“ป้องราษฎร์ ปราบภัย หัวใจคือประชาชน”

นโยบายพล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รองผบ.ตร.(ปป.)

จากความผันผวนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสภาพเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และเทคโนโลยีในปัจจุบัน ชนิดก้าวกระโดด ส่งผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต่อการรับมือกับปัญหาต่างๆ ที่ซับซ้อน และทวีความรุนแรงขึ้น

ปัญหาอาชญากรรม นับเป็นปัญหาสำคัญ ที่กระทบต่อความสงบสุขของประชาชน ในวงกว้าง ก่อให้เกิดความเสียหายมหาศาลต่อทางเศรษฐกิจ กระทบต่อความสงบเรียบร้อย และความมั่นคงของชาติ โดยส่วนรวม 

งบประมาณปี 2565 ประเทศไทย ต้องเผชิญกับปัญหาอาชญากรรม ถึง 8016,000 คดี มีผู้กระทำความผิดมากถึง 688,000 คน อีกทั้งยังมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบการกระทำผิดไปจากเดิม และมีการรับแจ้งคดีอาชญากรรทางเทคโนโลยี กว่า 90,000 คดี

สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 3 พันล้านบาท ผู้ร่วมกระทำความผิดมีลักษณะเป็นองค์กร และก่ออาชญากรรมในรูปแบบไร้พรมแดน 

อีกทั้งยังทวีความรุนแรงของการก่อเหตุขึ้น  มีข้าราชการตำรวจเสียชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่ในปีที่ผ่านมา ถึง 29 นาย

จำเป็นอย่างยิ่ง ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และข้าราชการตำรวจ ทั้ง 220,000 นาย จะต้องเร่งยกระดับขีดความสามารถในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมในทุกมิติ มุ่งมั่นทำหน้าที่ปกป้องดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน อย่างสุดกำลังความสามารถ 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ขับเคลื่อนภารกิจงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรม ประจำปีงบประมาณ 2566  มอบหมายให้ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รอง ผบ.ตร.เป็นหัวหน้ารับผิดชอบ  มีผู้ช่วย ผบ.ตร.ที่ได้รับมอบหมาย เป็นผู้ช่วย  ยึดหลักยุทธศาสตร์ นโยบายของรัฐบาล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นแนวทางในการดำเนินงาน ภายใต้แผน ป้องราษฎร์ ปราบภัย หัวใจคือประชาชน  

พร้อมทั้งกำหนดมาตรการขับเคลื่อนมาตรการงานป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ไว้ 5 ด้าน ดังนี้

1.ป้องกันเชิงรุก มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยี เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันเหตุ โดยการวิเคราะห์ข้อมูลอาชญากรรมในทุกระดับ วางแผนและจัดสายตรวจให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ ควบคู่ไปกับการพัฒนาฐานข้อมูล จัดเก็บข้อมูลท้องถิ่น เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในทุกมิติ

เดินหน้าจัดระเบียบสังคม เข้มงวดกวดขันอบายมุขในพื้นที่อย่างจริงจัง พร้อมกับสร้างองค์ความรู้ให้กับประชาชน ในการป้องกัน ปราบปรามอาชญากรรม อย่างยั่งยืน ประชาชนรู้สึกหวาดกลัวภัยอาชญากรรมน้อยลง และหากเกิดคดีขึ้น ต้องเร่งจับกุมให้ได้โดยเร็ว 

2.ปราบปราม เด็ดขาด ระดมกวาดล้าง และขุดรากถอนโคน อาชญากรรมที่เป็นภัยต่อสังคม ยาเสพติด สร้างความเดือดร้อน และเอารัดเอาเปรียบประชาชนในทุกมิติ ให้บังเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยหน่วยงานพิเศษเฉพาะทาง หน่วยปฏิบัติการพิเศษ จะต้องร่วมปฏิบัติงานกับหน่วยตำรวจในพื้นที่อย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ ลดระดับอาชญากรรม และเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน อย่างแท้จริง  

3.ประสานความร่วมมือ ภาคประชาชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มุ่งเน้นแสวงหาความร่วมมือจากภาคประชาชน ชุมชน องค์กรปกครองท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมบทบาทของคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ หรือ กต.ตร.ในระดับต่างๆ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชน เข้ามามีส่วนรร่วม มีบทบาทในการรักษาผลประโยชน์สุขของชุมชน และประชาชน 

เชื่อมโยงชุมชนกับตำรวจ มีช่องทางในการรับฟังความคิดเห็น เพื่อสร้างความเข้าใจอันดี สร้างความร่วมมือในชุมชนให้ปลอดจากอาชญากรรม และช่วยสนับสนุนตำรวจ ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้บรรลุผล 

           

4.ประสิทธิภาพผู้ปฏิบัติ มุ่งเน้นพัฒนาและเพิ่มพูนศักยภาพของเจ้าหน้าที่ตำรวจในทุกมิติ ทั้งแนวคิด ความรู้ ทักษะ ความชำนาญ มาตรฐานการปฏิบัติงาน หรือ SOP อุปกรณ์ประจำกาย อุปกรณ์ประจำหน่วย ขวัญ กำลังใจ สวัสดิการ มีภาวะผู้นำในทุกระดับ ผู้บังคับบัญชาต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับผู้ใต้บังคับบัญชา ทำงานเป็นทีมและมีเอกภาพำ เพื่อเป็นหลักประกันด้านความปลอดภัย และความยุติธรรมให้กับประชาชน 

5.ประเมินผลการปฏิบัติ กำหนดเกณฑ์การประเมินผลในทุกระดับอย่างเป็นรูปธรรม และต่อเนื่อง เพื่อปรับปรุงแก้ไข เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้สอดคล้อง เหมาะสม และเป็นไปตามนโยบายที่กำหนด เสริมสร้างภาพลักษณ์ และยกระดับความพึงพอใจ ในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สายงานป้องกันปราบปราม ให้กับประชาชน ผู้ปฏิบัติงานดี ต้องได้รับผลตอบแทน 

งานป้องกันปราบปรามจะบรรลุผลตามนโยบาย สามารถปกป้องและดูแลความปลอดภัยในชีวิต ทรัพย์สิน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมได้มากเพียงใด ปัจจัยสำคัญอยู่ที่การได้รับความร่วมมือและสนับสนุนจากประชาชน และสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ก็คือความร่วมมือร่วมใจจากผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ และผู้บังคับบัญชาในทุกระดับ ที่มีจิตสำนึกของการเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างแท้จริง