76.ที่เกิดเหตุ หัวใจงานสืบสวน

ตำนานมือปราบพระกาฬ ชลอ เกิดเทศ โดยกิตติพงศ์ นโรปการณ์

                            
เจ้าของบริษัทรับเหมาก่อสร้างระดับบิ๊กของภาคเหนือ พาชลอ และลูกน้องไปทานอาหารเย็นกันที่สวนอาหารกาแล   เชิงดอยสุเทพ ด้านหลังมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยนายตำรวจหนุ่มหัวหน้าชุดจากกองปราบปราม เปลี่ยนพาหนะไปนั่งรถเบนซ์ของพ่อเลี้ยงแคนนะ
                           
หลังออกจากบริษัทเมืองเหนือไปไม่นาน  ชลอรู้สึกรถเริ่มขึ้นเนินสูงขึ้นเรื่อยๆ  มีบางช่วงมองออกนอกรถเห็นตัวเมืองเชียงใหม่อยู่ข้างล่าง ชั่วครู่เดียว รถเบนซ์ของพ่อเลี้ยงแคนนะวิ่งมาจอดภายในบริเวณสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดเชียงใหม่ โดยเจ้าของรถบอกว่าถึงจุดหมาย พร้อมเชิญอาคันตุกะลงจากรถ
                       
ชายหนุ่มนักบู๊มองปร๊าดเดียวเขาไม่สงสัยเลยว่า ทำไมพ่อเลี้ยงแคนนะถึงพามาที่นี่ เพราะนอกจากพรรณไม้ดอกนานาชนิดแล้ว บรรยากาศสวยๆของอ่างเก็บน้ำที่อยู่ข้างล่างติดกับโต๊ะอาหาร ชวนให้หลายคนที่มาประทับใจกับสถานที่แห่งนี้ และเหมาะกับการเป็นสถานที่รับรองแขกเหรื่อที่มาจากต่างถิ่นไปในตัว
                      
 “มาเชียงใหม่ไม่มาทานอาหารที่นี่ถือว่ามาไม่ถึงเชียงใหม่นะพี่…..”
                       
นักธุรกิจรับเหมาสร้างทางยุทธศาสตร์สายเหนือบอกขณะเดินนำหน้าชลอ และบรรดาตำรวจกองปราบนอกเครื่องแบบที่ติดตาม  ลงเนินสูงไปตามขั้นบันไดตรงไปที่โต๊ะยาวต่อติดกันริมอ่างเก็บน้ำ
                       
“ที่นี่เพิ่งเปิดใหม่ ถือเป็นที่รับรองแขกบ้านแขกเมืองเลยนะพี่ ต้องโทรศัพท์มาจอง สุ่มสี่สุ่มห้ามาไม่บอก อาจไม่มีโต๊ะนั่งนะครับ…..”
                                   
พ่อเลี้ยงแคนนะพูดโฆษณาเหมือนเป็นเจ้าของ แต่ชลอก็เห็นด้วย เพราะนอกจากลูกค้าที่นั่งอยู่ก่อนหนาตาแล้ว ยังมีลูกค้าอื่นๆที่ทยอยตามมาเป็นระยะ
                       
” พี่ลอนั่งหัวโต๊ะตรงนี้เลยพี่ เห็นทิวทัศน์ถนัดตา เดี๋ยวมืดแล้วจะมองไม่เห็นอะไร นอกจากไม้ดอกในร้านครับ…”
                       
จริงอย่างที่พ่อเลี้ยงแคนนะว่า ชลอนั่งอยู่ในจุดที่เห็นทิวทัศน์ของอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่แห่งนี้พร้อมๆกับที่มองเห็นความสวยงามของพันธุ์ไม้ดอกนานาชนิด รวมทั้งความเคลื่อนไหวของลูกค้าที่กำลังเข้ามาได้ถนัด เช่นเดียวกับบรรดาลูกน้องชองชลอ แต่ละคนกำลังประทับใจกับบรรยากาศในสวนอาหารกาแลแห่งนี้
                       
 นั่งรอได้สักพัก อาหารก็เริ่มทยอยมาเสริฟ จานแรกคือ ออเดริฟเมือง ที่รวมเอาอาหารเด็ดๆของภาคเหนือไว้ในจานเดียวกัน เช่น ไส้อั่ว น้ำพริกหนุ่ม หมูทอด แคบหมู ทานกับผักกะหล่ำต้มและฟักทอง
                         
