78. นักร้อง-หมอนวด แหล่งข่าวชั้นเยี่ยม

 

ตำนานมือปราบพระกาฬ ชลอเกิดเทศ โดยกิตติพงศ์ นโรปการณ์

           
ถึงแม้จะเป็นกลางดึก แต่เสียงสัญญาณโทรศัพท์ดังแค่ไม่กี่ครั้งก็มีเสียงตอบรับจากปลายสาย
               
“โทรศัพท์ท่าน ส.ส.ปิยะ ครับ จะให้แจ้งท่านว่าใครจะเรียนสายครับ..”
               
ชลอฟังก็รู้  เจ้าของเครื่องคงไม่สะดวกรับโทรศัพท์ แต่เขารู้ว่าด้วยสถานภาพและบทบาททางสังคมเขามีแต้มต่อมากกว่า ส.ส.เมืองเพชรคนนี้มาก เขากรอกเสียงเข้มกลับไป
                
“มึงไปบอกเจ้านายมึง กูชลอ รองผู้การกองปราบฯมีเรื่องจะคุยด้วย…”
                
“ครับท่าน….”
                
ชลอขยับตัวให้อยู่ในท่านั่งให้สบายขึ้น หลังจากรถเบนซ์ของเขาวิ่งออกจากโรงแรมเมืองใหม่ของเสี่ยปุ้ยผู้วายชนม์ มุ่งหน้าโรงแรมพรพิงค์ ที่พักชั่วคราวที่นักธุรกิจรับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ของภาคเหนือเปิดรับรองให้เขาและลูกน้องพำนัก ระหว่างเข้ามาคลี่คลายคดีนี้
                 
ไม่นาน ส.ส.เมืองเพชรบุรี ที่อายุอานามมากกว่าเขา 4-5 ปี ก็รับสายด้วยน้ำเสียงกระเซ้าแสดงถึงความสนิทสนม
                             
 “ว่าไงครับท่านรองผู้การมือปราบ มีอะไรให้รับใช้หรือครับ โทรฯมาซะดึกซะดื่น….”
                   
“มึงอยู่บ่อนนวลนภาสิตอนนี้ กำลังจั่วอยู่สิ….”
                    
นายตำรวจมือปราบเอนตัวพิงเบาะหลังรถเบนซ์ แย๊ปคู่สนทนาด้วยคำพูดที่บ่งบอกถึงความสนิทสนมเช่นกัน
                    
บ่อนนวลนภาที่ชลอดักทาง  นักเที่ยวนักเล่นเมืองกรุง และจอมยุทธทั้งหลาย รวมไปถึงตำรวจ-ทหารต่างรู้ว่า เจ้าของชื่อบ่อนที่ว่านี้เป็นสาวสวย  ฐานะอยู่ในระดับเจ้าแม่ เพราะข่าวว่าเป็นอนุของ ส.ส.เมืองเพชรคนนี้

แถมยังเป็นข่าวขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ฉบับต่างๆอยู่หลายวัน เพราะไปมีชื่อเกี่ยวพันกับการเสียชีวิตของ ส.ส.กำธร ลาชโรจน์ ที่ถูกลวงจากบ่อนพัฒนาการไปฆ่าชิงทรัพย์เมื่อปีที่แล้ว
                    
“ฮ่าๆๆ แหม…สมกับเป็นนักสืบจริงนะเพื่อน อยู่น่ะใช่ แต่ไม่ได้จั่ว เพราะเดี๋ยวสักพักจะออกไปทำธุระกับเพื่อน มีอะไรว่ามา….”
                    
พี่ชายคนโตตระกูลดังนักการเมืองเมืองเพชรบุรี ลูกชายพ่อผาดหัวเราะ พร้อมวกเข้าประเด็นที่เพื่อนนายตำรวจกองปราบฯผู้กว้างขวางโทรฯมา
                    
“มึงเอา “ไอ้จ๋อง ตาเดียว”มาให้กูหน่อย…”

ชลอตอบห้วนๆแบบไม่ทันให้อีกฝ่ายตั้งตัว
                   
มึงจะเอามันไปทำไม อย่าเอาไปฆ่านะ กูขอ มันเป็นคนพวกมาก ใจถึงพึ่งได้เหมือนมึงแหละ เพียงแต่เส้นทางเดินมันเป็นแบบนี้…….”
                    
