หนึ่งในข้อสังเกตถึงภาพยนตร์ที่มีพล็อทเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ การลักพาตัวข้ามชาติ ซึ่งจะเห็นว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มักถูกเลือกให้เป็นฉากหลังของเรื่องราวบ่อยครั้ง
อาจด้วยภูมิภาคนี้เผชิญกับความท้าทายเรื่องการลักพาตัวข้ามพรมแดน เครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อยู่บ่อยครั้งตามหน้าข่าว
สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือภูมิภาคแถบนี้มีแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงาม ย่านสถานบันเทิงแสงสีจัดจ้าน
แต่ก็ยังมีมุมมืด มีสลัม มีตรอกซอกซอยแออัด เอื้อต่อการหลบซ่อนนรกที่โหดร้าย และพล็อททำนองนี้ก็มักโชว์เรื่องการคอร์รัปชัน หรือการที่ข้าราชการ รวมถึงเจ้าพนักงานท้องถิ่นของรัฐ ละเลยหน้าที่ ยอมตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของมาเฟีย
ยิ่งสะท้อนให้เห็นความเปราะบางทางกฎหมาย
มองในมุมกลับกัน พล็อทแนวนี้ก็กลายเป็นดาบสองคม เพราะมันมักจะสร้างภาพจำด้านลบให้กับภูมิภาคนี้ในสายตาชาวโลกอยู่บ่อย ๆ
แต่ถึงกระนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายประเทศในอาเซียนเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมในการถ่ายทำภาพยนตร์และซีรีส์ระดับโลก นโยบายจูงใจด้านอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของรัฐบาลแต่ประเทศในแถบนี้ก็ทำให้ต่างชาติมองว่ามีความคุ้มค่าในเรื่องของค่าใช้จ่าย
แถมทีมงานสร้าง คิวบู๊ และสตั๊นท์แมน ก็มีฝีมือระดับท็อปของโลก มีดารานักบู๊ระดับไอคอนอย่าง จา พนม, จีจ้า ญาณิน หรือ โจ ทาสลิม ดารานักบู๊สายศิลปะการต่อสู้คนดังจากอินโดนีเซีย เป็นต้น
อย่าง จา พนม ใน Skin Trade (2014) ก็รับบทตำรวจไทยฝีมือดี แท็กทีมกับตำรวจอเมริกันบุกทลายซ่องและรังของพวกแก๊งค้ามนุษย์ในกรุงเทพฯใน Striking Rescue (2024)
เขารับบทนักมวยไทยฝีมือฉกาจที่ลุกขึ้นมาล้างแค้นแก๊งอาชญากรข้ามชาติ หลังจากที่ภรรยาและลูกสาวถูกฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยม
ส่วน จีจ้า ญาณิน ก็ยกเป็นนักบู๊หญิงระดับตำนานของไทย จากผลงานภาพยนตร์เรื่อง “ช็อคโกแลต” (2008) ที่สร้างชื่อเสียงให้เธอในบทสาวออทิสติกที่มีความสามารถด้านการจำและเลียนแบบศิลปะการต่อสู้,
“ดื้อ สวย ดุ” (2009) รับบทสาวนักสู้ที่ต้องร่วมมือกับแก๊งอันธพาลเพื่อต่อสู้กับองค์กรลักพาตัว,
“ต้มยำกุ้ง 2” (2013) เรื่องราวของหนุ่มตามหาช้างแสนรักที่ถูกลักลอบนำไปใช้เป็นเครื่องมือขององค์กรลักลอบฆ่าสัตว์ข้ามชาติ และ “จั๊กกะแหล๋น” (2011) งานในแบบแอ็คชั่น-คอมีดี้