“ พี่ลอ …เอาวิสกี้หรือบรั่นดีดีครับ…”
                       
เจ้าภาพเอ่ยชวน
                      
 เออ…ซะหน่อยก็ดีเหมือนกัน บรรยากาศมันให้ เอาบรั่นดี xo ของกูดีกว่า
                         
ชลอตอบรับ พร้อมสั่งให้จ่าตั๋นที่ยืนรับใช้อยู่ใกล้ๆยังไม่ได้ไปไหน เดินไปเอาบรั่นดีที่เตรียมติดรถไว้ และให้ไปบอกพวกนายตำรวจรองสารวัตรหนุ่มทั้งหลายดื่มกันได้เล็กน้อย
                         
จากนั้นบรรยากาศก็พาไป  อากาศเริ่มเย็นลงพร้อมๆกับความมืดปกคลุมจนมองไม่เห็นอ่างเก็บน้ำกว้างใหญ่เมื่อสักครู่

แต่บรรยากาศในสวนอาหารแห่งนี้กลับสวยงามไปอีกแบบ เมื่อความสว่างไสวของแสงไฟนีออนมาแทนแสงอาทิตย์ พร้อมๆกับการพูดคุยหาข้อมูลความขัดแย้งจนนำไปสู่การสังหารเสี่ยปุ้ย เสี่ยร้อยล้าน ราชาสถานบันเทิงเชียงใหม่ รวมทั้งบุคคลต้องสงสัยในสายตาของพ่อเลี้ยงแคนนะ และสมุนของเขา หนานวัง
                      
 ตามแผนประทุษกรรมคนร้ายเบื้องต้น หลักฐานในที่เกิดเหตุเป็นปลอกกระสุนขนาด 11 มม. เชื่อว่าเสี่ยปุ้ยหรือนายณรงค์ถูกคนร้ายยิงด้วยปืน11 มม.ปืนแมกกาซีน ที่มือปืนจากซุ้มเพชรบุรี  ราชบุรี  นครปฐม นิยมใช้เป็นทูตนรกปลิดชีพเหยื่อจนแทบจะเป็นที่รู้กัน  
                       
หัวข้อการสนทนา และข้อมูลที่ชลอต้องการในโต๊ะอาหารขณะนี้คือ นักเลงคุมบ่อนการพนันในเชียงใหม่ และจังหวัดใกล้เคียงอย่าง ลำปาง ลำพูน แพร่ ใครเป็นใครบ้าง
                      
 ที่สำคัญต้องเป็นคนเมืองเพชร ราชบุรี  นครปฐม เป็นหลัก
                       
แล้วชื่อของ “จ๋อง ตาเดียว” นักเลงเมืองเพชรที่มาดูแลบ่อนถั่วให้ ไล้ นครปฐม อยู่ในอำเภอสารภี ติดกับอำเภอเมืองเชียงใหม่ โผล่มาให้ชลอได้ยินอีกครั้ง หลังจากเขาถามไถ่หนานวังถึงกลุ่มคนทำบ่อนที่มาจากต่างจังหวัดโดยเฉพาะคนเมืองเพชร
                       
“ปกติที่ผมได้ยินนะนาย มันเป็นคนวิ่งแผ่นเพลงลูกทุ่งของนักร้องลูกทุ่งไปตามสถานีวิทยุต่างๆในเชียงใหม่ ถ้ามันว่างเมื่อไหร่ถึงจะเข้าไปดูแลบ่อนถั่วไอ้ไล้เพื่อนมัน…..”
                       
หนานวังลูกน้องผู้กว้างขวางของพ่อเลี้ยงแคนนะพูดเหมือนกระซิบให้ชลอฟัง
                       
“มึงรู้จักหรือสนิทกับมันมั้ย….”

รองผู้การกองปราบปรามถามหนานวังพร้อมหันหน้าไปทางพ่อเลี้ยงแคนนะ เหมือนเป็นการถามไปในตัวด้วย
                       
“ผมไม่สนิทกับพวกนี้เท่าไหร่ครับ ส่วนใหญ่ผมจะไปเล่นกับพวกเดียวกันมากกว่า…”
                       
หนานวังตอบ
                       
“แสดงว่าบ่อนถั่วไอ้ไล้ เป็นที่ชุมนุมคนเพชร คนนครปฐมในเชียงใหม่งั้นสิ…..”