คราวนี้คู่สนทนาของชลอตอบด้วยน้ำเสียงร้อนรน แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของทั้งคู่อยู่ในขั้นสนิมสนมกันมากพอดู
                   
“ไอ้ห่า…ร้อนตัวเลยนะมึง ถามจริง มึงรับงานไปยิงไอ้ปุ้ยที่เชียงใหม่หรือใช้ไอ้จ๋องมันไปทำงานนี้หรือเปล่า…”
                  
ชลอบลัฟกลับไปอีกที
                   
“โธ่…กูจะไปทำมันทำไม คนละเส้นทางกัน แล้วถ้ากูจะทำใคร กูก็ต้องถามมึงก่อนว่าจะทำได้มั้ย นี่มึงคงไปสงสัยไอ้จ๋องมันสิ เพราะตอนนี้มันวิ่งแผ่นเสียงให้ไอ้ไพรวัลย์อยู่ที่เชียงใหม่…..”
                     
อดีตพนักงานธนาคารออมสินที่ตอนนี้มาเป็นผู้แทนคนเมืองเพชรครวญตามสาย เพราะรู้เต็มอกว่า ถึงจะมีสถานภาพเป็นนักการเมืองอยู่ก็จริง แต่ธุรกิจหลายอย่างของเขาก็มีสีเทา บรรดาตำรวจก็รู้แต่ก็ทำเป็นมองไม่เห็น เพราะมีหลายอย่างเอื้อกันอยู่

แต่กับชลอ เขาไม่อยากปด เพราะรู้กิติศัพท์ในฐานะที่ท่องอยู่ในยุทธจักรนักบู๊ด้วยกันดี มีอะไรก็บอกกันตรงๆซะยังจะดีกว่า
              
“บอกให้นะไอ้ลอ กูน่ะชอบนิสัยใจคอไอ้จ๋องมัน รักมันเหมือนลูกเหมือนหลานเหมือนน้อง ก่อนนี้ มันถูกเขาหาว่าไปยิง เสรี จีรพันธ์ ส.ส.นครปฐม มันเลยหนีไปอีสาน ข้ามไปอยู่เมืองลาว แล้วกลับมาค้าขายถ่านที่ภูพาน

ทีนี้พ่อมันทำงานกรมชลประทาน มาขอให้กูช่วย คนท่ายางเหมือนกัน กูเลยไปรับมันมามอบตัวกับอธิบดีมนต์ชัย จากนั้นมันก็ตะรอนไปตามนิสัยคนหนุ่ม ไปอยู่มาหลายที่ รู้จักคนเยอะ แต่เวลากูจะไปหาเสียงช่วงเลือกตั้ง มันก็จะกลับมาอยู่กับกูที..”
                  
ส.ส.หนุ่มใหญ่วัยเฉียด 50 สาธยายประวัติคร่าวๆเป้าหมายที่นายตำรวจกองปราบฯต้องการเจอตัว
                  
“เอางี้…… ตอนนี้มันไม่อยู่ที่เชียงใหม่ มึงไปตามตัวมาให้กูคุยหน่อย เผื่อมันจะรู้อะไรบ้าง กูเชื่อ มันต้องรู้เรื่อง ไม่มากก็น้อย เอามาให้กูวันสองวันนี้ เจอกันที่กรุงเทพฯ แล้วติดต่อกันอีกที….”
                 
หัวหน้าชุดคลี่คลายคดีเสี่ยปุ้ยสั่งเพื่อนส.ส.ด้วยแต้มต่อที่เหนือกว่า  
                  
“เออ…กูติดต่อมันได้แล้วจะติดต่อมึง อย่างเร็วน่าจะเป็นเย็นๆพรุ่งนี้แหละ…..”
                  
นักการเมืองสังกัดพรรคสยามประชาธิปไตยรับคำ
                  
“แล้วมึงรู้ข่าวไอ้เพชร โสธร มั้ย…มันอยู่ที่ไหน….”
                 
ชลอถามอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยถึงมือปืนซุ้มท่าตำหนักที่หลบหนีคดียิง เกียรติ เอี่ยมพึ่งพร เจ้าพ่อไฟว์สตาร์ และพยานสเกตช์ภาพมือปืนชุดซาฟารีที่ลงมือยิงเสี่ยปุ้ย ข่าวว่าหน้าตาเหมือนกับมือปืนรายนี้
                   
“เห็นกูเป็นซุ้มมือปืนหรือไงวะ ไอ้โสภณ ผู้กำกับนครปฐม ก็ถามเหมือนมึง ไอ้เพชร มันไม่ได้อยู่กับกู แต่เดี๋ยวกูจะเช็กให้  แค่นี้แล้วกัน เดี๋ยวกูไม่ทันนัด…”                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                 
                    
นักการเมืองคนเพชรรำพันก่อนตัดบท
                   
“เออ….ขอบใจมาก..”

