83.สั่งประกบเจ้าฟ้าคราม

 

ตำนานมือปราบพระกาฬ ชลอ เกิดเทศ โดยกิตติพงศ์ นโรปการณ์

                  
ชลอยื่นปืนลูกโม่ ลำกล้องยาว 4 นิ้วให้นักข่าวหนุ่ม  ท่ามกลางความงงงวยแต่เขาก็เอื้อมมือรับ
                    
“ นี่กระสุน ระวังอย่าให้ลั่นล่ะ เอาไว้ใช้ป้องกันตัว แต่มึงจำไว้ ยิงยังไงอย่าให้หมด ให้เหลือไว้นัดสุดท้ายไว้ 1 ลูกเสมอ…….”
                  
นายตำรวจมือปราบบอก พร้อมยื่นกระสุน .38 ให้ 1 กำมือ
                      
ท่ามกลางความงงงวยซ้ำสองของเหยี่ยวข่าวสำนักพิมพ์หัวเขียว เอ่ยปากถามโดยอัตโนมัติ
                  
“เอาไว้ทำอะไรครับพี่………”
                     
“ไว้ยิงตัวตายไง….”
                    
ชลอตอบทันควันด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง
                    
ขณะที่ 2 ตำรวจคนสนิท จ่าตั๋น จ่ายะ  ที่นั่งคู่ด้านหน้ารถ หัวเราะเอิ๊กอ๊ากด้วยความชอบใจ ส่วนชลอพูดต่อ
                  
“เผื่อเกิดมีอะไรแล้วคลาดกัน มึงมีกระสุน 6 นัด เท่ากับมึงมีเพื่อน  6 คน แต่ถึงเวลา มึงต้องใช้เพื่อนแค่ 5 คนเท่านั้น เหลือไว้ 1 คนคือกระสุนอีกนัด

จำไว้เลย ถ้าเผื่อมีปัญหา ประเมินสถานการณ์แล้ว โดนแน่ๆ  อีกนัดเอาไว้ยิงตัวตายดีกว่า จะได้ไม่ต้องทรมานมาก………..”
                  
ถึงตอนนี้  เหยี่ยวข่าวหนุ่มที่คลุกคลีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนปราบปรามเข้าใจแล้วว่า  ถ้าเผลอถูกใครอุ้มหรือจะเข้ามาจับก็ต้องสู้ยิบตา ถ้าไม่เช่นนั้นอาจจะถูกทรมานจากสารพัดวิธี ที่จะขูดเอาความจริงหรือความลับออกมา ชนิดจะตายก็ไม่ให้ตาย จะอยู่ก็ไม่ให้อยู่
                    
หมายความว่าพวกมือปราบเหล่านี้ ต้องเคยอยู่ในสถานการณ์คับขันอย่างที่ว่ามาก่อน เพียงแต่อยู่ในสถานะของฝ่ายผู้กระทำ
                    
นักข่าวหนุ่มคิดไปเรื่อย นี่คงเป็นเหตุผลที่นายตำรวจมือปราบที่รู้กันเป็นนักอุ้มตัวฉกาจกล่าวเตือนถึงกระสุนนัดสุดท้าย
                    
แต่สำหรับชลอ ปืนที่ให้นักข่าวหนุ่มแบบนี้เขามีอยู่หลายกระบอก มีติดไว้ในรถหลายๆคันที่เขาใช้ พูดง่ายๆปืนพวกนี้เป็นปืนเถื่อน เป็นปืนที่ไม่มีทะเบียน หรือปืนที่ขูดลบหมายเลขทะเบียนออก เพราะยึดมาจากการตรวจค้นบุคคลตามที่ต่างๆ แต่ไม่ได้ลงบันทึกจับกุมไว้
                    

ปืนแบบนี้ภาษาเหนือเขาเรียกปืนขี้เมี่ยง เป็นปืนที่สกปรกมีสนิมเกาะ เจ้าของไม่ค่อยดูแลรักษา แต่ถ้ายึดมาได้ ส่วนใหญ่ก็จะเอาให้พวกบรรดาสายโจรของเขาติดตัวไว้เป็นรางวัลค่าข่าวหรือด้วยความเสน่หา
                    
บางครั้ง เขาจะเอาไว้ใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ประเภทยิงแล้วทิ้งเลย หรือไม่ก็อาจมีความจำเป็นต้องใช้กับคนร้ายในบางกรณี โดยเฉพาะเคสที่ต้องใช้มาตรการรุนแรงถึงขั้นวิสามัญฆาตกรรม
           
