71.งานของนักสืบ

ตำนานมือปราบพระกาฬ ชลอ เกิดเทศ  โดยกิตติพงศ์ นโรปการณ์

         
“ แป๋ง จะไปกับเบี้ยว หรือจะไปดูบ้านไอ้พวกนั้นกับไอ้คก…..”
                       
ชลอถามรองผู้กำกับการ 2 นายตำรวจหนุ่มรุ่นน้องที่เรียนหนังสือเก่ง ชนิดไปจบปริญญาที่มหาวิทยาลัยแคนซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา แถมยังพ่วงหลักสูตร FBI National Academy ในระดับ Professional จากเอฟบีไอกลับ มาด้วย
                        
“ผมว่า ผมไปดูบ้านไปดูหน้าดูตาไอ้เด็กหนุ่มเมืองสิงห์กับผู้กองคก กับจ่าอ๋อย ดีกว่าครับ…..”
                        
นายตำรวจหนุ่มรุ่นน้องบอกกับชลอ เพราะการทำงานไล่จับโจรไล่จับมือปืน สไตล์นายตำรวจนักบู๊อย่างชลอ ไม่มีบรรจุอยู่ในหลักสูตรหรือแบบเรียนของเอฟบีไอ แม้แต่น้อย
                       
“โอเค….งั้นเอาตามนี้ แยกย้ายกันไปทำงาน  พรุ่งนี้เที่ยงทุกคนมาเจอที่บ้าน มากินข้าวเที่ยงกันที่นี่ มาร่วมวางแผนกันอีกครั้ง…..”
                       
พันตำรวจเอกมือปราบสั่งการ ถึงแม้ว่ามันจะช้าไม่ทันใจเขา ด้วยความอยากรู้ว่าไอ้หนุ่มหน้าเสี้ยมเมืองสิงห์ที่จ่าอ๋อยไปเจอจะเป็นคนเดียวกับ 1 ในกลุ่มโจรที่ร่วมกันปล้นรถทัวร์และยิงลูกน้องตำรวจเขาเจ็บตายหรือเปล่า
           
——————————————————————————–
                       
ขณะที่ รองแป๋ง ผู้กองคก และจ่าอ๋อย ออกจากบ้านขึ้นรถเก๋งวอลโว่ 244 DL รุ่นบิ๊กบัมเบอร์ สีน้ำเงินเข้มของรองแป๋ง วิ่งออกจากบ้านรองผู้บังคับการกองปราบปราม ไปทำหน้าท่ีตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย
                       
ระหว่างทาง ผู้กองคก ที่ทำหน้าที่เป็นคนขับเอ่ยปากถามรองแป๋ง เกี่ยวกับหลักสูตร เอฟบีไอ ที่รองผู้กำกับการ 2 กองปราบปรามคนนี้ข้ามน้ำข้ามฟ้าไปเรียนด้วยความสนใจ ขณะที่รองแป๋ง ที่นั่งอยู่เบาะข้างๆบอกกับนายตำรวจรุ่นน้องที่อายุห่างกันไม่กี่ปีว่า
                       
“ คร่าวๆนะ ผมไปเรียนที่ เมืองควอนติโก รัฐเวอร์จิเนีย  ฝึกอบรมประมาณ 10 สัปดาห์ เกือบ 3 เดือน เขาจัดปีละ 4 รุ่นๆละประมาณ 250 คน

คนเข้ารับการฝึกอบรมส่วนใหญ่เป็นพวกตำรวจ เป็นพวกผู้รักษากฎหมายระดับผู้นำ ผู้บริหาร มีมาจากทั้งในสหรัฐอเมริกา และจากประเทศอื่นๆ150 ประเทศ   วัตถุประสงค์ ก็เพื่อแสวงหาความร่วมมือในการทำงานระหว่างผู้รักษากฎหมายทั่วโลก….”
                       