ด้าน โจ ทาสลิม ก็เคยร่วมแสดงใน The Raid: Redemption (2011)ภาพยนตร์แอ็คชันสัญชาติอินโดนีเซีย, Mortal Kombat (2021), Mortal Kombat 2 (2025), Star Trek Beyond (2016) และ Fast & Furious 6 (2013)

ล่าสุด จีจ้า ญาณิน และ โจ ทาสลิม ก็โคจรมาเจอกันใน The Furious – “คนเดือดระห่ำ”
ผลงานกำกับของ เคนจิ ทานิกากิ ผู้กำกับคิวบู๊และสตันท์แมนชาวญี่ปุ่นชื่อดังระดับโลก
https://www.youtube.com/watch?v=Ngmdt0-OJHU
จีจ้า รับบท มาเทีย นักข่าวสาวที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยขณะเข้าไปสืบเรื่องแก๊งค้ามนุษย์ ทำให้ นาวิน (โจ ทาสลิม) นักข่าวสายเหยี่ยวที่เป็นคนรักของเธอต้องออกสืบเสาะตามหาเธออย่างไม่ลดละ
แต่ The Furious มีตัวละครที่เป็นแกนหลักของเรื่องก็คือ หวังเว่ย รับบทโดย เซี่ยเมี่ยว เป็นนักแสดงและนักศิลปะการต่อสู้ชาวจีน
เขาเป็นดาราเด็กที่โด่งดังช่วงยุค 1990 จากบทบาทลูกชายของ เจ็ท ลี ในหนังเรื่อง The New Legend of Shaolin (1994)
พล็อทเรื่องใน The Furious เริ่มจาก หวังเว่ย ช่างซ่อมบำรุงหนุ่มใบ้ ออกตามหาลูกสาวที่ถูกแก๊งค้ามุษย์จับตัวไป และบังเอิญไปพบกับ นาวิน ที่กำลังสืบเรื่องของแฟนสาว
เมื่อแน่ชัดว่าเรื่องของทั้งคู่เกี่ยวข้องกับแก๊งมาเฟียเดียวกัน พวกเขาก็จับมือออกไปบู๊ระห่ำกับทุกคนที่ขวางหน้า
The Furious มีเนื้อเรื่องที่กระชับ ไม่มีอะไรซับซ้อนซ่อนเงื่อน ฝ่ายดี ฝ่ายร้าย ชัดเจน
หรือแม้แต่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ที่เครื่องแบบสวมใส่นั้น คือการประกาศความเป็นฝ่ายธรรมะ แต่บางคนก็เลือกไปเป็นฝ่ายอธรรม สิ่งนี้ก็ชัดเจนไม่ต้องมีอะไรลับ ลวง พราง

แต่ถึงกระนั้น หนังยังให้ทางสว่างกับวงการสีกากีอยู่บ้าง ก็ตรงที่ตำรวจน้ำดียังมีให้ประชาชนพึ่งพา แม้ว่าตำรวจชั้นผู้ใหญ่บางคนจะสวามิภักดิ์ต่อเงินตราและอำนาจของแก๊งอาชญากรที่มีฉากหน้าเป็นมหาเศรษฐี
ถือว่า The Furious บรรลุเป้าหมายในการโชว์ศิลปะการต่อสู้ที่ดุเดือด หนังก็ปล่อยซีนนี้แบบยาว ๆ สะใจคอหนังบู๊ ผู้ชมได้เห็นท่วงท่าที่ผ่านการออกแบบท่าทางอย่างซับซ้อน มีฉากผาดโผนที่ชวนตื่นเต้นระทึกใจ ยิ่งเรื่องราวมีเด็ก ๆ เข้ามาเป็นส่วนประกอบ ก็จะเพิ่มอารมณ์ชวนลุ้นชวนเอาใจช่วยอยู่มาก
ที่ปลอดโปร่งโล่งใจก็คือ หนังไม่ปล่อยให้ผู้คนธรรมดาต้องหมดหวังกับผู้บังคับใช้กฎหมาย และยังชี้ให้เห็นว่ากฎแห่งกรรมทำงานเสมอ
สุดท้ายแล้วธรรมะย่อมชนะอธรรม ก็ต่อเมื่อคนดีแสดงความกล้าหาญ
Blue Bird23/6/69


