————————————————————————-
                        
ประมาณเที่ยงคืนเศษ ทั้ง 4 ชีวิตเดินทางมาถึงนครสวรรค์ ชลอให้จ่าตั๋นแวะเติมน้ำมันก่อนเข้าไปกินข้าวต้มนายเจือ ร้านดังกลางเมืองปากน้ำโพ ก่อนออกเดินทางต่อ
                      
แต่ออกจากร้านได้ไม่เท่าไหร่ เสียงโทรศัพท์สนามเครื่องใหญ่ในรถดังขึ้น นายตำรวจหนุ่มเจ้าของเครื่องยกหูโทรศัพท์รับสาย
                   
“พี่ครับ ขอโทษครับ พี่นอนหรือยัง ผมเบี้ยวครับ….”
                    
เสียงปลายสายเป็นเสียงผู้กองเบี้ยว-ร้อยตำรวจเอกพิภพ เบี้ยวไข่มุก รองสารวัตรแผนก 4 กองกำกับการ 2 กองปราบปราม  มันสมองของทีมงาน โทรเข้ามาด้วยน้ำเสียงเกรงใจ แต่ก็ทำให้ชลอนึกได้ว่าเขามีงานที่ต้องสั่งการผู้กองเบี้ยว และทีมงานที่ยังอยู่ในเชียงใหม่
                      
“ยัง…. กูกำลังไปตาก…”

หัวหน้าชุดคลี่คลายคดีเสี่ยปุ้ยตอบ
                     
“ครับ….. เห็นพี่ทิ้งโน้ตไว้ที่โรงแรม พอดีพวกผมเพิ่งกลับเข้ามา กลัวพี่มีเรื่องด่วน เลยต้องขออนุญาตโทรมาตอนนี้…..”
                    

 ” เออ…. พอดีกูมีเรื่องจะให้มึงทำ มึงให้ไอ้หนุ่ยกับไอ้ป๊อก จัดคนสัก 2-3 คน เอาพวกไอ้เหน่ ก็ได้ จัดชุดสลับกันตามไอ้ฟ้าคราม ผู้จัดการไนต์คลับ ฮันนี่อินน์

ให้ตามเฉยๆ ตามให้เห็นตัว ถ้ามันถาม หรือใครสงสัย แสดงตัวไปเลยว่ากูสั่ง ตามมันทุกวันจนกว่าจะสั่งให้เลิก…..”
                      
ชลอสั่งเสียงเข้ม
                    
” ได้ครับพี่……เดี๋ยวผมจะให้ลูกน้องเริ่มตามมันตั้งแต่ที่ทำงานมันตอนนี้เลยครับ…..”
                  
ผู้กองเบี้ยวรับคำสั่งดำเนินการ และรู้ทันทีว่าผู้บังคับบัญชาเขาคงมีข้อมูลเด็ดอะไรมา แต่ที่แน่ๆ ไอ้ฟ้าคราม  หรือเจ้าฟ้าคราม ณ เชียงใหม่ มันต้องเกี่ยวพันกับการตายของเสี่ยปุ้ย นักธุรกิจคนดังเชียงใหม่แน่
                   
“พรุ่งนี้กูจะเข้าเชียงใหม่บ่ายๆ มึงเอารายงานการสืบสวน และเรียกพวกเรามาเจอกันที่พรพิงค์ กูไม่อยู่ 2 วัน มาดูว่ามีอะไรคืบหน้าไปบ้าง

เฮ้ยเท่านี้ก่อน สัญญาณไม่ค่อยดีได้ยินไม่ชัดแล้ว พรุ่งนี้เจอกันโว้ย….”
                  
นายตำรวจหัวหน้าทีมสั่งการปู๊ดปร๊าดรวดเร็วตามสไตล์ก่อนวางหูโทรศัพท์สนามเครื่องใหญ่ไว้ตามเดิม
                   
 แอ๊ด-วิชเลิศที่นั่งข้างๆที่ได้ยินการสนทนาเชิงสั่งการของชลอมาตลอด อดไม่ได้ที่จะซักไซ้ด้วยวิญญาณนักข่าว เพราะพอเดาได้ว่าเรื่องที่พูดคุยกันเมื่อสักครู่นี้น่าจะเกี่ยวกับคดีเสี่ยปุ้ย
                   
“ไอ้ฟ้าครามมันใครครับพี่…..”
                   