รองแป๋งมองซ้ายขวาช่วยดูรถ ขณะออกจากหมู่บ้านก่อนเล่าให้ฟังต่อ
                      

“สำหรับตำรวจไทยถูกส่งเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรนี้มากที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย  เฉลี่ยแล้วปีละ 3 รุ่น  ก่อนหน้ามีนายตำรวจรุ่นพี่ๆรุ่นนายๆ ที่จบจากหลักสูตรนี้หลายคน

ตอนนี้เป็นใหญ่เป็นโตทั้งนั้น อาทิ พลตำรวจตรีมนัส ครุฑไชยันต์ พลตำรวจตรีสวัสดิ์ อมรวิวัฒน์ พลตำรวจตรีวิเชียร โพธา  พลตำรวจโทวสิษฐ เดชกุญชร พลตำรวจตรีเวทย์ เพชรบรม โอ๊ย อีกเยอะ …..”
                       
ขณะที่ จ่าอ๋อย ตำรวจหนุ่มนั่งฟังอยู่เบาะหลังด้วยความทึ่ง แต่ในใจเขาคิดว่า มีจังหวะเมื่อไหร่จะต้องสอบเทียบเป็นนายร้อยคว้าดาวมาติดบ่าให้ได้ เพราะตอนนี้เขาใช้เวลาว่างจากงานในราชการ ไปเรียนต่อเอาวุฒิปริญญาตรี ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม มาได้ 1 ปีแล้ว
        
คุยกันในรถไม่นาน วอลโว่ สีน้ำเงินเข้ม มาใกล้ทางเข้าสวนสนุกแฮปปี้แลนด์ สวนสนุกกลางแจ้งแห่งแรกของประเทศไทย ที่บ้านเป้าหมายอยู่ในหมู่บ้านจัดสรรเล็กๆที่อยู่ในซอยใกล้ๆกัน
        
“จอดให้ผมลงตรงนี้แหละนาย….”
        
จ่าอ๋อย ตำรวจหนุ่มเพลย์บอยบอกเบาๆกับผู้กองคก ขณะที่ผู้กองคก ยกไฟเลี้ยวซ้ายชลอความเร็วรถก่อนจอดริมฟุตปาท
         
“มึงเอาเงินไป 500  ทำทีไปกินเหล้าฉลองปีใหม่กับเพื่อนมึงต่อ ส่วนกูจะไปกับรองแป๋งดูลาดเลาแถวนี้ แล้วซัก4-5 ทุ่ม ออกไปเจอกันหน้าหมู่บ้านนาย แล้วอย่าเผลอเมามากล่ะมึง…..”
                      
 ผู้กองคก ส่งธนบัตรใบสีม่วงให้จ่าอ๋อยพร้อมสั่งกำชับเรื่องงาน ก่อนจะขับรถวอลโว่ทรงสี่เหลี่ยมคันงามออกไป
                       
ส่วนจ่าอ๋อย นักสืบกองปราบ ในชุดไปรเวท ทำทีเป็นเดินเล่นไปเรื่อย เป้าหมายคือบ้าน มนัส หนุ่มโสดเพื่อนรุ่นน้อง ที่เรียนด้วยกันที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม ที่เมื่อคืนที่ผ่านมา เขาและเพื่อนๆที่เรียนด้วยกัน 3-4 คนเพิ่งนั่งดื่มสังสรรค์ควันหลงปีใหม่กันที่บ้านหลังนี้
         
จ่าอ๋อย เพิ่งสังเกต บ้านแถวนั้นมีลักษณะเหมือนกัน เนื้อที่ก็ใกล้เคียงกันประมาณ 40 -50 ตารางวา ปลูกอยู่ติดๆกัน30-40 หลัง มีกำแพงอิฐบล็อกเตี้ยกั้นอาณาเขตแต่ละหลังไว้ เป็นหมู่บ้านเล็กๆ
         
ไม่ถึง 10 นาที เขาก็เดินถึงบ้านเดี่ยวชั้นเดียวของมนัส นักศึกษารุ่นน้องชาวสงขลาที่พ่อแม่เป็นคนมีเงินระดับเจ้าของสวนยาง  ซื้อให้ลูกชายที่ขึ้นมาเรียนหนังสืออยู่ในกรุงเทพฯ และไว้เป็นที่พักเวลาขึ้นมาทำธุระปะปัง
         