ชลอกล่าวขอบคุณคู่สนทนา ก่อนวางหูโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยมีรอยยิ้มเล็กน้อยด้วยความพอใจ ขณะที่รถเบนซ์สีดำ พาหนะของเขาที่จ่าตั๋น จ่ายะ 2 ตำรวจคู่ใจขับรถเข้ามาถึงโรงแรมพรพิงค์ โรงแรมใหญ่กลางเมืองที่สร้างรองรับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ
                    
ชลอเดินลงจากรถ ลมเย็นยามดึกที่โชยมาจากแม่น้ำปิงที่อยู่อีกฝั่งฟาก ทำให้เขารู้สึกสดชื่นขึ้นมา ถึงแม้จะตรากตรำมาทั้งวัน และถึงจะมาเชียงใหม่ได้เพียงคืนเดียว ก็ต้องวกกลับเข้ากรุงเทพฯ ด้วยภารกิจพิสูจน์ทราบเกี่ยวกับงานสืบสวนคดีนี้ที่มาเร็วกว่าที่คิด
                     
นายตำรวจหนุ่มยืนอยู่ข้างรถ เอี้ยวตัวบิดร่างสองสามครั้ง เสียงกระดูกกระเดี้ยวดังลั่นกร๊อบๆ จ่าอ๋อย ลูกน้องตำรวจใกล้ตัว ที่นั่งรถมากับผู้กองคก เดินตามหลังมาสะกิดถามเหมือนรู้ใจ
                     
“เอาหมอมานวดหน่อยมั้ยครับนาย…..”
                     
“เออ…ไม่เลว….”

รองผู้การกองปราบปรามตอบโดยไม่ลังเล จากนั้นเดินเข้าไปที่ล็อบบี้โรงแรม  ไปนั่งอยู่ที่โซฟารับแขกที่โรงแรมตั้งไว้บริเวณหน้าเคาน์เตอร์ ปล่อยให้ผู้กองคก จ่าตั๋น จ่ายะ  ไปติดต่อรับกุญแจห้องพักจากพนักงานหน้าฟร้อนต์    
                    
ขณะนั่งรอ ชลอเหลือบเห็น ไอ้เหน่ สายโจรที่เขาเลี้ยงไว้ตั้งแต่สมัยเป็นรองผู้กำกับการ รองหัวหน้าตำรวจจังหวัดลพบุรี เดินเข้ามากับพวกมันอีก 2-3 คน
                    
ทันทีที่เห็นเจ้านายมัน ไอ้เหน่แยกกับพวกเดินปรี่เข้ามายกมือไหว้ชลอ และนั่งคุกเข่าอยู่ข้างๆ
                    
หัวหน้าชุดคลี่คลายคดีฆ่าเสี่ยปุ้ย โน้มตัวกระซิบคุยอะไรกับไอ้เหน่ไม่กี่ประโยค ควักเงินมาให้มันไปใช้จ่ายจำนวนหนึ่ง
                    
“มึงไปบอกไอ้ตั๋น ที่เคาน์เตอร์ กูให้เอากุญแจห้องพักพาพวกมึงไปนอนก่อนคืนนี้ พรุ่งนี้ค่อยไปทำงานตามที่กูสั่ง ได้เรื่องยังไงโทรฯหากู…”
                  
สายโจรตัวเอ้ของชลอยกมือไหว้ปะหลกๆ ก่อนเดินยิ้มตัวปลิวไปเอากุญแจห้องพักทันที
                  
จากนั้นอีกไม่นาน ผู้กองคก จ่าตั๋น และจ่ายะ เดินถือกุญแจห้องพักที่เปิดไว้เข้ามาหา
                     
“กุญแจห้องพักนายได้แล้ว เดี๋ยวผมส่งนายขึ้นห้องพักผ่อนก่อน…”
                  
นายตำรวจร่างใหญ่อดีตนักกีฬาลูกหนำเลี๊ยบทีมชาติรุ่นน้อง ผายมือเชิญรุ่นพี่นักกีฬาประเภทเดียวกัน พร้อมเดินนำขึ้นลิฟต์ไปที่ห้องพัก ส่วนจ่าตั๋น-จ่ายะ เดินถือกระเป๋าสัมภาระของชลอเดินตามมาติดๆ
                  
“ไอ้โก๊ะล่ะอยู่ไหน หายไปเลย …..”
                   