 “มันก็เป็นตัวละครคนหนึ่งที่จะต้องคุยน่ะ แต่จะเกี่ยวไม่เกี่ยวเดี๋ยวต้องเจอตัวมันก่อน….”
                     
นายตำรวจหนุ่มตอบ
                  
เกือบๆตีสี่ รถเบนซ์ของชลอวิ่งเข้ามาถึงจังหวัดตาก  จ่าตั๋นขับไปตามถนนพหลโยธิน ออกนอกเมืองตรงเข้าเขตอำเภอบ้านตากที่อยู่ห่างออกไปประมาณ10กิโลเมตร  ก่อนเลี้ยวซ้ายเข้าไปในฟาร์มเกิดเทศ หรือที่คนภายนอกรู้จักกันในชื่อคุ้มพระลอ ที่อยู่ริมถนนหลวง วิ่งลึกตรงไปที่บ้านเดี่ยวริมแม่น้ำปิงของชลออย่างคุ้นเคย  มีไอ้โก๊ะ เด็กหนุ่มกะเหรี่ยงวิ่งตามมาหลังจากปิดประตูรั้วเสร็จ
                   
 ถึงจะงัวเงีย แต่แอ๊ด-วิชเลิศ มองผ่านกระจกรถเบนซ์ทะลุไปในความมืดด้วยความตื่นเต้น นี่น่ะหรือคุ้มพระลอที่ขึ้นชื่อเป็นแดนสนธยา แดนที่เหล่าโจรร้ายต้องยอมสยบเมื่อถูกนำเข้ามาในที่แห่งนี้
               
“ไอ้ตั๋น ไอ้ยะ ……มึงพาไอ้แอ๊ดไปพักผ่อนก่อน พรุ่งนี้สายๆค่อยขยับเข้าเชียงใหม่….”
                     
ชลอสั่ง 2 ตำรวจคนสนิท ขณะเดินลงจากรถ พร้อมๆกับไอ้โก๊ะ กะเหรี่ยงหนุ่มที่เขาให้เฝ้าบ้านเฝ้าฟาร์มเดินมาช่วยถือสัมภาระ
                    
“ผมเอาสมชายไว้ในกรงแล้วครับนาย……”
                      
หนุ่มกะเหรี่ยงบอกกับเจ้านายตำรวจถึงสมชาย เสือโคร่งวัย 4-5 ปีที่ชลอ ได้มาจาก แอ๊ว-ยอดรัก สลักใจ นักร้องลูกทุ่งรูปหล่อที่เอามาจากป่าเขมร ขณะไปทัวร์ร้องเพลงแถวชายแดนอรัญประเทศมาให้เขาเลี้ยงไว้ตั้งแต่ตัวน้อยๆ
                      
“เออดีแล้ว…. เดี๋ยวไอ้พวกนี้มันตกใจอีก……”
                      
ชลอกล่าวขอบใจลูกน้อง ก่อนเดินหายเข้าไปพักผ่อนในบ้านริมแม่น้ำปิง          
 
————————————————————————
                      
ด้วยความแปลกที่แปลกทาง เกือบๆ 7โมงเช้า แอ๊ด-วิชเลิศ กระเถิบตัวออกมาจากที่นอนอย่างเบาๆ เพราะยังเห็น 2 ตำรวจคนสนิทพันตำรวจเอกมือปราบยังหลับไหลอยู่บนเตียงด้วยความเหนื่อยล้าจากการขับรถมาทั้งคืน
                      

เขาเพิ่งจะมีโอกาสได้สำรวจที่พักนอน กวาดตาไปรอบๆ บ้านที่เขาพัก เป็นบ้านไม้ชั้นเดียวไม่เล็กไม่ใหญ่ ลักษณะคล้ายโรงนอน มีเตียงเดี่ยวอยู่ในห้องประมาณ10เตียง แต่ถ้าจำเป็นจริงชายหนุ่มคาดคะเนด้วยสายตาน่าจะนอนได้สบายๆถึง15 คน เหมาะเป็นที่พักกำลัง หรือที่ค้างแรมได้อย่างสบายๆ  
                  
หลังทำธุระส่วนตัวเสร็จ นักข่าวหนุ่มหัวเขียวประจำกองปราบปราม สามยอด เดินออกมาจากบ้าน ออกมาสูดอากาศยามเช้าริมแม่น้ำปิง ภาพที่ปรากฏลางๆในความมืดเมื่อตอนที่เขานั่งรถเข้ามาเริ่มเห็นชัดขึ้น

สภาพโดยทั่วไปร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อย มีกล้าต้นสักถูกปลูกไว้ตามแนวถนนคอนกรีตริมแม่น้ำ โดยรวมแล้ว ถ้าไม่รู้มาก่อนว่าเป็นคุ้มพระลอ เขาเชื่อว่าที่นี่น่าจะเป็นรีสอร์ตดีๆนี่เอง
                  
“เอ้าแอ๊ด ตื่นแต่เช้าเลย มากินกาแฟด้วยกัน…..”
                    