นักสืบหนุ่มค่ายเกิดเทศ  ถือวิสาสะเปิดประตูเข้าไป เพราะเห็นมอเตอร์ไซค์เพื่อนเจ้าของบ้านยังจอดอยู่ไม่ไปไหน
         
แต่ก่อนที่จะก้าวเท้าเข้าไป  เขากวาดสายตาข้ามไปท่ีบ้านของไอ้หนุ่มหน้าเสี้ยม คางยื่น ไว้ผมรองทรง เด็กเมืองสิงห์ฯที่พบในร้านขายอาหารประเภทกับแกล้มที่หน้าปากซอย ที่คาดว่าเป็นไอ้น้อย ผู้ต้องสงสัยโจรปล้นรถทัวร์ และยิงตำรวจกองปราบฯทั้งตายทั้งเจ็บ และหนีมาเช่าบ้านอยู่ข้างๆห่างบ้านมนัส ไปแค่สองหลัง  แต่เขาไม่เห็นอะไรผิดปกติ ประตูหน้าต่างปิดเงียบเชียบเหมือนไม่มีใครอยู่
         
ในใจเขาภาวนา จะยังไงก็ช่าง ขอให้ไอ้หนุ่มคนนี้เป็นเป้าหมายที่บรรดานายๆเขา และตัวเขาคิดไว้ก็แล้วกัน
         
“อ้าว…พี่อ๋อย มาไม่ให้สุ้มให้เสียงเลยนะ ..”
        
เสียงมนัส เจ้าของบ้าน เพื่อนรุ่นน้องเขาทักออกมาจากภายในบ้านเล่นเอาจ่าหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อย
         
“เออ…วันนี้กูว่าง เลยมาชวนมึงกินเหล้าต่อ ติดใจต้มยำปลาช่อนร้านเมื่อวานว่ะ…”
         
ตำรวจในคราบหนุ่มเจ้าสำราญตอบตามบทที่วางไว้ล่วงหน้า ขณะที่ มนัส เจ้าของบ้านเย้ากลับอย่างไม่รู้เรื่องในเป้าหมายของเพื่อนหนุ่มรุ่นพี่ตำรวจคนนี้
         
“มิน่า ผมเห็นพี่ไม่สนใจเหล้ายา เอาแต่ซดน้ำต้มยำ 555….”
         
พร้อมกันนั้น เจ้าของบ้านผู้อาวุโสอ่อนกว่า เชื้อเชิญเข้าไปในบ้าน โดยเดินผ่านโต๊ะที่ตั้งอยู่บนเทอเรซเล็กๆหน้าบ้าน ที่เมื่อคืนที่ผ่านมา เพ่ิงใช้เป็นสังเวียนโต้เหล้า หลงเหลือซากขวดเหล้าเปล่าขวดโซดาเปล่าที่ยังเก็บไม่หมดเป็นหลักฐาน
         
“เพื่อนคนอื่นๆหายไปไหนหมดล่ะ..”.
        
จ่าอ๋อยถามไปงั้นๆ
         
“พอพี่กลับไปตอน 5 ทุ่ม พวกผมไปซื้อมากินต่ออีกกลมครับ ประมาณตีสองกว่าๆก็กลับ ส่วนผมก็น๊อกเลย นี่เพิ่งฟื้น เพิ่งอาบน้ำเสร็จ แต่ไม่ได้ไปไหน พี่มาผมก็ต้องต้อนรับครับ 555….”
        
หนุ่มเจ้าของบ้านวัย 20 ปีหัวเราะร่าหลังตอบคำถามจบ พร้อมเก็บขวดเหล้าขวดโซดาทำความสะอาดโต๊ะ รอเปิดศึกน้ำเมารอบใหม่
         
“เฮ่ย…ไม่ต้องรีบ เดี๋ยวนั่งสักพัก ค่อยออกไปหาซื้อเหล้าซื้อกับแกล้ม เพราะพี่เข้ามากลัวเอ็งไม่อยู่เลยไม่ได้ซื้อเข้ามาก่อน เดี๋ยวมื้อนี้พี่เลี้ยงเอง….”
         