ชลอถามถึงร้อยตำรวจโทสมภพ พงษ์ฤกษ์ รองสารวัตรสืบสวนเหนือ เจ้าของตำแหน่งเซนเตอร์ฮาล์ฟ ทีมฟุตบอลสโมสรตำรวจ ที่ติดสอยห้อยตามมาด้วย
                   
“มันคงไปเที่ยวตามประสาเด็กหนุ่มครับนาย เพื่อนรุ่นมันที่จบมาอยู่เชียงใหม่ก็เยอะ เห็นมันบอกว่ามันนัดเพื่อนตะลุยราตรีเชียงใหม่คืนนี้….”
                  
อดีตนักรักบี้รุ่นน้องทีมชาติที่ตอนนี้มาเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาชลอกล่าวตอบ
              
“ไอ้นี่มันชอบเที่ยวด้วยทำงานด้วย กูว่าตอนนี้มันคงเที่ยวคาเฟ่จีบนักร้องที่ไหนอยู่สักแห่ง พวกนักร้องพวกหมอนวดนี่แหละ แหล่งข่าวชั้นดี…..”

ชลอพูดขึ้นมาลอยๆ
                   
เพราะจากประสบการณ์งานสืบสวนของชลอ การเข้าตีสนิทพูดคุยกับนักร้อง และหมอนวด หรือแม้แต่หญิงขายบริการ 100 คนก็ 100 เรื่อง หลายครั้งคดียากๆ ความสำเร็จมาจากพวกเธอเหล่านี้อย่างที่ไม่ได้ตั้งใจ
                  
“มึงก็ไปพักผ่อนด้วย พรุ่งนี้เช้าเจอกัน สัก 9 โมงเช้า ล้อหมุน …..”
                  
ลูกชายพันโทแช่มที่ตอนนี้ชีวิตราชการก้าวไกลเกินกว่าผู้เป็นพ่อ บอกกับลูกน้อง ก่อนปิดประตูสาวเท้าก้าวเข้าไปในห้องพักหรูหรา จัดเป็นห้องสูท มีห้องรับแขกอยู่อีกห้อง

ส่วนห้องนอนมีเตียงนอนขนาดคิงไซส์ ปูผ้าขาวสะอาดอยู่กลางห้อง มีเฟอร์นิเจอร์ประเภทโต๊ะ ตู้เสื้อผ้า โต๊ะหัวเตียงจัดไว้อย่างลงตัว ชายหนุ่มดูสภาพโดยรอบอย่างพอใจ ก่อนถอดสร้อยคอพระเครื่อง นาฬิกา และปืนคู่ใจ โคลท์  11 มิลลิเมตรกระบอกดำมะเมื่อมวางไว้บนโต๊ะหัวเตียง
                   
หลังอาบน้ำอาบท่าเรียบร้อย ชายหนุ่มนักบู๊วัย 44 ปี นอนแผ่หราอยู่บนเตียงนอนนุ่มใหญ่ เกือบๆจะเคลิ้มหลับ เสียงเคาะประตูดังขึ้น ชลอตาสว่างโดยอัตโนมัติ แว่บมองไปที่ปืนที่วางอยู่บนโต๊ะหัวเตียงที่ขึ้นลำไว้เรียบร้อย เพียงแต่ดันเซฟขึ้นไว้ เพียงแค่เขาใช้นิ้วโป้งกดเซฟลง มัจจุราชสีดำกระบอกนี้ก็พร้อมทำงานอีกครั้ง
                  
ประสาทการระมัดระวังตัวผ่อนคลาย  เมื่อได้ยินเสียงผู้เคาะบอกชื่อแซ่ตามมา เขาส่งเสียงบอกเบาๆเป็นสัญญาณว่ารับรู้ ก่อนลุกเดินไปดูช่องตาแมวที่ประตู เห็นสาวผิวขาว อายุอานามประมาณ25-30ปี แต่งกายด้วยเสื้อคลุมยาวสีเขียวแบบที่เห็นตามแบบหมอนวดแผนโบราณทั่วไป ยืนอยู่หน้าห้อง

หน้าตาถึงไม่สะสวยแต่ก็ดูสะอาดสะอ้านตามแบบชาวเหนือ ถัดไปเขาเห็น จ่าอ๋อย ยืนอยู่ข้างหลัง นอกจากนี้ ยังมีผู้หญิงวัยไล่เลี่ยกันอีกคนแต่งกายด้วยเสื้อคลุมลักษณะเดียวกันยืนอยู่ข้างๆ
                   
“มึงยังไม่ไปนอนอีกวะไอ้อ๋อย….”
                    