เสียงเจ้าของบ้านที่มีเนื้อที่มากกว่า 30 ไร่ ทัก
                  
นักข่าวหนุ่มหัวเขียวหันไปทางต้นเสียงที่มาจากบ้านเดี่ยวริมแม่น้ำปิง เขาเห็นนายตำรวจมือปราบฯอดีตหัวหน้าตำรวจจังหวัดตาก นั่งอยู่ที่โต๊ะอัลลอยหน้าบ้านกับชายแปลกหน้าที่เขาไม่เคยเห็น 2 คน
                    
“หวัดดีครับพี่ลอ …..พี่ไม่เหนื่อยบ้างหรือ….”
                    
นักข่าวหนุ่มเอ่ยปากทักกลับ พร้อมยกมือไหว้ด้วยความนอบน้อม รวมถึงยกมือไหว้ อาคันตุกะอีก 2 คนที่นั่งอยู่ข้างๆชลอด้วย
                    
“กูนั่งมา ไม่ได้ขับโว้ย มาถึงได้หลับสักพักกูก็ฟื้นแล้ว เอ้านี่..รู้จักเสี่ยฮุก เจ้าพ่อป่าสาละวินกับไอ้จ๋อง ลูกน้องกูอีกคน เอ้านี่ไอ้แอ๊ด นักข่าวไทยรัฐ รู้จักกันไว้ซะ …..”
                      
ชลอตอบพร้อมแนะนำ 2 อาคันตุกะที่ฉีกยิ้มมุมปากให้กับนักข่าวสายตำรวจอย่างเป็นมิตร พร้อมเรียกไอ้โก๊ะ ลูกน้องกระเหรี่ยง เอากาแฟ ปาท่องโก๋ มาเสิรฟ์นักข่าวหนุ่มเป็นอาหารเช้ารองท้อง
     
แอ๊ด-วิชเลิศ นั่งดื่มกาแฟและพูดคุยกับชลอและแขกทั้ง 2 คนอีกสักพัก ก่อนแยกตัวออกมาอย่างมีมารยาท เพื่อให้ทั้ง 3 คนได้พูดคุยธุระส่วนตัว โดยทราบหมายจากหัวหน้าชุดคลี่คลายคดีสังกหารเสี่ยปุ้ย ว่าจะเดินทางออกจากคุ้มพระลอไปที่เชียงใหม่ตอนช่วงสายๆก่อนเที่ยง
    
——————————————————————————–
          
บ่ายวันเดียวกัน รองผู้บังคับการกองปราบปราม และสมาชิกใหม่  จ๋อง ตาเดียว และแอ๊ด –วิชเลิศ ร่วมคณะเดินทางไปถึงโรงแรมพรพิงค์ เชียงใหม่ โดยที่เสี่ยฮุก นักธุรกิจค้าไม้ชายแดนไม่ได้ร่วมเดินทางมาด้วย
          

นายตำรวจนักบู๊คู่ปรับไบคาน เรียกลูกน้องในสายกองปราบฯเข้าประชุมรายงานความคืบหน้าในห้องสูทที่พ่อเลี้ยงแคนนะผู้รับเหมาก่อสร้างเส้นทางยุทธศาสตร์ชายแดนภาคเหนือ เป็นสปอนเซอร์เปิดไว้ให้ชุดทำงานของชลอพักระหว่างปฏิบัติภารกิจ โดยมีผู้กองเบี้ยว ร้อยตำรวจเอกพิภพ เบี้ยวไข่มุก

ผู้หมวดป๊อก ร้อยตำรวจโท โรจนะ สมุนไพร ผู้หมวดหนุ่ย ร้อยตำรวจโทอภินันท์ เกตุษเฐียร ร้อยตำรวจโททองดำ ลาภิกานนท์ และชุดทำงานอีก 3-4 คน นั่งพูดคุยสรุปความคืบหน้าให้ชลอฟัง
         
“เรื่องการสอบสวน ที่ผมประสานกับทางท้องที่และกองเมืองเชียงใหม่ ประเด็นการสังหารเสี่ยปุ้ย ยังมุ่งไปในเรื่องความขัดแย้งทางธุรกิจ เพราะเจ้าตัวมีความขัดแย้งในธุรกิจหลายชนิด

