหารเหตุการณ์เกี่ยวกับกรณีคนร้ายใช้อาวุธยิงกราดเข้าสู่ประชาชนอย่างไรเหตุผล

ไม่ว่าจะเกิดจากอาการทางจิตหรือฤทธิ์ของยาเสพติด เป็นหลักสูตรที่ตนไปฝึกอบรมมาจากสหรัฐอเมริกาจากนั้น

บช.น.นำมาปรับปรุงหลักสูตรให้เหมาะกับตำรวจบ้านเรา ขณะนี้ตนทำหน้าที่เป็นครูฝึกร่วมกับน้องๆที่เคยไปฝึกด้วยกันมา ถ่ายทอดให้กับตำรวจ 191 และตำรวจโรงพัก

หมุนเวียนกันไปรอบละ 25 นาย เพื่อนำไปปฏิบัติหากเจอกับเหตุการณ์ลักษณะนี้ในพื้นที่ นับเป็นยุทธวิธีที่เป็นรูปแบบใหม่และเป็นสากล

สายตรวจมีความสำคัญ เพราะเป็นผู้เผชิญเหตุคนแรก แต่ถ้าไปถึงที่เกิดเหตุแล้วทำอะไรไม่ได้ แก้ไขเหตุวิกฤตตรงนั้นไม่ได้ มามัวรอ คิดแต่จะพึ่งหน่วยสวาท อย่างนี้มันก็ไม่ทัน

ก่อนหน้านี้เราถูกฝึกมาว่าต้องรอกำลังเสริม รอหน่วยสวาท บางสถานการณ์มันไม่ทัน เพราะเวลาสำคัญกับชีวิต

ยกตัวอย่างการยิงของคนร้าย 1 แมกกาซีนมีกระสุนประมาณ 15 นัด ใช้เวลาเพียงแค่ไม่ถึง 30 วินาที แป็ปเดียวก็หมดแม็กแล้ว ขึ้นอยู่กับว่าเอากระสุนมาจำนวนเท่าไหร่

ถ้าเกิดว่าตำรวจแก้ไขวิกฤตนั้นช้า เวลาที่ล่วงเลยไปก็อาจจะทำให้มีผู้สูญเสียบาดเจ็บล้มตายเพิ่มมากขึ้น

เพราะฉะนั้นเวลากับชีวิตมันแปรผันตรงกัน ยิ่งตำรวจเข้าแก้ไขสถานการณ์ได้เร็ว ก็จะสามารถช่วยชีวิตคนได้มากเท่านั้น” พ.ต.อ.ปิยรัช กล่าว

เขากล่าวต่อว่า นโยบายของผู้บัญชาการตำรวจนครบาลตอนนี้ คือส่งให้ตำรวจสายตรวจทุกๆ สถานีตำรวจในนครบาลทั้ง 88 โรงพักหมุนเวียนมาฝึกที่ 191 เพื่อจะได้ประเมินสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วเมื่อประสบเหตุในลักษณะนี้

เช่น จะได้รู้ว่าต้องจอดรถสายตรวจตรงไหน เคลื่อนที่ตรงไหนตามยุทธวิธี ที่สำคัญคือตำรวจเราจะสื่อสารกันยังไงเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ยิงกันเอง

ในปัจจุบันเราจะพบในต่างประเทศเกี่ยวกับเหตุการณ์ฆ่าโดยไร้เหตุโกรธเคืองเป็นส่วนตัวทั้งมาจากสภาพจิตและสาเหตุที่คลั่งยาเสพติด รวมถึงก่อการร้าย

ถือเป็นสถานการณ์ร้ายแรงเร่งด่วน ที่เจ้าหน้าที่ต้องเข้าระงับเหตุให้ทันเพื่อหยุดยั้งการเข่นฆ่าชีวิต และลดความสูญเสียให้เร็วที่สุด

เจ้าหน้าที่ควรมีทักษะการรับมือต่อสถานการณ์เหล่านี้ จำเป็นที่จะเรียนรู้ทักษะเหล่านี้โดยตรงเพื่อแก้ปัญหาได้ทันท่วงทีด้วย

CR. Crime Track / Wassayos Ngamkham Bangkokpost newspaper 9/9/2019