นักสืบหนุ่มพูดคุยแบบเนียนๆ เพื่อไม่ให้เจ้าของบ้านรุ่นน้องตกอกตกใจ หากรู้จุดประสงค์แท้จริงที่เขากลับมาวันนี้
         
ถึงแม้จะคุยเรื่องสัพเพเหระ แต่จ่าอ๋อย ที่กึ่งนั่งกึ่งนอนบนเก้าอี้โซฟาที่อยู่ในห้องรับแขก ยังจับจ้องไปที่ความเคลื่อนไหวที่บ้านเป้าหมายไอ้หนุ่มเมืองสิงห์ ที่ยังคงปิดบ้านเงียบ
         
จนบ่ายแก่ๆ แดดเริ่มอ่อน เริ่มมีความเคลื่อนไหวที่บ้านเป้าหมาย ชายร่างผอมสูงหน้าเสี้ยม ในชุดเสื้อยืด กางเกงยีนส์ เดินสะพายย่ามออกมาคนเดียว เดินก้มหน้างุดๆผ่านหน้าบ้านมนัส โดยไม่รู้ตัวว่ามีใครจับจ้องมองอยู่
        
“มนัส เดี๋ยวพี่ออกไปซื้อกับข้าวหน้าปากซอยนะ…”
        
จ่าอ๋อย ตะโกนบอกมนัสเจ้าของบ้าน ก่อนขยับตัวจับปืน COLT 11 มม.เขี้ยวเล็บคู่ใจที่เหน็บไว้ในขอบกางเกงยีนส์โดยมีชายเสื้อปิดทับเป็นการเช็กความพร้อมตัวเองอีกครั้ง ก่อนเดินออกนอกบ้าน ก้าวตามหลังชายหน้าเสี้ยมในระยะสายตามองเห็น
        
นักสืบหนุ่มเห็นเป้าหมายเดินเข้าไปในร้านอาหารตามสั่งที่เป็นตึกแถว 2 คูหาอยู่ปากซอย เป็นร้านเดิมที่เขาเจอกับหนุ่มเมืองสิงห์ฯเมื่อวานนี้ จ่าอ๋อยเดินตามเข้าไปอย่างไม่เร่งรีบ และเห็นชายคนดังกล่าวกำลังยืนสั่งอาหารใส่ถุงกลับบ้าน ลักษณะเหมือนกินกันไม่เกิน 2 คน
        
เขาทำทีเดินเฉียด และเหลือบมองใบหน้าเป้าหมายที่น่าจะอายุน้อยกว่าเขาไม่เท่าไหร่ ขณะที่ชายหน้าเสี้ยมก็หันมามองหน้าจ่าอ๋อย พร้อมขยับมือล้วงลงไปในย่ามที่คาดว่าจะมีอาวุธอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ข้างใน
        
จ่าอ๋อยเสียบวูบ มือแตะไปที่ปืนข้างเอวโดยอัตโนมัติ แต่ยังบังคับตัวให้เป็นปกติ เดินผ่านไปนั่งที่โต๊ะที่อยู่ด้านใน เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก่อนเรียกเด็กเสิร์ฟมาสั่งอาหาร
        
ชายหนุ่มทำทีเป็นดูเมนูที่เขียนติดข้างผนัง โดยไม่ได้สนใจกับหนุ่มหน้าเสี้ยมคนนั้น พร้อมยิ้มให้กับเด็กเสริฟ์ลูกจ้างของร้าน ก่อนที่จะสั่งแม่โขง 1 กลม โซดา 6 ขวด และน้ำแข็งรวมทั้งอาหารประเภทกับแกล้มใส่ถุงกลับบ้าน ซึ่ง 1 ในนั้นยังเป็นต้มยำปลาช่อนน้ำใส ที่เขาตั้งโจกท์ไว้กับมนัส ก่อนนั่งรออย่างใจเย็น
        
ขณะที่ชายหนุ่มหน้าเสี้ยม หันมามองชายคนที่เดินผ่านไปนั่งโต๊ะเมื่อครู่นี้อีกครั้ง ก่อนเดินออกจากร้าน ถือถุงอาหารเดินย้อนกลับไปตามเส้นทางเดิม
        