เรื่องแรกมีข่าวเจ้าตัวกำลังขายธุรกิจในเชียงใหม่ทั้งหมด เพื่อไปร่วมทุนกับนักธุรกิจที่โคราช ทำธุรกิจแบบเดียวกับที่เชียงใหม่

ก็เป็นประเด็นหนึ่งที่อาจทำให้คู่แข่งทางธุรกิจที่โคราชต้องตัดไฟแต่ต้นลม เพราะกลัวชื่อเสียงของเสี่ยปุ้ย….”
         
ผู้กองพิภพเปิดฉากรายงาน
         
“เรื่องที่ 2 ที่อาจเป็นชนวนสังหาร คือเมื่อช่วงปี 23 มีกลุ่มนักธุรกิจชาวอินเดียมาขอซื้อธุรกิจโรงแรมของเสี่ยปุ้ยในราคา 150 ล้านบาท มัดจำไว้ 3 ล้านบาท  ภายหลังนักธุรกิจอินเดีย ไม่ตกลงซื้อ แต่เสี่ยปุ้ยไม่ยอมคืนเงินมัดจำให้ มีการฟ้องร้องกันปรากฏว่าเสี่ยปุ้ยชนะ ไม่ต้องคืนเงิน 3 ล้านบาท

แต่ภายหลังมีการเจรจา โดยนักธุรกิจอินเดีย เอาทหารหรือนักการเมืองมาบีบเสี่ยปุ้ยนอกรอบ จนยอมคืนเงิน นัดจะจ่ายกันเดือนเมษายนนี้ครับ แต่เสี่ยปุ้ยมาถูกยิงตายก่อน……”
         
“กูว่า ไม่น่าจะมาจากเรื่องนี้นะ เงินกำลังจะได้คืนแล้ว จะมายิงมันทำไม…”
        
หัวหน้าชุดคลี่คดีสังหารเสี่ยปุ้ยตั้งข้อสังเกต
         
ผู้กองเบี้ยวพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนกล่าวถึงประเด็นตายอีกเรื่อง
          
“เรื่องธุรกิจที่น่าจะเป็นชนวนสังหารมากที่สุด น่าจะมาจากเรื่องการทำธุรกิจสีเทา ทั้งบ่อนการพนัน ไนต์คลับ บาร์ โดยเฉพาะเรื่องการทำบ่อนการพนัน มีปัญหาขัดแย้งกันเองอยู่เรื่อย ……”
         
“ส่วนขั้นตอนการปฏิบัติ ในช่วงที่พี่ไม่อยู่  กองเมืองเชียงใหม่ ระดมตรวจค้นหลายจุดต้องสงสัย  เน้นคนต่างถิ่นที่พกอาวุธปืน โดยเฉพาะ 11 มม.  

มีบุคคลต้องสงสัย ที่เราประสานขอตรวจสอบ 2-3 คน   คนแรกชื่อนายสมาน ฮำสกุล บ้านอยู่แถวบางรัก กรุงเทพฯ คนนี้กองเมืองจับพร้อมปืน.38 ไม่มีใบอนุญาต จับที่แฟลตคุ้มทรัพย์ ถนนซูเปอร์เวย์…….”
         
เสนาธิการประจำทีมนายตำรวจมือปราบรายงานต่อ
         
“มีอีก 2 คน ที่เป็นคนต่างถิ่นที่กองเมืองเชียงใหม่ และเราสงสัย แต่ต้องปล่อยตัวไปก่อน จับได้ที่แฟลตนี้เหมือนกัน คือนายสำเนา คงคุ้ม บ้านอยู่สามเสนใน

 ส่วนอีกคนชื่อนายปรีชา เมืองบุญ บ้านอยู่ปากเกร็ด นนทบุรี

จับทั้งคู่ได้พร้อมปืน 2 กระบอก เป็นปืน.38 แต่มีใบอนุญาตที่พลตำรวจโทสุทัศน์ สุขุมวาท  ผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจออกให้ เลยต้องปล่อยตัวไปก่อนครับ…..”
         
“บ้านอยู่ปากเกร็ดเมืองนนทฯ…”
         
ชลอตั้งข้อสงสัยในใจ  มันจะเป็นพวกเดียวกับไอ้ป้อม คอนติ หรือไอ้ป้อม เมืองนนทฯ หรือเปล่า