ชลอย้อนถาม
                      
 “ประมาณนั้นครับนาย…..”

หนานวังตอบ
                       
“แล้วบ่อนที่ไอ้ปุ้ย ให้โรจน์ลำปางเช่าทำบาคาร่าที่โรงแรมมัน มีปัญหาอะไรกับไอ้ปุ้ยหรือใครมั้ย มึงพอได้ยินอะไรบ้างหรือเปล่า…..”
                       
รองผู้การกองปราบฯเริ่มถามเจาะ
                       
“ก็พอมีครับ เห็นว่ามีปัญหาอะไรกันนิดหน่อย ตึงๆกันอยู่พัก แต่พี่โรจน์เขาให้ไอ้ลิ้ง เพื่อนเขาไปคุยกับจ๋อง แล้วเรื่องก็เงียบไป น่าจะตกลงกันได้…..”
                       
หนานวังตอบ ขณะที่ชลอเริ่มสนใจในตัว จ๋อง ตาเดียว ขึ้นมาตงิดๆ
                      
 “แล้วกับบ่อนไอ้อู๊ด ลูกเจ้าของโรงไม้ที่ฮันนี่คลับล่ะ… ไอ้ปุ้ยเขามีอะไรกันกับมันหรือเปล่า….”

ชลอซักต่อ
                      
 “อันนี้ผมไม่ทราบครับนาย เพราะบ่อนไพ่บ่อนไฮโลของไอ้อู๊ด มันพวกลูกคนมีเงิน ไม่ค่อยมีใครไปเล่นกับมัน เพราะมันไม่ค่อยสนใจใคร หรือกลัวอะไรใคร มีแต่ก็เล่นในกลุ่ม   แต่เห็นกับไอ้ปุ้ยคนตาย มันก็คุยกันอยู่นะครับ…..”
                       
ชลอก็คิดอย่างนั้น เพราะวัยและสถานภาพของหนานวังกับพ่อเลี้ยงหนุ่มเมืองเชียงใหม่มันห่างกันคนละชั้น
                       
ยิ่งดึกอากาศก็ยิ่งเย็นเพราะเพิ่งพ้นหน้าหนาวมาได้ไม่นาน หลังได้ข้อมูลบางอย่างที่อยากได้เพิ่มเติม ชลอบอกพ่อเลี้ยงแคนนะให้เช็กบิล เพราะมีภารกิจที่นัดหมายกับลูกน้องกองปราบฯคนอื่นๆไว้
                       
“ขอบใจมากแคนนะ….”

ชลอกล่าวขอบคุณสปอนเซอร์
                                  
 “ไม่เป็นไรครับพี่ผมยินดี พี่ช่วยผมไว้มากกว่านี้อีก  ส่วนห้องพักที่โรงแรมพรพิงค์ พี่กับลูกน้องพักตามสบายเลยนะครับ ผมสั่งแล้วว่าพี่เป็นแขกของผม ค่าใช้จ่ายผมจัดการเอง…..”  
                                   
นักธุรกิจหนุ่มพูดจบหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลยื่นให้กับชลอ
                       
“ไว้เป็นค่าใช้จ่ายครับพี่ พ่อเลี้ยงแคนนะก้มกระซิบบอกนายตำรวจนักสืบที่ก้าวเท้ากลับเข้าไปนั่งในรถเบนซ์พาหนะของชลอตามเดิม…..”
                       
“เออ…..ขอบใจมึงมาก มีอะไรเดี๋ยวติดต่อกัน”
                      
 ชลอยิ้มให้ก่อนลดกระจกลงพร้อมสั่งจ่าตั๋น ที่เข้าไปทำหน้าที่พลขับเหมือนขามา
                      
 “ตั๋น ยะไปเมืองใหม่….”
                      