จ่าอ๋อย ถอนหายใจอย่างโล่งอก ถึงตอนนี้เขามั่นใจไป 90 เปอร์เซนต์ว่า ไอ้หนุ่มเมืองสิงห์คนนี้คือ ไอ้น้อย ต้นโพธิ์ 1 ในผู้ต้องสงสัยที่เชื่อว่าน่าจะก่อเหตุปล้นรถทัวร์และยิงเพื่อนตำรวจกองปราบฯของเขาเสียชีวิต และบาดเจ็บ
        
สำหรับใบหน้าค่าตา ตำหนิรูปพรรณของเป้าหมายเมื่อสักครู่ ที่เขาเดินผ่านในระยะประชิดและยิ่งมีเหตุให้ได้เสียวแบบนี้ เขาจำได้จนตาย ไม่มีวันลืม
        
ตำรวจหนุ่มกองปราบปราม เดินกลับไปที่บ้านมนัส เพื่อนรุ่นน้อง หลังจ่ายค่ากับข้าวกับแกล้มเสร็จเรียบร้อย ก่อนที่จะตั้งวงกินเหล้าที่เทอเรซหน้าบ้านกัน 2 คน เหมือนอย่างไม่มีอะไรเกิดขึ้น
        
เช่นเดียวกับบ้านไอ้หนุ่มเมืองสิงห์ ประตูหน้าต่างยังคงปิดบ้านเงียบเช่นเดิม
        
—————————————————————————————–
        
เที่ยงวันรุ่งขึ้น ที่บ้านปัฐวิกรณ์ บ้านของชลอ ความคึกคักกลับมาอีกครั้ง หลังทีมงานของนายตำรวจมือปราบ กลับมาจากภารกิจที่ได้รับมอบหมาย
        
โดยชลอ เพิ่งเข้ามาที่บ้านพร้อมกับผู้กองเบี้ยว -ร้อยตำรวจเอกพิภพ เบี้ยวไข่มุก หลังไปเยี่ยมสิบตำรวจเอกขรรค์ชัย อุ่นจิต ตำรวจที่ถูกยิงบาดเจ็บที่โรงพยาบาลตำรวจ
        
มือปราบเจ้าของบ้านยิ้มกริ่มอย่างอารมณ์ดี เพราะคดีคืบหน้าไปมาก หลังลูกน้องคนเจ็บชี้ภาพยืนยัน ไอ้น้อย ต้นโพธิ์ ตามแฟ้มประวัติอาชญากรของตำรวจจังหวัดสิงห์บุรี ที่ทำเอาไว้ รวมทั้งหมายจับในคดีปล้น คดีฆ่าอีก 2-3 หมาย หลังจากผู้กองเบี้ยว และหมวดทองดำ ขึ้นไปประสานมาเมื่อวานนี้
        
“ไอ้อ๋อยๆ อยู่ไหนวะ….”
         
ชลอเรียกถามหาจ่านักสืบลูกน้อง เพื่อรอต่อจิ๊กซอว์สุดท้าย
        
“อยู่นี่ครับนาย…..”
        
เสียงนักสืบหนุ่มกองปราบปรามดังออกมาจากเรือนไม้ที่ชลอสร้างไว้ให้ตำรวจลูกน้องพัก
        
“มึงรีบมาดูนี่ ใช่คนเดียวกับที่มึงเห็นเมื่อวานซืนนี้หรือเปล่า…”
        
ชลอถามพร้อมยื่นรูปถ่ายประวัติอาชญากรของไอ้น้อย ต้นโพธิ์ ให้ลูกน้องฝีมือเอ้ดู ทั้งๆที่ยังไม่ได้เข้าไปในตัวบ้าน
        
จ่าอ๋อยมองแว๊บเดียว ก็ยิ้มอย่างดีใจ
        
“ใช่มันละครับนาย เมื่อวานผมกับมันเดินเฉียดกันในร้านอาหาร  ไหล่แทบชนกัน  มันสงสัยผมจนเกือบจะยิงกันแล้ว……”
        
จ่ากองปราบเล่าเหตุการณ์ระทึก ขณะที่ชลอยิ้มอย่างพอใจ
        
“ไปเข้าไปคุยกันในบ้าน วางแผนเอาตัวมันมา …… ”