ชลอมองหน้าถามขณะที่ลูกน้องตำรวจกล่าวตอบ
                   
“เอาหมอมาส่งนายก่อนครับ เดี๋ยวผมว่าจะนวดเหมือนกัน เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวไปหมด…..”
                   
ชลอในชุดเสื้อยืดกางเกงแพรกล่าวขอบใจ  เปิดทางให้หมอนวดสาวเดินนำเข้าไปก่อนที่เขาจะปิดประตูล็อกห้อง ตรวจดูความเรียบร้อยอีกครั้ง  เขาสังเกตเห็นหมอนวดสาวแสดงอาการหวาดวิตกเล็กน้อยเมื่อเหลือบไปมองเห็นปืนกระบอกโตของเขาที่วางอยู่โต๊ะหัวเตียง
                   
“มานวดเลยดีกว่า….”
                   
ชลอพูดเหมือนสั่งพร้อมล้มตัวลงนอน ขณะที่หมอนวดสาวผิวขาวหยวกเดินเข้าไปในห้องน้ำหยิบผ้าเช็ดตัวออกมาวางไว้ที่กึ่งกลางตัวชายหนุ่ม จากนั้นถอยไปอยู่ปลายเท้าของผู้ที่จะถูกนวด พร้อมพนมมือไหว้
                   
นายตำรวจนักบู๊เข้าใจว่าหล่อนคงจะยกมือไหว้ครูบาอาจารย์ที่สอนวิชานี้ให้ไว้ใช้หากิน เพราะหลายคนที่นิยมการนวดแผนไทยหรือ การนวดแผนโบราณต่างรับรู้ว่า เป็นศาสตร์บำบัดและรักษาโรคแขนงหนึ่งของการแพทย์แผนไทย เน้นในลักษณะกด คลึง บีบ ดัด ดึง และการอบประคบ ส่วนใหญ่หมอนวดทั้งหญิงทั้งชาย จะไปร่ำเรียนกันที่วัดโพธ์ กรุงเทพฯ
                     
วัดนี้ ชลอจำประวัติได้คร่าวๆ เพราะสมัยยังเด็กมีแบบเรียนสอน ถูกสร้างมาตั้งแต่ครั้งสมัยอยุธยา เดิมเรียก”วัดโพธาราม” หรือ “วัดโพธิ์”   เป็นวัดประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช หรือรัชกาลที่ 1

พระองค์ทรงปฏิสังขรณ์วัด  ด้วยการรวบรวมการแพทย์แผนโบราณ และศิลปวิทยาการของกรุงศรีอยุธยาเอาไว้ รวมทั้งปั้นรูปฤๅษีดัดตนในท่าต่างๆ และพระราชทานนามว่า วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาวาส
                     
ต่อมาได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จารึกสรรพตำราต่างๆ ลงบนแผ่นหินอ่อนประดิษฐ์ไว้ตามศาลาราย เป็นเสมือนมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศ รวมทั้งได้ปั้นรูปฤๅษีดัดตนในท่าต่างๆ รวม 80  ท่า

 มีการแต่งโคลงสี่สุภาพบรรยายสรรพคุณท่าต่างของฤๅษีดัดตนทั้ง 80 บท จนสมัยพระจอมเกล้า ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แก้สร้อยนามพระอารามว่า “วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร”
                  
ในส่วนของหมอนวดไทยที่นิยมไปร่ำเรียนมาจากวัดโพธิ์  เพราะนอกจากจะได้รับการเรียนการสอนการนวดตามแบบฉบับวัดโพธิ์แล้ว เมื่อจบหลักสูตร ยังจะได้รับใบประกาศจากสมาคมแพทย์แผนไทย รับรองหลักสูตรโดยกระทรวงสาธารณสุข ส่วนประโยชน์จากการนวดแผนโบราณอย่างถูกวิธี จะทำให้ร่างกายเกิดความสมดุลในทุกๆด้าน
                  
แต่ชลอคิดง่ายๆ คนเราถ้าเลือดลมไหลเวียนดี อะไรๆก็จะดีไปหมด