 —————————————————————————————–
                       
อีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมงต่อมารถเบนซ์สีดำ รุ่น 230 E W124 ปี1980  พาหนะของชลอก็เข้ามาอยู่ในพื้นที่โรงแรมเมืองใหม่ กิจการของเสี่ยปุ้ย อดีตคนรับเหมาทาสีจากนนทบุรี ที่ประสบความสำเร็จจากการค้าที่ดิน ก่อนเปลี่ยนอาชีพมาทำโรงแรม

โรงแรมแห่งแรกที่เสี่ยปุ้ยทำ คือโรงแรมแสนทวี ตั้งอยู่ที่ตำบลสุเทพ  ก่อนที่จะขยายกิจการมาอยู่ที่ศูนย์การค้าเมืองใหม่แห่งนี้ โดยคราวนี้เปิดอย่างครบวงจร มีทั้งโรงแรม โรงภาพยนตร์ฟ้าธานี มีบาร์ มีไนท์คลับ ห้องอาหาร สถานอาบอบนวด สถานนวดแผนโบราณ
                      
 นายตำรวจหนุ่มที่ได้รับมอบหมายจากแคนดิเดตอธิบดีกรมตำรวจให้มาสะสางคดีนี้ เห็น  ผู้กองคก  ผู้กองเบี้ยว และผู้หมวดทองดำ ลูกน้องนายตำรวจที่เขาใช้ให้ไปทำงานก่อนหน้า และนัดหมายให้มาเจอกันที่นี่ตั้งแต่ 2 ทุ่ม เดินเตร็ดเตร่อยู่หน้าโรงแรม ใกล้กับห้องอาหารหงส์หยก สถานที่ที่เสี่ยปุ้ยเจ้าของกิจการแห่งนี้ถูกมือปืน 11 มม.บุกเข้ามายิงตายถึงถิ่น
                       
ชลอลงจากรถเดินเข้าไปในส่วนของห้องอาหาร เพื่อตรวจดูสถานที่เกิดเหตุตามที่เขาต้องการ และเพื่อเป็นแนวทางในการสืบสวนจับกุมคนร้าย

การดูสถานที่เกิดเหตุถือเป็นหัวใจสำคัญของการสืบสวน ถึงแม้จะไม่สดเหมือนกับตำรวจท้องที่ แต่ก็เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยละเลย จะอย่างไรแล้ว ต้องมาดูที่เกิดเหตุก่อนเป็นอันดับแรก
                      
 ผู้กองเบี้ยว-ร้อยตำรวจเอกพิภพ เบี้ยวไข่มุก และ ผู้กองคก –ร้อยตำรวจเอกเจตนากร นภีตะภัฎ 2 นายตำรวจคู่ใจกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาทำความเคารพ พร้อมผายมือบอกเส้นทางไปยังห้องอาหารหงส์หยกให้ผู้บังคับบัญชาหนุ่ม
                         
“ทางนี้ครับพี่….ผมประสานเมียเสี่ยปุ้ย และทางโรงแรมไว้แล้วครับว่าพี่จะเข้ามาดูที่เกิดเหตุ…..”
                       
ผู้กองเบี้ยวบอกขณะที่เดินตามอยู่ข้างชลอ
                       
“ดีๆนำไปเลย…..”

ชลอยิ้มพอใจ พร้อมตบไหล่นายตำรวจหนุ่มรุ่นน้องที่เร่งฝีเท้าเดินแซงหน้าเข้าไปในโรงแรมเมืองใหม่ ท่ามกลางสายตาของพนักงานกะดึกที่รู้ว่าจะมีตำรวจจากกองปราบปราม เข้ามาคลี่คลายคดีของเจ้านายที่วายชนม์
                         
คณะของพันตำรวจเอกชลอ ในชุดนอกเครื่องแบบเดินผ่านคอฟฟี่ช็อป และบาร์ในส่วนหน้าของโรงแรม ถึงจะเข้าไปในห้องอาหารหงส์หยกที่อยู่ด้านใน  และหลังเกิดเหตุ ยังไม่ถูกเปิดใช้งาน  

ผู้กองเบี้ยวเดินนำชลอไปที่โต๊ะที่ 25 บริเวณประตูทางเข้าออกที่มีอยู่ทางเดียว
                      
 “โต๊ะที่เสี่ยปุ้ยถูกยิงครับ”
                         
ร้อยตำรวจเอกพิภพหรือผู้กองเบี้ยวฝ่ายบุ๋นของทีมงานกล่าวกับชลอ
                       
รองผู้การกองปราบฯหัวหน้าชุดมองไปที่โต๊ะเกิดเหตุ เขาเห็นภาพที่พนักงานสอบสวนท้องที่ถ่ายภาพและรายงานไปตามลำดับชั้นมาก่อนแล้ว เมื่อมาอยู่ในจุดเกิดเหตุ  ภาพของเสี่ยปุ้ย นอนหงายอยู่กับพื้น ขาซ้ายพาดเก้าอี้จึงปรากฏอยู่ในมโนภาพของเขาตอนนี้
                       
จากสภาพแวดล้อมที่เกิดเหตุ นายตำรวจหนุ่มนักสืบมองปร๊าดเดียว รู้ว่ามือปืนที่ก่อเหตุไม่ธรรมดา ถือว่าใจกล้ามาก ที่บุกเข้ามายิงเสี่ยปุ้ยถึงในห้องอาหารแห่งนี้ที่เปรียบได้เหมือนถ้ำเสือ เพราะไหนจะต้องวิ่งผ่านประตูหลายชั้นกลับออกไป ยังต้องฝ่าบรรดามือปืนของเสี่ยปุ้ยที่คอยระวังป้องกันผู้ตายออกไปอีกด้วย
                      
 “ช่วงเกิดเหตุ ประมาณตี 1 ครับ มือปืนมาคนเดียว ใส่ชุดซาฟารี มานั่งดื่มเบียร์อยู่ก่อนหน้าเกือบๆชั่วโมง  เสี่ยปุ้ยคนตายเข้ามาทีหลัง และนั่งหันหลังออกประตู เลยมองไม่เห็นคนร้ายที่เช็กบิลค่าอาหาร ก่อนลุกเดินมาจ่อยิงจากข้างหลัง

ขณะเกิดเหตุมีนักร้องชื่อติ๋ว  นักร้องห้องอาหารแมมบู   1 ในกิจการของเสี่ยปุ้ย นั่งอยู่ด้วย แต่ให้การไม่เป็นประโยชน์ อ้างไม่เห็นมือปืนท่าเดียวครับ…”
                       
ผู้กองเบี้ยวรายงานสรุปให้ชลอฟัง
                       
“แล้วมือปืนเสี่ยปุ้ย มัวแต่ทำอะไรอยู่ ถึงปล่อยให้ลูกพี่มันโดนยิงได้ มีพวกเราไปคุยกับไอ้พวกนี้บ้างหรือยัง เบี้ยว…”
                       
นายตำรวจหนุ่มหัวหน้าชุดย้อนถาม
                      
 “ตรงนี้ยังครับ แต่ผมประสานกับพนักงานสอบสวนท้องที่เกิดเหตุประเด็นนี้แล้ว จริงๆมีมือปืนคนสนิทประกบเสี่ยปุ้ยอยู่ 1 คน แต่ตอนเกิดเหตุเดินเข้าห้องน้ำ พนักงานสอบสวนเขาเอาตัวไปคุย มันบอกว่าไม่นึกว่าจะมีใครกล้าเข้ามายิงเจ้านายถึงข้างในเลยประมาท

แต่มีลูกน้องเสี่ยปุ้ยอีกคนที่อยู่ข้างนอกวิ่งตามออกไป เห็นมือปืนที่สวมชุดซาฟารีกระโดดขึ้นรถจักรยานยนต์วิบาก ที่เพื่อนอีกคนสตาร์ตเครื่องรออยู่ขี่หนีออกไปอย่างรวดเร็วทางถนนห้วยแก้ว ขึ้นถนนซูเปอร์ไฮเวย์มุ่งหน้าจังหวัดลำปาง…..
                       
ผู้กองเบี้ยวรายงานพร้อมพูดเพิ่มเติม
                       
“แต่ตรงนี้มีข้อสังเกตครับพี่ เพราะลูกน้องของเสี่ยปุ้ยคนนี้ให้การว่า จังหวะวิ่งตามออกมา มีรถเก๋งสีแดงอีกคัน พุ่งตามรถจักรยานยนต์มือปืนออกไป

 เจตนาเหมือนจะชนลูกน้องเสี่ยปุ้ยคนนี้จนต้องกระโดดหลบ อาจจะเป็นรถคุ้มกันของคนร้ายอีกคันด้วยครับ….”